โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“การบินไทย” ไม่หวั่นเพิ่มทุนต่ำเป้า พร้อมเทหมื่นล้านลงทุน MRO อู่ตะเภา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2568 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2568 เวลา 03.02 น.
ชาย เอี่ยมศิริ

พลาดเป้าหมายไปพอสมควรสำหรับผลการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 9.822 ล้านหุ้นของการบินไทย ครั้งล่าสุดเมื่อ 6-12 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ก่อนการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟู

โดยผู้ถือหุ้นเดิม (ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567) พนักงาน และบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน ขายออกไปได้เพียง 5.13 ล้านหุ้น ซึ่งที่ประชุมคณะผู้บริหารแผนได้มีมติลดทุนจดทะเบียนบริษัท โดยการตัดส่วนของหุ้นซึ่งยังไม่ได้มีการออกจำหน่ายออกไป

ขายหุ้นเพิ่มทุนต่ำเป้า-หวั่นการบริหารไม่อิสระ

“ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มหลักที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 9.822 ล้านหุ้น ล่าสุดคือ กระทรวงการคลัง ซึ่งยอมรับว่าผลตอบรับผิดจากที่คาดการณ์ไว้พอสมควร แต่หากมองในแง่ของการได้เงินเข้ามาก็ถือว่าไม่ได้พลาดเป้ามากนัก

เนื่องจากเดิมคำนวณว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนลอตนี้กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 2.5452 บาทต่อหุ้น จะได้เงินประมาณ 25,000 ล้านบาท แต่ตอนขายจริง เรากำหนดราคาขายที่ 4.48 บาทต่อหุ้น แม้ว่าจะขายหุ้นเพิ่มทุนไปได้เพียง 5 ล้านกว่าหุ้น แต่ก็ได้เงินมาประมาณ 23,000 ล้าน ขาดไป 2,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ มองว่าเหตุผลของการขายหุ้นเพิ่มทุนพลาดเป้าครั้งนี้เป็นผลจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.การกำหนด Illiquid Period ที่กว่าจะสามารถกลับเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ มีเวลาถึงกว่า 6 เดือน จากปกติหุ้นเข้าตลาดจะรอเพียงแค่ 3-4 วัน และ 2.มีความเป็นห่วงเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน กล่าวคือห่วงว่าการบริหารงานของการบินไทยในอนาคตจะไม่เป็นอิสระ

“แน่นอนว่าการไม่เป็นรัฐวิสาหกิจนั้นจะทำให้การบริหารจัดการคล่องตัวขึ้น แต่ยังมีความกังวลว่า หากภาครัฐถือหุ้นในสัดส่วนที่ใหญ่ ก็ยังมีโอกาสที่จะเข้ามาบริหารจัดการได้ในอนาคต”

เปิดโฉมหน้าบอร์ดบริหารชุดใหม่ เม.ย. 68

เมื่อถามว่า การกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจไม่เกิน 50% และการยืนยันว่าการบินไทยจะเป็นเอกชน 100% ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและนักลงทุนกลุ่ม Private Placement ใช่หรือไม่ ซีอีโอการบินไทยบอกว่า ประเด็นที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด คือ รูปร่างหน้าตาของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ดบริหาร) ในอนาคตว่าคนที่มาร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัทมีคุณสมบัติในการทำธุรกิจหรือไม่

โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทนั้น ตามเกณฑ์กำหนดให้ 1 ใน 3 จะต้องเป็นกรรมการอิสระ ซึ่งจำนวนบอร์ดตามข้อบังคับของบริษัทมีได้ตั้งแต่ 5-15 คน หากใช้จำนวนเต็มที่ที่ 15 คน กรรมการอิสระจะต้องมี 5 คน หากกรรมการอิสระมีความคิดที่เป็นอิสระจริงก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ส่วนกรรมการอื่น ๆ ประกอบด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (DD) 1 คน ซึ่งเป็นโดยตำแหน่ง เนื่องจากต้องมีความต่อเนื่องในการบริหารงาน ที่เหลือตามหลักการคือแบ่งตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นวันนี้ออกมาแล้ว ภาครัฐมีสัดส่วนกว่า 40% ที่เหลือก็จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน หุ้นกู้ และผู้ถือหุ้นรายย่อย

