'ซิปเม็กซ์' ยันส่งข้อมูลให้ ก.ล.ต.ตลอด จ่อระดมทุน 2,000 ล้านบาท คืนสภาพคล่อง
‘ซิปเม็กซ์’ ยันที่ผ่านมาส่งข้อมูลให้ ‘ก.ล.ต.’ ตลอด จ่อระดมทุน 2,000 ล้านบาท คืนสภาพคล่อง
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ZIPMEX) เปิดเผยความคืบหน้าของบริษัทกรณีการระงับทำธุรกรรมของผลิตภัณฑ์ซิปอัพ พลัส ซึ่งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ทำให้มีสินทรัพย์ของลูกค้าติดอยู่ในซิปอัพ พลัส รวมถึงกรณีการยื่นขอพักชำระหนี้ (Moratorium) ของซิปเม็กซ์ สิงคโปร์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการยื่นล้มละลาย แต่เป็นการยื่นขอพักชำระหนี้ต่อศาลสิงคโปร์ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และคำสั่งของศาลสิงคโปร์ไม่ได้มีผลกระทบต่อบริษัทในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าที่เกี่ยวข้องยังมีสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์คืนตามปกติ
นายเอกลาภยืนยันว่า ตนเองไม่ได้หนีไปไหนทั้งนั้น เพราะขณะนี้มีเป้าหมายเดียวคือเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด และทำให้นักลงทุนสามารถใช้งานระบบธุรกรรมได้ตามปกติ รวมถึงที่ผ่านมาบริษัทได้ชี้แจงข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างต่อเนื่อง แบบมีข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด
นายเอกลาภกล่าวว่า แนวทางการแก้ไขที่รวดที่สุดในตอนนี้คือ การหาแหล่งเงินทุน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัท และนำมาบริหารจัดการสินทรัพย์คืนให้ลูกค้า โดยผ่านวิธีการระดมทุน หรือหานักลงทุนเข้ามาลงทุนในบริษัทเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้บริษัทมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนแล้ว 2 ราย ผ่านการทำเอ็มโอยู และรายแรกมีการวางเงินมัดจำไว้แล้ว รวมถึงบริษัทยังมีการเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในบริษัทเพิ่มเติมอีก เพื่อระดมทุนให้ได้อย่างต่ำที่สุดประมาณ 2,000 ล้านบาท
“สำหรับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย เบื้องต้นซิปเม็กซ์สิงคโปร์จะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากบริษัท Celsius มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ กระจายคืนให้กับลูกค้าทั่วโลกบางส่วนที่มีทั้งหมดประมาณ 120,000-130,000 ราย แบ่งเป็น คนไทยที่ลงทุนในซิปอัพ พลัส ประมาณ 70% หรือนับเป็นจำนวน 60,000-70,000 ราย ซึ่งมีนักลงทุนสูงสุดอยู่ประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อ 1 คน โดยนับตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 สิงหาคมนี้ จนถึงกลางเดือนเดียวกัน บริษัทจะทยอยเปิดให้บริการซีวอลเลท เพื่อให้นักลงทุนสามารถถอนเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เริ่ม 3 เหรียญแรก ได้แก่ 1.โซลาน่า 2.คาราโน่ และ 3.เอ็กซ์อาร์พี ก่อนจะสามารถถอนเหรียญบิตคอยน์ อีเธอเรียม และเหรียญอื่นๆ ออกได้เกือบทั้งหมด” นายเอกลาภกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายเอกลาภกล่าวว่า จากประเด็นบนสื่อโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นภายหลังจากการไลฟ์แถลงการณ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ทางบริษัทขอเรียนให้ทราบว่า ตั้งแต่ซิปเม็กซ์เปิดกิจการ จนถึงเริ่มให้บริการในประเทศไทย บริษัทได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อย่างเคร่งครัด ผ่านหน่วยงาน Compliance ของบริษัท ทั้งในแง่ของการประสาน และการขอคำปรึกษาจากสำนักงาน ก.ล.ต.ในด้านต่างๆ ตลอดจนการออกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ซิปอัพในอดีต หรือซิปอัพ พลัส ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทถือว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต.เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัท ยึดเป็นรากฐานในการดำเนินกิจการมาโดยตลอด รวมถึงบริษัทมีการประสานงานทั้งในรูปแบบของลายลักษณ์อักษร และทางวาจาอย่างโปร่งใส ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าซิปเม็กซ์ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการปฏิบัติในกรอบกติกาของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
“บริษัทรับรู้ข้อมูลว่า ในวันที่ 17 มิถุนายน บริษัท Babel Finance มีการระงับการถอน แต่ได้มีการหารือกันในกรณีนี้ เพื่อความโปร่งใส บริษัทชี้แจงว่าได้มีการถอนเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจากทาง Babel Finance ได้สำเร็จ จากนั้นในวันที่ 20 มิถุนายน การประชุมได้มีสถานการณ์เป็นไปในเชิงลบมากขึ้น สะท้อนผ่านการพูดถึงคำว่า ‘ล้มละลาย’ และประสบปัญหาสภาพคล่องเป็นอย่างสูง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังไม่สามารถคืนสินทรัพย์ให้กับบริษัทได้ ทำให้ภายในวันเดียวกัน (20 มิถุนายน) เวลา 16.30 น. บริษัทได้ตัดสินใจแจ้งกับสำนักงาน ก.ล.ต.เพื่อหยุดให้บริการซิปอัพ พลัส ชั่วคราว” นายเอกลาภกล่าว