โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลัก...การเติบโตของทวีปเอเชีย ด้วย BIC Asia ex-Japan

Finnomena

อัพเดต 25 พ.ย. 2562 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 04.28 น. • FINNOMENA Investment Team

ไฮไลท์ของ BIC Asia ex-Japan

  • กองทุนในแผน BIC Asia ex-Japan มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เหมือนกันคือผลตอบแทนและความเสี่ยงในอดีตที่ทำได้ดีสม่ำเสมอ
  • ลงทุนได้ทั้งคนที่ชอบลงทุนแบบ Active และ Passive
  • ผลตอบแทนของแผนการลงทุนจะเติบโตตามภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)
  • เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการระบบในการช่วงเลือกกองทุนที่ดีที่สุด

อนาคตของหุ้นเอเชียเป็นอย่างไร?

อีก 30 ปีเราจะอยู่ในปี 2050 …

  • PricewaterhouseCoopers ได้ประเมินไว้ว่า ณ ปี 2050 ขนาดเศรษฐกิจของโลกจะใหญ่กว่าปัจจุบันมากกว่า 1 เท่าตัว การเติบโตของเศรษฐกิจจะโตมากกว่าจำนวนประชากรจากการพัฒนาของเทคโนโลยี
  • เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่จะมีค่าเฉลี่ยการเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม E7 (Emerging markets) จะโตเร็วกว่ากลุ่ม G7 (Advanced Economies)
ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 1 : ประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ของกลุ่มประเทศ E7 ที่มา : The Long View, How will the global economic order change by 2050 ข้อมูลประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2017

  • 3 ใน 7 ของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเป็นเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ นำโดยอันดับที่ 1 จีน อันดับที่ 2 อินเดีย และอันดับที่ 4 อินโดนีเซีย ในส่วนของสหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นที่ 3 จากที่อยู่ที่ 1 ในปัจจุบัน
  • เวียดนามจากขยับจากเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 32 กลายเป็นอันดับที่ 20 ฟิลิปปินส์จะขยับจากอันดับที่ 28 กลายเป็นอันดับที่ 19
  • ในขณะที่ประเทศไทยตกจากอันดับที่ 20 ไปเป็นอันดับที่ 25
  • เวียดนามและอินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกอันดับ 1 และ 2 ของโลก
ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 2 : ประมาณการอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP แต่ละประเทศ ในปี 2016-2050 ที่มา : The Long View, How will the global economic order change by 2050 ข้อมูลประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2017

ถ้าคุณต้องการผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ย คุณก็ควรจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งจากข้อมูลการเติบโตของเศรษฐกิจข้างต้นเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า หุ้นเอเชียในอีก 30 ปีข้างหน้าต้องไม่ธรรมดา มีโอกาสมากที่จะให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ย

แม้เอเชียยังไม่ครองโลก แต่กำลังกลืนกินทีละอุตสาหกรรม

สิ่งที่เป็นหลักฐานชั้นดีว่าทวีปเอเชียกำลังเติบโตสู่มหาอำนาจไม่ได้มีเพียงตัวเลขประชากร แต่คือตัวเลขเชิงสถิติต่างๆ ในทุกๆ อุตสาหกรรม ยํ้าอีกครั้งว่า ทุกอุตสาหกรรม !!!

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Mckinsey ได้มีการเก็บข้อมูลและสรุปเป็นบทวิจัยตัวเลขในเชิงสถิติต่างๆ ออกมาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตัวเลขหลายอย่างบ่งบอกว่าเอเชียกำลังเติบโต

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 3 : สรุปการเติบโตในเชิงเศรษฐกิจและการค้าของทวีปเอเชีย ที่มา : The Future of Asia: Asian flows and networks are defining the next phase of globalization. ข้อมูลประจำเดือนกันยายน 2019

10 ปีที่ผ่านมาเอเชียมาไกลแค่ไหน?

