โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : XHIBITION IN THE DARK การทดลองทางศิลปะในพื้นที่มืด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2564 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 08.00 น.

 

 

XHIBITION IN THE DARK

การทดลองทางศิลปะในพื้นที่มืด

 

ในตอนนี้ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ในคอลัมน์นี้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะที่ผมได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ขึ้นในฐานะคิวเรเตอร์กันอีกรอบ

ที่น่าสนใจก็คือนิทรรศการที่ว่านี้ไม่ได้เป็นการจัดแสดงงานศิลปะในแบบที่เราคุ้นเคยกันตามปกติ

ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาร่วมกันหาคำตอบได้ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า

XHIBITION IN THE DARK โดย ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ อดีตมัณฑนากรและนักสร้างแบรนด์ระดับโลก ผู้มีส่วนร่วมในโครงการออกแบบให้กับบริษัทชั้นนำของโลกมากมายอย่าง American Express, Northwest Airlines, Citibank

เขายังเป็นที่ปรึกษาทางดีไซน์ให้หน่วยงานและองค์กรชั้นนำในประเทศอย่าง PTT, Thai Airways International, งานบ้านและสวนแฟร์

รวมถึงร่วมงานกับแบรนด์ดีไซน์ชั้นนำของโลกอย่าง Knoll, Landor

และยังวาดภาพประกอบให้สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของโลกอย่าง The New York Times, Business week

ปัจจุบันชูเกียรติอุทิศเวลาให้กับการทดลองทางความคิดสร้างสรรค์และการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆ อย่างจริงจัง

 

 

 

 

XHIBITION IN THE DARK เป็นนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทยของชูเกียรติ ที่นำเสนอการทดลองทางความคิดสร้างสรรค์ของเขา

โดยมีหลักการใหญ่ๆ เกี่ยวกับการสำรวจความเป็นมนุษย์, กระบวนการทำงานสร้างสรรค์, และแนวคิดเกี่ยวกับข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data

ซึ่งศิลปินมองว่าการทำงานสร้างสรรค์อย่างงานศิลปะ, สถาปัตยกรรม, หรืองานออกแบบแขนงต่างๆ ของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของการสะสมข้อมูลมานับแต่สมัยโบราณ ย้อนกลับไปถึงยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์

ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับ Big Data และระบบการประมวลผลแบบอัลกอริธึ่ม (Algorithm) ที่ใช้ในเทคโนโลยีดิจิตอลในยุคปัจจุบัน (ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาในอดีตกาลอันไกลโพ้นก่อนหน้าในสมัยอาณาจักรบาบิโลนและอียิปต์โบราณ) หรือแม้แต่แนวคิดเกี่ยวกับ Kinetic Space หรือพื้นที่แห่งการนำเสนอพลังงานการเคลื่อนที่ของวัตถุหรืออนุภาค ในอนาคตเมื่อศาสตร์เหล่านี้หลอมรวมตัวกันจนก้าวข้ามพ้นระดับสติปัญญามนุษย์ (state of wisdom) เมื่อนั้นอาจเกิดเป็นโลกใหม่ที่เราไม่เคยจินตนาการถึงก็เป็นได้

สิ่งละอันพันละน้อยที่ร้อยเรียงเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงจากประสบการณ์และความสนใจใฝ่รู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของศิลปินเหล่านี้ ไม่ได้ถูกนำเสนอในพื้นที่แจ้งแสงสว่างไสวตามขนบการแสดงงานศิลปะตามปกติธรรมดา หากแต่ถูกนำเสนอในพื้นที่มืดมัวสลัวแสง

ดังความเชื่อของศิลปินที่ว่า ภาพที่ดีที่สุดคือภาพที่มองเห็นในความมืด และพื้นที่ (Space) ที่ดีที่สุด คือพื้นที่ที่ไม่รู้จุดหมาย เหตุเพราะเราไม่อาจแยกแยะระหว่างความเป็นจริงหรือมายาด้วยการมองเห็นและรับรู้เห็นด้วยดวงตา สิ่งที่เราพึ่งพาได้ก็มีแต่ความรู้สึกนึกคิด หรือแม้แต่สัญชาตญาณอันมีที่มาจากสมองและหัวใจเท่านั้น

โดยนิทรรศการประกอบด้วยผลงานหลัก 4 ส่วน คือ

 

 

 

