ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
เกิดเหตุน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย
เกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ได้แก่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย และนครสวรรค์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 14 – 21 สิงหาคม 2567 ส่งผลให้ปริมาณฝนตกสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผลจากสภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูง ทำให้ความชื้นในบรรยากาศมีมาก ปริมาณฝนในช่วงมรสุมจึงมีมากกว่าปกติ
โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คาดว่าในช่วงสัปดาห์หน้าร่องมรสุมจะเริ่มเลื่อนต่ำและมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในพื้น อาจจะเพิ่มความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก และกรุงเทพมหานคร สำหรับภาคใต้มีแนวโน้มฝนตกหนักเช่นเดียวกัน
โดยสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2567 จะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 เนื่องจากมีจำนวนพายุ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีปริมาณน้อยกว่า โดยพายุที่คาดว่าจะพัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม มีโอกาสเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อประชาชนและการดำเนินธุรกิจ ภาคธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนับตั้งแต่ปี 2550 ความเสียหายที่เกิดจาก
น้ำท่วมคิดเป็นจำนวน 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้จัดทำคู่มือ TCFD Recommendations ซึ่งเป็นแนวทางในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นแนวทางให้ธุรกิจนำไปปรับใช้ประเมินความเสี่ยงของตนเอง