  • ตัวเลขด้านการค้า การเคลื่อนไหวซื้อ-ขายของสินค้าทั่วโลกเติบโตขึ้นจาก 27% เป็น 33% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของโลก
  • เงินลงทุนไหลเข้าสู่ทวีปเอเชียมากถึง 23% จากที่เคยมีเพียงแค่ 13% เมื่อ 10 ปีก่อน
  • เอเชียคือทวีปที่มีปริมาณการขนส่งสินค้า 64% ของโลก
  • 65% ของการจดสิทธิบัตรที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่างๆอยู่ในทวีปเอเชีย
  • นักเรียนแลกเปลี่ยน 48% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของโลกเป็นคนเอเชีย

ด้วยบทสรุปชิ้นนี้ ทำให้พอจะสรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นมุมเรื่องการค้า การศึกษา หรือนวัตกรรม เอเชียไม่เพียงแต่จะมีอนาคตที่สดใสรออยู่แต่ยังมีปัจจุบันที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างชัดเจน บริษัทในเอเชียโดยเฉพาะจีนหลายบริษัทเองก็เริ่มขึ้นมาติดอันดับ top 100 ของโลก ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีบริษัทของประเทศอื่นๆ ขึ้นตามขึ้นมา

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 4 : อันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มา : Statista.com ข้อมูล ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2019

ปัจจุบันที่แข็งแกร่งและอนาคตที่สดใส แต่จะหากำไรจากโอกาสครั้งนี้อย่างไร?

ในชีวิตของคนจะมีโอกาสดีๆ ที่เปลี่ยนชีวิตได้เพียงไม่กี่ครั้ง อย่างยุคที่สหรัฐฯ สร้างชาติในยุค 1960 และยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนหลังปี 1979 มาจนถึงปัจจุบัน ใครทำงาน ทำธุรกิจ หรือลงทุนในยุคนั้น คงจำกันได้ว่าการได้อยู่ในช่วงของเศรษฐกิจเติบโตมันมีความสุขแค่ไหน และการอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคืองมันทรมานอย่างไร

แต่การเป็นนักลงทุนมีข้อดีคือ คุณสามารถเลือกลงทุนในเศรษฐกิจเติบโต และหลีกเลี่ยงการลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหรือดูมีแนวโน้มไม่ดีได้ การเป็นนักลงทุนในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องหาโอกาสจากประเทศไทยพียงอย่างเดียว จงตกปลาในที่ที่มีปลา ที่ไหนมีโอกาสให้ผลตอบแทนดี เราควรเอาเงินของเราไปไว้ที่นั่น

รถไฟเที่ยวสุดท้าย? เติบโตไปกับ Asia ด้วย แผนการลงทุน BIC Asia ex-Japan

การเติบโตของเอเชียครั้งนี้จะเปรียบเสมือนรถไฟเที่ยวสุดท้ายของนักลงทุนหลายๆ ท่านหรือไม่? อยู่ที่ว่าแต่ละท่านคิดอย่างไร? และมีการลงมือ Take Action เพื่อคว้าโอกาสไว้หรือเปล่า ซึ่งหลายๆ ครั้งถูกการคว้าโอกาสของแต่ละคน ถูกจำกัดด้วยประสบการณ์และเวลาในการศึกษาการลงทุน สำหรับคนที่ไม่มีเวลาเลือกลงทุนหุ้นและกองทุนด้วยตนเองแผนการลงทุน BIC Asia ex-Japan จะเป็นแผนการลงทุนที่เหมาะมากสำหรับคนที่เชื่อว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของคนเอเชีย !

BIC Asia ex-Japan เป็นแผนการลงทุนที่ประกอบไปด้วยการลงทุนใน 3 กองทุนเน้นๆ ที่มีแนวโน้มทำผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดในอีก 1 ปีข้างหน้ามากที่สุดและเน้นลงทุนในภูมิภาคที่กำลังเติบโตสูงของเอเชียเท่านั้น โดยไม่รวมญี่ปุ่น (สาเหตุที่ไม่รวมเพราะ GDP ของญี่ปุ่นเติบโตช้ากว่าประเทศเอเชียอื่นๆ และถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว)

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 5 : อัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่มา : Statista.com ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2019

กองทุนที่ BIC Asia ex-Japan ลงทุนประกอบไปด้วยกองทุนชั้นนำระดับหัวแถวของหมวด Asia ex-Japan และประกอบไปด้วย

  • PRINCIPAL APDI หรือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล เอเชีย แปซิฟิก ไดนามิก อินคัม อิควิตี้ สัดส่วน 40%
  • ABAPAC หรือ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิก เอคควิตี้ ฟันด์ สัดส่วน 30%
  • ASP-ASIAN หรือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอเชี่ยนสเปเชียลซิททูเอชั่นส์ 30%

แต่ละกองทุนที่การลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีความกระจายตัวในมุมของประเทศที่ลงทุน และประเภทของสินทรัพย์ ช่วยให้กองทุนทั้ง 3 สามารถสร้างสมดุลในการทำผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยงด้วยการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ทั้ง 3 กองทุนมีจุดเด่นที่ส่งเสริมกันและจุดด้อยอย่างไรบ้าง?