Tree of Knowledge ผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบขึ้นจากฐานข้อมูลในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ ที่เชื่อมโยงประเด็นเกี่ยวกับ Big Data ในงานศิลปะ, สถาปัตยกรรม, วรรณกรรม, ดนตรี ไปจนถึงการเมือง และประเด็นเกี่ยวกับศรัทธาและความเชื่อ ผ่านคลังข้อมูล และองค์ความรู้ที่ศิลปินสั่งสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

New York, New York ผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบขึ้นจากพยานวัตถุ และวัตถุสั่งสมอันเกิดจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับหลากองค์กรชั้นนำระดับโลกเป็นเวลากว่าทศวรรษของศิลปิน ในมหานครที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจธุรกิจศิลปะและการออกแบบของโลกอย่างนิวยอร์ก

You are what you eat ผลงานศิลปะจัดวางที่เป็นเสมือนหนึ่งอัลกอริธึ่ม หรือระบบการประมวลผลจากประสบการณ์ความหลงใหล การศึกษาเรียนรู้ และการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของศิลปิน ดังคำกล่าวที่ว่า “คุณกินอะไร คุณก็เป็นแบบนั้น” นั่นเอง

Kinetic Space ผลงานศิลปะจัดวางเชิงโต้ตอบ (Interactive installation) ที่ศิลปินเปลี่ยนพื้นที่แสดงงานให้กลายเป็นห้องทดลองของ Kinetic Space

หรือพื้นที่แห่งการนำเสนอพลังงานการเคลื่อนที่ของวัตถุหรืออนุภาค ที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์ และกำหนดผลลัพธ์ของตัวงานได้

 

 

 

ชูเกียรติกล่าวถึงแรงบันดาลใจของการทดลองทางศิลปะในพื้นที่มืดครั้งนี้ของเขาว่า

“ตามความเข้าใจปกติ ในการสื่อสารด้วยสายตา (Visual Communication) ของมนุษย์ เรามักจะคิดว่าถ้าเราอยู่ในความมืด เราจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ในความเป็นจริง เมื่อสายตาของเราถูกปรับให้ชินกับความมืด เราก็จะสามารถมองเห็นได้”

“ผมจึงเกิดความคิดในการทดลองสร้างภาพที่ไม่ได้เกิดจากการวาดรูปตามปกติ หากแต่เกิดขึ้นจากการผสมผสานเรื่องแสงและเงา และการมองภาพในความมืด คล้ายกับทฤษฎีการรื้อสร้าง (Deconstruction) ของ ฌากส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) ซึ่งเป็นการเล่นกับการรับรู้ตามปกติที่มนุษย์เราจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น แต่พอความสามารถในการมองเห็นของเราถูกทำให้ลดน้อยลง เราก็จะเกิดความสงสัยว่าสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่เป็นความจริงหรือภาพลวงตากันแน่”

“ผมเลยเกิดความคิดที่จะสร้างพื้นที่ที่เคลื่อนไหวได้ หรือ Kinetic Space ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดความก้ำกึ่งระหว่างสิ่งที่ปรากฏในความเป็นจริงกับภาพลวงตา จากความเคลื่อนไหวภายในพื้นที่ระหว่างที่เรามองเห็น ในช่วงขณะนั้น สมองของเราก็จะประมวลผลจากภาพที่เรามองเห็นออกมาเป็นข้อมูล ผมสนใจกระบวนการเหล่านี้ ความสนุกอยู่ตรงที่เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร”

 

 

 

 

ในนิทรรศการยังมีส่วนของการจัดเเสดงผลงานจิตรกรรม, ภาพวาดลายเส้น (ที่ไม่เพียงวาดลงบนผืนผ้าใบหรือกระดาษ หากแต่วาดลงบนวัสดุข้าวของรอบตัวทั่วไปอย่างซองจดหมาย, โปสการ์ด, แผ่นพับโฆษณา, ถุงและกล่องกระดาษ ไปจนถึงแผ่นพลาสติกตกแต่งผนัง), ภาพวาดดิจิตอล และหนังสือภาพที่เป็นเสมือนหนึ่งบันทึกทางความคิดสร้างสรรค์ที่ศิลปินสั่งสมมาตลอดอาชีพการทำงานอันยาวนาน

หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ALGORITHM 2021 หนังสือที่บรรจุผลงานที่ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับอัลกอริธึ่มที่ส่งอิทธิพลต่อมนุษยชาติออกมาเป็นภาพลายเส้นต่อเนื่องร้อยเรียงกันบนหน้ากระดาษความยาวกว่า 3 เมตร ที่ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือในขนาดเท่าจริงอีกด้วย