ทั้งนี้ ผู้บริหารแผนจะกำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2568 นี้ หลังจากประชุมอนุมัติงบการเงินในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เรียบร้อยแล้ว

พร้อมระบุว่า โฉมหน้าของบอร์ดบริหารชุดใหม่จะมีผลโดยตรงต่อการกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ฉะนั้นประเด็นนี้ผู้ถือหุ้นซึ่งมีสิทธิโหวตต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

โดยการบินไทยจะใช้บทเรียนในอดีตมาเป็นตัวพิจารณาด้วยว่า การที่มีคณะกรรมการที่ความรู้ความสามารถไม่ตรงกับการบริหารสายการบินนั้น ทำให้การเคลื่อนตัวของธุรกิจช้าลง และอาจเปลี่ยนทิศทางได้

“ผู้บริหารแผนจะตั้งคณะทำงานสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนกรรมการ และกำหนดหลักเกณฑ์ ปรับปรุงกฎบัตรว่าคุณสมบัติของกรรมการควรจะมีอะไรบ้าง และไม่ควรจะมีอะไรบ้าง เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลที่มาจากหน่วยงาน หรือองค์กร ที่ให้คุณให้โทษการบินไทย เป็นต้น”

เตรียมหมื่นล้านเดินหน้าลงทุน MRO อู่ตะเภา

ต่อคำถามว่า การขายหุ้นเพิ่มทุนลอตล่าสุดที่พลาดเป้า 2,000 ล้านบาทนั้น ส่งผลกระทบในแง่ของเป้าหมายการดำเนินงานหรือไม่ “ชาย” บอกว่า แม้ว่าจะได้เงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนมาเพียง 23,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 25,000 ล้านบาท แต่ถือว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีกระแสเงินสดในมือเกินกว่าที่ประมาณการไว้

ที่สำคัญ วัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุนครั้งนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า จะนำไปใช้ใน 3 ด้านหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.การจัดหาเครื่องบินฝูงใหม่ที่ได้ทำการจัดหาไปแล้ว 45 ลำ ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินมัดจำงวดแรกไปก่อนหน้านี้แล้ว 2.การปรับปรุงเครื่องบิน โดยเฉพาะเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-body Aircraft) คือ โบอิ้ง 777-300 ER และลงทุนภายในเครื่องบินของเครื่องบินฝูงใหม่ (Basic Flight Equipment : BFE) และ 3.ศูนย์ซ่อม (Maintenance, Repair and Operating : MRO) จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ

และตามแผนเบื้องต้นคาดว่าโครงการแรกที่จะใช้เงินส่วนนี้ คือ การลงทุนศูนย์ซ่อม หรือ MRO ที่อู่ตะเภา (ระยอง) ซึ่งคาดว่าทั้งโครงการจะใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท

“วันนี้การบินไทยมีความพร้อมสำหรับการเดินหน้าลงทุนมาก และก็วางดีไซน์แล้วว่า พื้นที่ 212 ไร่นี้จะทำอะไรบ้าง เงินลงทุนเท่าไหร่ และได้คุยอยู่กับพาร์ตเนอร์คือ กลุ่มบางกอกแอร์เวย์สแล้ว ซึ่งก็เห็นตรงกันว่าผู้ดำเนินการควรจะเป็นผู้ประกอบการในประเทศ แต่ยังไม่ได้ลงลึกว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้อยู่ที่อีอีซีว่าจะให้สิทธิการใช้พื้นที่เมื่อไหร่”

ฝูงบินใหม่ 45 ลำทยอยเข้ากลางปี 2027

สำหรับฝูงบินใหม่จำนวน 45 ลำ (โบอิ้ง 787) ตามแผนการจัดซื้อจัดหานั้นมีระยะเวลารับมอบ 9 ปี คือจากปี 2024 เครื่องลำสุดท้ายคือปี 2033 โดยจะทยอยรับมอบตั้งแต่กลางปี 2027 เป็นต้นไป พร้อมทั้งทำการปรับปรุงฝูงบินเก่าในช่วงกลางปี 2027 อีกจำนวน 14 ลำ

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่กลางปี 2027 การบินไทยจะมีเครื่องบินที่มีภายในเหมือนกันทั้งหมดจำนวน 44 ลำ ซึ่งจะทำให้โปรดักต์มีความนิ่งมากขึ้นในอนาคต