PRINCIPAL APDI กองทุนทะลวงผลตอบแทน**

PRINCIPAL APDI เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ CIMB-Principal Asia Pacific Dynamic Income Fund ซึ่งจดทะเบียนในประเทศมาเลเซีย มีนโยบายในการบริหารจัดการกองทุนให้มีการสร้างผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพจากการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้สูงสุดไม่เกิน 15 % ของมูลค่า สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเช่นเงินสดไม่เกิน 2% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ และตราสารทุน (หุ้น) เป็นหลักอยู่ที่ 70-98% เรียกได้ว่าถ้าช่วงไหนที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเป็นโอกาสทองของการลงทุนก็สามารถกดหุ้นเต็มแม๊คได้เลย

กองทุนโดดเด่นและสมดุลในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าความเสี่ยงเทียบกับผลตอบแทน และการปรับฐานที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 6 : ข้อมูล 3D Diagram จาก FINNOMENA ที่มา : finnomena.com ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2019

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เชิงผลตอบแทน กองทุนทำผลตอบแทนได้เหนือค่าเฉลี่ยได้ค่อนข้างต่อเนื่อง

  • ผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปี – 10.70% เฉลี่ยกลุ่มทำได้ 6.59%
  • ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปี – 6.42% เฉลี่ยกลุ่มทำได้ 1.78%
  • ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปี – 4.44% เฉลี่ยกลุ่มทำได้ 0.84%
  • และตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนนี้มา กองทุนทำผลตอบแทนไปแล้วกว่า 81.49%

ถ้าลงเงินล้านกับกองทุนนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้วตอนที่ก่อตั้งกองทุน คุณจะได้กำไรไปแล้วไม่ต่ำ 814,900 บาท (ข้อมูลวันที่: 7 พฤศจิกายน 2019)

ภูมิภาคที่กองทุนลงทุนเป็นหลัก 5 ภูมิภาคแรกคือ

  • Singapore 22.31%
  • Hong Kong 18.15%
  • Australia 14.48%
  • India 9.99%
  • Taiwan 5.64%
  • ถือประเทศไทย 3% เป็นอันดับที่ 8(ข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2019)

เห็นมีสัดส่วนลงทุนในสิงคโปรเยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้วสินทรัพย์ที่ลงทุนส่วนใหญ่เป็น Real Estate Investment Trust หรือกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์นั่นเอง รวมทั้งกองถือ REIT และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ถึง 18.36%

กองทรัสต์หลายๆ กองก็ไม่ได้มีสินทรัพย์เฉพาะในสิงค์โปรแต่มีสินทรัพย์อยู่ทั่วโลก เช่น Frasers Logistics & Industrial Trust ที่กองทุนถืออยู่ 2.78% (ข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2019) เป็นการลงทุนในคลังสินค้าในออสเตรเลีย เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ประโยชน์จาก Belts and Roads Initiative ของประเทศจีน เป็นจุดสำคัญในการกระจายสินค้า ไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่นออสเตรเลียและยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีที่ถือว่าเป็นฮับโลจิสติกส์อันดับ 1 ของโลก (ไม่เชื่อลองสั่งของจากสหรัฐอเมริกามาไทยดู หลายๆ ครั้งจะเห็นว่าไปแวะที่เยอรมนีก่อนเสมอ)

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 7 : ข้อมูลที่ตั้งคลังสินค้าของ Frasers Logistics & Industrial Trust ที่มา : Frasersproperty ข้อมูลประจำเดือนพฤษภาคม 2019

ในสภาวะลดดอกเบี้ยแบบนี้หนึ่งในกลยุทธที่ให้ผลตอบแทนสูงคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดที่เติบโตต่อเนื่องอย่างเช่น พวกค่าเช่าจากคลังสินค้า และ Real estate Investment Trust ซึ่งก็มีอยู่ในกอง PRINCIPAL APDI นี้ด้วย

ASP-ASIAN กองทุนคว้าทุกโอกาสการเติบโต**

ASP-ASIAN เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Fidelity Funds – Asian Special Situations Fund … มีคำว่า Special อยู่ในชื่อมีนัยอย่างไร? ผู้จัดการกองทุนนี้คือ Suranjan Mukherjee ซึ่งเชี่ยวชาญการเลือกหุ้นลงทุนใน “สถานการณ์พิเศษ” โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ “Bottom-Up” คือการมองหาหุ้นที่มีราคาถูก แต่กลับมีผลประกอบการที่เติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่ได้รับความสนใจจากตลาดและนักลงทุนเท่าที่ควร นอกจากนั้นเขายังเฟ้นหาลงทุนเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำในเชิงเทคโนโลยี การบริหารต้นทุน หรือบริษัทที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (Turnaround)

