โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องแนวโน้ม หุ้นกลุ่มไหนได้-เสีย? เมื่อ OPEC+ อาจปล่อยน้ำมันล้นตลาด

Wealthy Thai

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.15 น.

เมื่อ OPEC+ เร่งเดินเกมเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน จังหวะนี้ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจาก “อุปทานล้น” ที่อาจฉุดราคาน้ำมันให้แกว่งลงแรง ท่ามกลางความผันผวนนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องให้ดี เพราะแรงกระเพื่อมอาจไม่หยุดแค่ตลาดน้ำมัน แต่ยังสะเทือนไปถึงหุ้นไทยอีกหลายตัวด้วย
วันนี้ Wealthy Thai จึงจะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่ากลุ่มใดมีโอกาสได้รับอานิสงส์ และกลุ่มใดที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.68 ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสมาชิกสำคัญอีก 6 ประเทศในกลุ่มพันธมิตร OPEC+ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจำนวน 548 KBD ในเดือน ส.ค. 2568 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 411 KBD ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่อนุมัติไว้สำหรับเดือน พ.ค. มิ.ย. และ ก.ค. 2568 ทั้งนี้ OPEC+ ยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่อยู่ในเกณฑ์ดี และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ค่อนข้างต่ำ
ทั้งนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากการตัดสินใจนี้จะทำให้ระยะเวลาในการทยอยยกเลิกการลดกำลังการผลิต 2.2 ล้านบาร์เรล/วัน สั้นลงจาก 18 เดือน เหลือเพียง 6–7 เดือน โดยคาดว่าอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ส.ค.2568 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน ความสมดุลนี้บ่งชี้ถึงมุมมองเชิงลบต่อราคาน้ำมัน ทั้งนี้ จากพัฒนาการของอุตสาหกรรมข้างต้น คาดว่าตลาดน้ำมันโลกจะมีอุปทานส่วนเกิน 0.7 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 0.5 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มเป็น 0.9 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2569
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน มองว่ามี downside ต่ออุปทานที่อาจเกิดขึ้น 2 ประการ ได้แก่ 1) ความไม่แน่นอนของอุปทานจากความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน–อิสราเอล ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และ 2) จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าการผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2568 โดยที่สหรัฐฯ จะมีส่วนในการเติบโตนี้ประมาณ 0.3 ล้านบาร์เรล/วัน อย่างไรก็ตาม จำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้นำสำหรับปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซ ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 71 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เทียบกับสมมติฐานของ บล.กสิกรไทย สำหรับปี 2568 ที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล สมมติฐานราคาน้ำมันของ บล.กสิกรไทย สะท้อนราคาน้ำมันที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบล่าสุดอยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ดังนั้น จึงคงประมาณการราคาน้ำมันสำหรับปี 2568 เอาไว้เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม มองว่ามี downside ต่อสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569–70 ที่ระดับ 65/62 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ จากการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ดังที่ได้กล่าว
ทั้งนี้ มุมมองของ บล.กสิกรไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของตลาด ซึ่งอยู่ในภาวะอุปทานล้น ทั้งตลาดน้ำมันดิบ และตลาดปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน คาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงตามฤดูกาล หลังจากจุดสูงสุดในฤดูร้อนระหว่างเดือน ก.ค.–ส.ค. ดังนั้น หุ้นเด่นยังคงเป็น PTT สำหรับกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาหุ้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปรับลดลงน้อยกว่าบริษัทที่เป็น pure-play และยังคงชอบ IVL ในกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากธุรกิจ PET/PTA ในสหรัฐฯ ได้รับการปกป้องจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนสูง เลือก PTTGC และ SCC เนื่องจากได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งส่งผลดีต่อส่วนต่างปิโตรเคมีในระยะสั้น และมีโอกาสรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์/การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินในครึ่งหลังของปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...