โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อญี่ปุ่นเผย นิสสัน จับมือควบรวมกับ ฮอนด้า เพื่อหนีไม่ให้ Foxconn เข้าเทคโอเวอร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2567 เวลา 16.24 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2567 เวลา 08.08 น.

สื่อญี่ปุ่นเผย นิสสัน เจรจาควบรวมกิจการกับฮอนด้า เพื่อหนีไม่ให้ Foxconn เข้าซื้อกิจการ ชี้ Foxconn เล็งซื้อหุ้นเข้าซื้อนิสสันนานหลายเดือน

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว ระบุว่า นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) ได้เข้าเจรจาควบรวมกิจการกับ ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการถูกซื้อกิจการโดย หงไห่ พรีซิชัน อินดัสทรีส์ (Hon Hai Precision Industry) หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxxconn)

Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดในโลกของไต้หวัน ได้ขยายกิจการเข้าสู่ภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มที่ในปี 2562 โดยแหล่งข่าวระบุว่า Foxconn กำลังดำเนินการเบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ เพื่อเข้าซื้อหุ้นนิสสันซึ่งแหล่งข่าวชี้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตามองมาเป็นเวลาหลายเดือน

นายจุน เซกิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Foxconn มีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท โดยนายเซกิเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของนิสสันและต่อมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัท นิเด็ค (Nidec) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าของญี่ปุ่น ก่อนจะเข้าร่วมงานกับ Foxconn ในปี 2566

นายเซกิได้รับมอบหมายให้บรรลุเป้าหมายระยะยาว ในการครองส่วนแบ่ง 40% ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งการมีส่วนร่วมของเขาทำให้ Foxconn มุ่งความสนใจไปที่นิสสัน

Foxconn ให้บริการออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาโดยตลอดแต่เมื่อเดือนก.ย. บริษัทได้ประกาศแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีส่วนประกอบของ ชาร์ป (Sharp) ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นในเครือ

รายงานระบุว่า หาก Foxcoon สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนในนิสสัน ซึ่งได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Leaf รุ่นแรกของโลก เมื่อปี 2553 แล้วละก็ ก็จะช่วยให้บริษัทได้รับความรู้ความเชี่ยวชาญที่สำคัญในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และความสามารถการจัดจำหน่ายทั่วโลก

นอกจากนี้แล้ว ยังมีรายงานว่า Foxconn ยังได้ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการพิจารณาซื้อหุ้นนิสสันที่เรโนลต์ (Renault) ถืออยู่ในธนาคารบริหารทรัพย์สิน หรือธนาคารทรัสต์อีกด้วย

เรโนลต์เข้าซื้อหุ้นนิสสันในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่นิสสันกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง และได้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ด้วยสัดส่วนการถือครองหุ้น 43% โดยต่อมาในปี 2566 เรโนลต์และนิสสันได้ตกลงปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านทุนของตนให้เป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน

เรโนลต์ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลง และทั้งสองบริษัทถือหุ้นของกันและกัน 15% และ ณ เดือนก.ย. 2567 ธนาคารบริหารทรัพย์สิน ถือครองหุ้นนิสสันอยู่ที่ 22.8% ซึ่ง รายงานระบุว่า Foxconn มุ่งเน้นความสนใจไปที่หุ้นที่ถือครองโดยธนาคารทรัสต์ เพื่อสร้างอิทธิพลในธุรกิจของนิสสัน

รายงานระบุว่า เมื่อนิสสันทราบเจตนาและความเคลื่อนไหวของ Foxconn ทางบริษัทได้ก็เข้าร่วมการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการปกป้องตัวเองจากการเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น

นิสสันได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างองค์กรในเดือนพ.ย. โดยจะเลิกจ้างพนักงาน 9,000 คนทั่วโลก และลดกำลังการผลิตลง 20% แต่อย่างไรก็ตาม หาก Foxconn ต้องการเข้ามามีบทบาทในฝ่ายบริหารของนิสสัน บริษัทเกรงว่าอาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างองค์กรที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวระบุว่า ฮอนด้า ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับนิสสันในเดือนส.ค. ก็มีความกังวลกับการดำเนินการของ Foxconn เช่นกัน โดยฮอนด้ามองว่า กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทจะถูกทำลายลงและมองว่าการมีส่วนร่วมของฟ็อกซ์คอนน์อาจเป็นภัยคุกคามต่อความสัมพันธ์นี้

ตัวแทนของฮอนด้าจึงได้ออกคำเตือนอย่างหนักแน่นถึงนิสสัน โดยระบุว่า หากนิสสันและ Foxconn มีความร่วมมือใด ๆ ระหว่างกัน ฮอนด้าก็จะยุติความร่วมมือทางกลยุทธ์กับนิสสัน

รายงานชี้ว่า หาก Foxconn เปิดตัวยื่นข้อเสนอเข้าซื้อกิจการนิสสัน ฮอนด้าอาจกลายเป็น "อัศวินขี่ม้าขาว" ที่จะเข้ามาปกป้องนิสสันจากการถูกซื้อกิจการได้

ความเป็นไปได้นี้เพิ่มมากขึ้น เมื่อ Foxconn ดำเนินกิจกรรมลับ ๆ มากขึ้นในเดือนธ.ค. โดยนิสสันได้รับข้อมูลว่า นายเซกิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ EV ของ Foxconn วางแผนที่จะพบกับนายลูกา เดอ เมโอ ซีอีโอของเรโนลต์ ที่ปารีส โดยเจ้าหน้าที่ของนิสสันคาดเดาว่า Foxconn อาจใช้การประชุมครั้งนี้เพื่อเสนอเข้าซื้อหุ้นนิสสันที่เรโนลต์ถือครองอยู่

นิสสันยังเผชิญความท้าทายในด้านอื่นอีก เมื่อผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทเมื่อเดือนพ.ย. ส่งผลให้ฝ่ายบริหารของบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยิ่งไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากภัยคุกคามจากภาษีศุลกากร ภายใต้รัฐบาลสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์

นิสสันและฮอนด้าจึงเริ่มสำรวจความร่วมมือที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงมิตซูบิชิ มอเตอร์ (Mitsubishi Motors) ซึ่งนิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด โดยมีเป้าหมายสร้างองค์กรดำเนินงานของพวกเขา ที่สามารถจัดการกับภาระการลงทุนที่สำคัญซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

การควบรวมกิจการระหว่าง นิสสัน ฮอนด้า และมิตซูบิชิ จะสร้างกลุ่มบริษัทยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายรวมกันเกิน 8 ล้านคันต่อปี และสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถแข่งขันกับเทสลา (Tesla) และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...