Asian Special Situations Fund เลือกลงทุนอย่างน้อย 70% ในบริษัทกลาง-เล็กที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น อีกทั้งกองทุนยังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นจีน A และ B Share ได้มากถึง 10% โดยมีสัดส่วนโดยรวมของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนไม่เกิน 30% นอกจากนั้นยังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นประเภทอื่นที่ไม่ใช่หุ้นเล็กหรือหุ้นที่มีเงื่อนไขพิเศษได้ไม่เกิน 25% นับว่าเป็นนโยบายการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นสูง

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 8 : ข้อมูลผลตอบแทนที่ Suranjan Mukherjee ทำได้ ที่มา : Citywire ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2019

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ภูมิภาคที่กองทุนลงทุนเป็นหลัก 5 ภูมิภาคแรกคือ

  • China 33.6%
  • South Korea 15.5%
  • India 13.2%
  • Taiwan 10.8%
  • Hongkong 10.5%
  • ถือประเทศไทยเป็นอับดับที่ 8 สัดส่วน 2.5%

(ข้อมูลวันที่ 28 มิถุนายน 2019)

แต่สิ่งที่น่าสนใจของกองนี้คือ มีการถือหุ้นที่นับว่าเป็น “Special Situation” หรือสถานการณ์พิเศษอย่างเน้นๆ โดย 4 ตัวแรกเป็นหุ้นที่เรียกได้ว่ามีศักยภาพในการ “เปลี่ยนโลก” ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น …

*1 - Tencent Holding 6.80% *

เจ้าของแอปพลิเคชั่น WeChat ที่คนจีนทุกคนมีติดมือถือไว้ (เทียบกับคนไทยก็คือ LINE) นอกจากนั้น Tencent Holding ยังเป็นบริษัทเกมส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านการถือหุ้นและซื้อกิจการ

*2 – Samsung Electronics 6.50% *

บริษัท Semiconductors ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ผู้อยู่เบื้องหลังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบรนด์ดังอย่าง Apple, Huawei และมือถือแบรนด์ของตนเอง Samsung ล่าสุดราคาหุ้นของ Samsung ทำราคาสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปีไปเรียบร้อยแล้ว

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 9 : ราคาหุ้น Samsung Electronics ที่มา : Google ข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2019

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

*3 – Taiwan Semiconductors (TSMC) 5.80% *

ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการ Semiconductors และเป็นโรงงานรับผลิตแผงวงจรและชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากประเทศไต้หวัน ถ้า Samsung ทำให้ Apple, Huawei และแบรนด์ของตนเอง TSMC ทำให้แทบทุกยี่ห้อในโลก

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 10 : ส่วนแบ่งการตลาดของ Semiconductors Foundries ทั่วโลก ที่มา : Trendforce.com ข้อมูลประจำเดือนพฤศจิกายน 2018

*4 – Alibaba Group 5.70% *

บริษัท E-commerce เจ้าของสถิติ Gross Merchandise Value (GMV) มูลค่าสินค้าที่ขายผ่าน Platform สูงที่สุดในโลก สูงกว่า Amazon และ Ebay รวมกัน เจ้าของ Alibaba ก็เป็นคนที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง Jack Ma

*5 – AIA Group 4.70% *

บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ที่คนไทยต้องรู้จักกันทุกคน ปัจจุบันบริษัทกำลังผันตัวเองไปเป็นบริษัท Insurtech ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดเบี้ยประกัน

จะเห็นว่าบริษัทที่ ASP-ASIAN ลงทุนแทบไม่มีบริษัทไหนเลยที่เรียกได้ว่าธรรมดาเห็นได้ทั่วไป แต่เป็นบริษัทที่เข้าข่ายมีความพิเศษและอยู่ในตลาดที่มีความ “เฉพาะตัว” สูงมากๆ และนี่คือสาเหตุว่าทำไมผมจึงเรียกกองทุนนี้ว่าเป็นกองทุนที่ “คว้าทุกโอกาส” แม้แต่โอกาสที่คนทั่วๆ ไปมองไม่เห็น

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 11 : ข้อมูล 3D Diagram จาก FINNOMENA ที่มา : finnomena.com ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2019