“เวลาผมวาดภาพ ผมวาดด้วยวิธีการด้นสด (Improvisation) เหมือนการเล่นดนตรีแจ๊ซ เพราะผมจะวาดโดยไม่รู้ว่าภาพจะเสร็จออกมาแบบไหน แต่ผมจะใช้วิธีการเก็บสะสมข้อมูลก่อน แล้วก็ออกแบบในหัวว่าจะวาดเรื่องอะไร, ตัวละครเป็นอะไร, อยู่ในพื้นที่ (space) แบบไหน, แล้วก็เริ่มวาดจากข้อมูลที่มีอยู่แบบสดๆ โดยไม่มีการร่างภาพ”

“ส่วนการจัดองค์ประกอบในภาพ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากกรอบสินเธาว์ (เส้นกรอบรูปหยักฟันปลาที่ใช้ในการแบ่งมิติในงานจิตรกรรมฝาผนังไทย) และทฤษฎีจากศิลปะการวาดภาพของจีนที่ผมเคยเรียนมา ที่กล่าวว่า ถ้าคุณวาดภาพพื้นที่ที่มีรายละเอียดมาก คุณต้องวาดให้แน่นจนรู้สึกเหมือนไม่มีลมหายใจเล็ดลอดออกมา ในขณะที่ถ้าคุณวาดพื้นที่โล่งกว้าง คุณต้องวาดให้โล่งเหมือนม้าทั้งฝูงวิ่งผ่านได้, สุดท้ายแล้วข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้จะสื่อถึงการวิวัฒนาการของพื้นที่ (Evolution Space) ของมนุษย์ในอนาคต”

“ท้ายที่สุด ผมไม่ได้กำหนดว่าประสบการณ์ที่ผู้ชมได้รับจะต้องเป็นอะไร คิดซะว่าเป็นการวัดค่าอัลกอริธึ่มส่วนบุคคลมากกว่า ถ้าคุณคิดว่างานศิลปะเป็นอะไรที่มีแต่ภาพวาด, ภาพเขียน คุณก็จะได้เสพงานแนวทางหนึ่ง แต่ว่าถ้าคุณคิดว่างานศิลปะคือกระบวนกรคิด คุณก็จะได้เสพงานอีกแนวทางหนึ่งได้ด้วยเหมือนกัน, ผมก็แค่อยากแสดงของสะสมส่วนตัวของผม ทั้งวัตถุข้าวของหรือแม้แต่ความคิดและประสบการณ์ที่ผมได้รับมาให้ผู้ชมได้ร่วมรับรู้”

“ผมคิดว่านิทรรศการครั้งนี้เป็นเหมือนการทดลอง น่าสนุกที่คนทำงานกับผู้ชมจะได้ทำการทดลองร่วมกัน ผมไม่ได้คาดหวังว่านิทรรศการครั้งนี้ผู้ชมดูแล้วจะชอบหรือพึงพอใจทั้งหมด เพราะแต่ละคนก็มีรสนิยม, การรับรู้ หรือความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันตามแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบเจอมาอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big data ที่แต่ละคนสั่งสมมาตลอด”

“อย่างงานบางชุดในนิทรรศการนี้เป็นเรื่องของข้อมูลความรู้ที่เราอาจผ่านตามาตั้งแต่เด็กๆ แต่เราอาจไม่รู้ว่าคืออะไร แต่พอได้เห็นอีกครั้งเราก็อาจระลึกขึ้นมาได้, ถึงแม้มนุษย์แต่ละคนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะต้องมีอัลกอริธึ่มบางอย่างที่ทำให้มนุษย์เรามีระบบคิดที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน”

“สำหรับผม กระบวนการทดลองที่ว่านี้สนุกกว่าการเห็นงานศิลปะที่สำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานเสียอีก”

 

 

 

นิทรรศการ XHIBITION IN THE DARK โดย ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564-31 มกราคม 2565 (จันทร์-เสาร์ 10:00-17:00 น.)

ณ Xspace Art Gallery ถนนสุขุมวิท 71 ซอยปรีดีพนมยงค์ 14 (เข้าชมฟรี)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @xspace หรือคลิก https://lin.ee/IoAkEaF, โทร. 06-6073-2332

อีเมล : contact@xspacegallery.com

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...