ควรวางแผน “ซื้อประกันชีวิต” อย่างไร...เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงิน ?
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2565 เวลา 14.24 น. • จิณณรักษ์ เจตน์รังสรรค์ นักWealth EZ: “วางแผนการซื้อประกันชีวิตไม่รอบคอบ = ภาระทั้งตัวเองและลูกหลานในอนาคต”
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพื่อดูแลคนที่อยู่ข้างหลังให้ได้มากที่สุด “การทำประกันชีวิต” ก็เป็นทางเลือกที่จะช่วยดูแลด้านค่าใช้จ่าย และช่วยให้คนข้างหลังมีเงินก้อนเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตได้สักระยะ แต่ถึงจะได้รับผลประโยชน์และเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่ดีมากแค่ไหน แต่หากไม่วางแผนการซื้อประกันให้รอบคอบ นอกจากเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เหมะสมแล้ว ยังอาจเพิ่มภาระทางการเงินให้กับตัวเอง และเป็นภาระของลูกหลานได้ในอนาคต แล้วเราควรเริ่มวางแผนการซื้อประกันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
1.เข้าใจ ‘ประกันชีวิต’ ให้มากขึ้น
“ประกันชีวิต” นั้นมีด้วยกันหลายประเภท บางประเภทก็จัดเป็นทางเลือกด้านการลงทุน บางประเภทสามารถให้ผลประโยชน์กับผู้เอาประกันได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักประเภทของประกันชีวิตในรูปแบบ “2 - 3 - 4” กัน
ประเภทที่ 1: ประกันชีวิตตาม “เงินปันผล” ประกันชีวิตในกลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทแบ่งออกเป็น
ประเภทที่มีเงินปันผลซึ่งผู้เอาประกันจะได้รับผลตอบแทนที่บริษัทประกันปันผลจากผลประกอบการทั้งหมดให้ จัดได้ว่าเป็นกลุ่มประกันที่เป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง
ประเภทที่ไม่มีเงินปันผลซึ่งเป็นกลุ่มประกันที่ผู้เอาประกันส่งเบี้ยประกัน โดยที่บริษัทจะไม่มีเงินปันผลใดๆ มาให้
ประเภทที่ 2: ประกันชีวิตตาม “ทุน” และ “เบี้ยประกัน” สามารถแบ่งประกันชีวิตออกได้เป็น 3 ประเภท ประกอบไปด้วย
ประเภทอุตสาหกรรมมีวงเงินเอาประกันภัยอยู่ที่ 10,000 - 30,000 บาท จึงทำให้ค่าเบี้ยประกันไม่สูงมาก สามารถชำระเป็นรายเดือน และไม่ต้องตรวจสุขภาพ
ประเภทกลุ่ม มีเบี้ยประกันต่ำที่สุด แต่ให้ความคุ้มครองคนจำนวนมากได้ภายในกรมธรรม์เดียว
ประเภทสามัญที่มีทุนประกันสูงที่สุด เน้นเฉลี่ยความเสี่ยงในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง
ประเภทที่ 3: ประกันชีวิตตาม “เงื่อนไข” พิจารณาจากเงื่อนไขความคุ้มครอง กรมธรรม์ และประโยชน์ของการเอาประกันเป็นหลัก แบ่งได้เป็น 4 ประเภท
ประเภทได้เงินประจำ หรือ Annuity Insuranceเป็นประกันที่ระบุเงื่อนไขชำระเงินเป็นงวดๆ ให้กับผู้เอาประกันจนกว่าจะเสียชีวิต หรือจ่ายเมื่อถึงอายุตามที่ระบุในกรมธรรม์
ประเภทชั่วระยะเวลา หรือ Term Insuranceเป็นประกันที่จ่ายเงินให้ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนด สามารถเลือกช่วงเวลาในการทำประกันได้
ประเภทตลอดชีพ หรือ Whole Life Insuranceเป็นประกันที่คุ้มครองตลอดชีวิต หรือ บางกรมธรรม์อาจระบุอายุไว้ที่ 99 ปี ซึ่งผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต
ประเภทสะสมทรัพย์ หรือ Endowment Insuranceเป็นประกันที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากเป็นประกันที่ให้ความคุ้มครอง พร้อมออมทรัพย์ไปในเวลาเดียวกัน บริษัทประกันจะกำหนดระยะเวลาและอายุ ซึ่งหากยังมีชีวิตอยู่จนครบระยะเวลา ผู้เอาประกันก็สามารถรับผลประโยชน์ได้ หรือหากเสียชีวิตก่อนกำหนด บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้ผู้รับผลประโยชน์ต่อไป
2.เช็กสภาพการเงินทั้งหมดให้เหมาะกับ ‘ทุนประกันภัย’