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สรุปตัวเลขด้วย 3D Diagram จะพบว่าเป็นกองที่ทำผลตอบแทนได้สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย และเมื่อนำไปชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงที่ต้องรับก็ถือว่าดีที่สุดเช่นกัน (แปลว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงนั่นเอง !) กองนี้มีข้อด้อยอยู่เล็กน้อยตรงนี้ Maximum Drawdown ค่อนข้างสูง มีความผันผวนมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะลงทุนในหุ้นและบริษัทที่มีความเฉพาะตัวนั่นเอง

ABAPAC กองทุนสร้างความสมดุล**

ABAPAC เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Aberdeen Standard Pacific Equity Fund กองทุนกระจายการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของกองนี้คือผลตอบแทนระยะยาวที่สามารถทำได้สูงกว่า Benchmark ได้อย่างชัดเจน

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 12 : ข้อมูลผลตอบแทนของ Abapac เปรียบเทียบกับ Benchmark ที่มา : Abapac Fund Factsheet ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2019

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ภูมิภาคที่กองทุนลงทุนเป็นหลัก 5 ภูมิภาคแรกคือ

  • China/Hong Kong 38.5%
  • India 14.3%
  • Singapore 9.2%
  • Australia 8.2%
  • South Korea 7.4%
  • ถือประเทศไทยเป็นอับดับที่ 8 สัดส่วน 2.9%

(ข้อมูลวันที่ 28 มิถุนายน 2019)

ในมุมของภูมิภาคที่ลงทุนจะมีความคล้ายคลึงกับ 2 กองทุน แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่กองทุนนี้มีการลงทุนในกองทุนอื่นๆ ด้วย เช่น

  • Aberdeen Standard SICAV I – Indian Equity Fund 8.4%
  • Aberdeen Standard Singapore Equity Fund 5.3%
  • Aberdeen Standard China Opportunities Fund 4.9%
  • Aberdeen Standard Thailand Equity Fund 2.9%

ด้วยความที่มีการลงทุนในกองทุนอื่นส่งผลให้ ABAPAC น่าจะเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้กับแผนการลงทุน BIC Asia ex-Japan ได้เป็นอย่างดี

มุมมองระยะสั้นของ BIC Asia ex-Japan เป็นอย่างไร?

ภาพรวมที่มีความผันผวนอยู่มากส่งผลให้ในปีนี้รายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นว่าคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปีหน้าจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 13 คาดการณ์อัตราส่วนทางการเงินของดัชนี MSCI Asia ex-Japan ระหว่างปี 2019-2021 ที่มา : Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2019

จากรูปที่ 13 ซึ่งทาง Bloomberg ได้รวบรวมคาดการณ์ทั้งกำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) พบว่า ณ ตอนนี้นักวิเคราะห์คาดว่าในปีหน้ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) จะขยายตัวที่ 13.91% (YoY)

หากประกอบกับมูลค่าโดยใช้คาดการณ์อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Forward P/E ratio) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12 เท่า โดยจากรูปที่ 14 ได้เพิ่มเติมข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบส่วนเพิ่ม (Premium) และส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโลก ในแกนขวามือ (RHS) ก็จะเห็นว่ามีส่วนลดประมาณ 15% ซึ่งนับว่าเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจทั้งในแง่การเติบโต และอัตราการขยายตัว

ลงทุนอะไรดี? ถ้าอีก 30 ปีเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก: เกาะกระแสการลงทุนหลักการเติบโตของทวีปเอเชียด้วย BIC Asia ex-Japan

รูปที่ 14 คาดการณ์อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (Forward P/E) ของดัชนี MSCI Asia ex-Japan และเปรียบเทียบส่วนเพิ่ม (Premium) และส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโลก ที่มา : https://www.edisongroup.com/publication/exciting-opportunities-emerging/25173/ ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2019

BIC Asia ex-Japan เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?

  • นักลงทุนที่เชื่อมั่นว่าในอนาคตเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูงและ มีสัดส่วนของการทำธุรกิจและการค้าสูงที่สุดในโลก
  • สามารถรับความเสี่ยงและความผันผวนจากการถือกองทุนที่มีหุ้นต่างประเทศได้
  • ต้องการระบบที่สามารถเลือกลงทุนเฉพาะกองทุนที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละปี
  • สามารถลงทุนระยะยาวได้ 3-5 ปีขึ้นไป

หากสนใจลงทุนใน BIC Asia ex-Japan สามารถเข้าไปที่ https://www.finnomena.com/bic-asia-ex-jap ได้เลยครับ

โอกาสมักซ่อนตัวในความผันผวนเสมอ จงกล้าเมื่อตลาดกลัวไปพร้อมกับ BIC Asia ex-Japan

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...