สำหรับปี 2568 นี้ การบินไทยจะมีเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมฝูงบินอีก 4 ลำ เป็นเครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow-body Aircraft) จำนวน 1 ลำ (A321) และเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-body Aircraft) จำนวน 3 ลำ (A330) โดยจะทยอยเข้ามาในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เพื่อรองรับไฮซีซั่น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบิน A330 ที่อยู่ระหว่างการเจรจาขอเช่าอีกจำนวน 8 ลำ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนจะทยอยรับมอบเข้ามาในช่วงไตรมาส 4 เช่นกัน

โดยเครื่องบินที่จะทยอยเข้ามานั้น เป้าหมายหลักคือ 1.เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต (Capacity) และ 2.เพื่อนำมาลดภาระของฝูงบินปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (Aircraft Utilization) เฉลี่ยอยู่ประมาณ 13 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสูงมาก โดยเฉพาะเครื่องโบอิ้ง 777-300 ER ที่ใช้บินไปลอนดอน (อังกฤษ) ญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินสูงถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน

“เครื่องที่จะทยอยเข้ามาในช่วงกลางปีหน้านั้น ส่วนหนึ่งจะถูกนำ Capacity มาทดแทนเพื่อให้เครื่องบินมีเวลาซ่อมบำรุงเพื่อให้โปรดักต์มีความสมบูรณ์และทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น”

จ่อเพิ่มความถี่-เส้นทางบินใหม่สู่ “จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน การบินไทยก็มีแผนนำเครื่องบินมาใช้สำหรับเพิ่มความถี่และเพิ่มเส้นทางบินใหม่ในภูมิภาคนี้ด้วย เนื่องจากเครื่องบินที่มีแผนรับมอบเข้ามาให้เป็นเครื่องสำหรับการบินระยะกลาง (Middle-haul Flight) พิสัยการบินประมาณ 6-7 ชั่วโมง อาทิ จีน ซึ่งปัจจุบันการบินไทยทำการบินอยู่แค่ 5 เมืองหลัก จากจำนวน 8-9 เมืองในช่วงก่อนโควิด

รวมถึงเพิ่มความถี่สู่อินเดีย ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่จำนวน 9 เมือง รวมถึงเพิ่มความถี่และเพิ่มเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่น ทั้งนี้ การบินไทยจะพิจารณาเปิดเส้นทางสู่เมืองรอง และเลือกเปิดเส้นทางการบินในตลาดที่เป็นบลูโอเชี่ยนเป็นหลัก

นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มพันธมิตรการบิน (โค้ดแชร์) ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งสายการบินที่อยู่ในกลุ่มของ
สตาร์อัลไลแอนซ์และนอกกลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์

ขณะที่ตลาดในประเทศและเส้นทางบินระยะใกล้ (Short-haul Flight) นั้น ปัจจุบันมีเครื่องบิน A320 อยู่จำนวน 20 ลำ และจะมีเครื่อง A321 ทยอยเข้ามาเสริมอีก 32 ลำ โดยจะทยอยเข้ามาตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป

โดยการบินไทยได้นำนโยบายการขายจากอินเตอร์คอนเข้ามาในประเทศมากขึ้น จากในอดีตที่เน้นการขายแบบ Point to Point ทำให้มีศักยภาพในการสร้างรายได้และไม่ต้องแย่งตลาดในประเทศมากนัก

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2568 นี้ การบินไทยจะมีจำนวนผู้โดยสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศรวมที่ 16.5 ล้านคน

พร้อมย้ำว่า การเดินทางของคนทั่วโลกยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะยังขาดแคลนเครื่องบิน (Capacity) แบบนี้ไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี เนื่องจากปัจจุบันบริษัทแอร์บัสและโบอิ้งผู้ผลิตเครื่องบิน 2 ค่ายใหญ่ มีออร์เดอร์สั่งผลิต (แบ็กล็อก) ทั่วโลกอยู่ในมือราว 15,000 ลำ ที่ต้องใช้เวลาส่งมอบไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “การบินไทย” ไม่หวั่นเพิ่มทุนต่ำเป้า พร้อมเทหมื่นล้านลงทุน MRO อู่ตะเภา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...