“ประกันชีวิต” มีให้เลือกหลายประเภท หลายทุนประกันและเบี้ยประกัน นอกจากต้องพิจารณาถึงรายละเอียดในกรมธรรม์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเช็กให้ดีก่อนซื้อประกันก็คือ ‘รายได้คงเหลือต่อปี’ หรือที่เรียกว่า ‘Surplus ต่อปี’ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากเราล้มเลิกการจ่ายเบี้ยประกันไปด้วยสาเหตุใดก็ตาม ประกันชีวิตที่ทำมาก็อาจหมดอายุและทำให้ไม่มีใครได้ผลประโยชน์เลยก็ได้ โดยสามารถพิจารณาได้ง่ายๆ ตามหลัก The Financial Needs Analysis Method ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้
“3 STEPS” เช็กการเงินก่อนซื้อประกันด้วย “The Financial Needs Analysis Method”
STEP 1: เช็กภาระทางการเงินตัวเองก่อน
ตรวจสอบภาระทางการเงินที่ต้องจ่ายทั้งหมด เช่น รายจ่าย หนี้สิน เงินฉุกเฉิน เงินสำรองในทุกกรณี รวมถึงความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล จากนั้นจึงมาพิจารณาเงื่อนไขในกรมธรรม์ว่ามีการคุ้มครองรายได้เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินได้อย่างไรบ้าง เช่น หากเกิดเหตุร้ายแรงจนทุพพลภาพและขาดรายได้ ประกันสามารถรับผิดชอบได้อย่างไรบ้าง
STEP 2: เช็กรายได้ทุกช่องทาง
รายได้ในส่วนนี้ไม่ใช่แค่เงินเดือนหรือเงินบำนาญ แต่ต้องรวมไปถึงรายได้จากแหล่งอื่นๆ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนทั้งหมด ในขั้นตอนนี้จะทำให้ผู้เอาประกันเห็นภาพรวมของรายได้ตัวเอง และทำให้ตัดสินใจเลือกกรมธรรม์ที่ไม่ขัดต่อสภาพทางการเงินโดยรวมของตัวเองมากนัก
STEP 3: เลือก “ทุนประกัน” ที่เหมาะสม
“ทุนประกันภัย” คือ เงินที่เราจะได้รับจากบริษัทประกันชีวิต ดังนั้น หากทุนประกันไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดก็แปลว่าประกันชีวิตตัวที่สนใจอาจยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการได้ โดยทุนประกันที่รองรับสภาพทางการเงินของเราทั้งหมดนั้นจะคำนวณง่ายๆ ได้จาก
ทุนประกันภัย = หนี้สินทั้งหมด – ทรัพย์สินทั้งหมด
นอกจากวิธีนี้ ผู้เอาประกันยังสามารถคำนวณทุนประกันภัยโดยใช้วิธีทวีคูณรายได้ของตัวเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการคูณระหว่าง 3 - 5 เท่าของรายได้ต่อปี หรือที่หลายคนเรียกว่า “ระยะเวลาปรับตัว” ของคนข้างหลังที่ต้องอยู่โดยไม่มีรายได้จากผู้เอาประกัน หรืออาจนำตัวเลขทวีคูณเป็นจำนวนปีที่สามารถทำงานได้หากยังมีชีวิตอยู่ โดยสามารถนำเข้าสูตรคำนวณ ดังนี้
ทุนประกันภัย = รายได้ต่อปี x ทวีคูณที่ต้องการ
3.เลือก ‘เบี้ยประกันภัย’ ให้เป็น
นอกจากทุนประกันภัยต้องสอดคล้องกับรายจ่ายและรายได้ของผู้เอาประกันแล้ว ‘เบี้ยประกันภัย’ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ดีเช่นกัน เนื่องจากตัวเบี้ยประกันภัยจะเป็นเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายให้บริษัทประกันในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อรับความคุ้มครอง
“โดยความถูกแพงของเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับจำนวนทุนประกันที่ต้องการ หากทุนประกันภัยยิ่งสูง เบี้ยประกันภัยก็จะยิ่งสูงตาม ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประกันชีวิตส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน การชำระเบี้ยประกันภัยควรจะอยู่ที่ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งหมดต่อปี ซึ่งหากทำสัญญาประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไปสามารถนำเบี้ยประกันภัยนี้ไปลดหย่อนภาษีได้”
จะเห็นได้ว่า “การวางแผนซื้อประกันชีวิต” นั้นมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากมาย เงื่อนไขในกรมธรรม์ของประกันชีวิตแต่ละที่นั้นซับซ้อนจนทำให้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ดังนั้น เพื่อช่วยทำให้ชีวิตคุณสะดวกและใช้เวลาไปกับคนที่รักมากขึ้น “นักวางแผนการเงิน” (CFP) ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่ท่านปรึกษาได้
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th