โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดัชนีหุ้นไทย มิ.ย.ลดลง 5.2% จับตาเจรจาไทย-สหรัฐ หลัง “ทรัมป์” ขยายเวลาถึง 1 ส.ค.

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.37 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 7 ก.ค. – ดัชนีหุ้นไทย มิ.ย.ลดลง 5.2% เหตุสงครามอิสรเอลอิหร่าน ปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การเมืองในประเทศ จับตาเจรจาไทย-สหรัฐ หลัง “ทรัมป์” ขยายเวลาถึง 1 ส.ค. เชื่อเป็นผลดี

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ โพสต์ผ่านทรูธโซเชียลว่าจะเริ่มส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีต่างตอบแทนต่อประเทศต่างๆ ในเวลา 12.00 น.ของวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. ซึ่งจากเดิมกำหนดเส้นตายจัดเก็บภาษีวันที่ 9 ก.ค. 68 จะเลื่อนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. 68 มองว่าเป็นผลดี เนื่องจากทำให้หลายประเทศมีเวลาในการเจรจา รวมถึงประเทศไทย หลังจากบางประเทศบรรลุข้อตกลงไปก่อนแล้ว เช่น อังกฤษ จีน เวียดนาม ยอมรับว่า Tariff มีผลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ถ้าถูกเรียกเก็บในอัตราสูง เราก็เหนื่อย ถ้าถูกเรียกเก็บในอัตราที่ต่ำก็ถือเป็นข่าวดีซึ่งการมีเวลาถือว่าดี หลังจากนี้ต้องรอดูว่าสหรัฐฯ จะคิดอย่างไรกับข้อสรุปชุดใหม่ของไทยที่ส่งไป

ส่วนกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศแผนการที่จะ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% จากประเทศใดก็ตามที่สนับสนุน “นโยบายต่อต้านอเมริกาของกลุ่ม BRICS” ซึ่งไทยได้เข้าร่วมเป็นประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS เมื่อ ธ.ค. 67 ที่ผ่านมา มองว่ายังไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตระหนก ขอให้รอดูความชัดเจนจากทางการ

ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าตลาดหุ้นโลกได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระยะสั้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อีกทั้งผู้ลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับความคืบหน้าของการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ หลังประกาศข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการกับเวียดนามซึ่งถือเป็นประเทศแรกใน ASEAN ที่บรรลุข้อตกลงในการลดกำแพงภาษี นอกจากปัจจัยภายนอกในเดือนมิถุนายนแล้ว ผู้ลงทุนไทยยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านการเมืองภายในประเทศที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง สว. ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี และมีมติสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์หรือการประกาศสงคราม ตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วมักเผชิญกับความผันผวนเพียงระยะสั้น ก่อนจะฟื้นตัวและกลับมาให้ผลตอบแทนในทิศทางบวกได้ภายในเวลาไม่นาน ตลาดหุ้นไทยได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในลักษณะเดียวกันตลอดเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำว่าการรักษาวินัยการลงทุนและเดินหน้าตามกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง หรือ “Stay Invest” จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่พลาดโอกาสสำคัญหากดัชนีตลาดสามารถพลิกกลับขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะถัดไป
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่หลังจากวันสุดท้ายที่มีการเปิดขายกองทุนรวม Thai ESGX มี Fund Flow ของผู้ลงทุนเข้ามาอยู่ในกรอบกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงหุ้นไทยในช่วงความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง อีกทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางแผนสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในหลายมิติผ่านโครงการ “JUMP+” เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ 30 มิถุนายน 2568 SET Index ปิดที่ 1,089.56 จุด ปรับลดลง 5.2% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2568ปรับลดลง 22.2%

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ maiอยู่ที่ 39,663 ล้านบาท หรือลดลง 10.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,856 ล้านบาท ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. นูทริชั่น โปรเฟส (NUT)

Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นมิถุนายน 2568 อยู่ที่ระดับ 11.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.4 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.4 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.3 เท่า ด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน อยู่ที่ระดับ 4.51% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.30%
ขณะที่ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ณ 30 มิถุนายน 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 442,877 สัญญา เพิ่มขึ้น 24.1% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures โดยตลอดปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 438,459 สัญญาลดลง 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold OnlineFutures.-516-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...