โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2503 สงครามลับ สงครามลาว (41)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ส.ค. 2564 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 10.28 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (41)

การรุกใหญ่ของทหารเวียดนามเหนือในลาวตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมานั้น เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาต่อสถานการณ์ในเวียดนาม

หลังจากประธานาธิบดีนิกสันขึ้นรับหน้าที่เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ.2512

พร้อมกับการปฏิบัติตามนโยบายถอนทหารอเมริกันจากเวียดนามใต้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับคนอเมริกันระหว่างหาเสียง

 

“Vietnamization”

25 กรกฎาคม พ.ศ.2512 ประธานาธิบดีนิกสันได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เกาะกวม ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งต่อมาจะเรียกกันว่า “Nixon Doctrine”

มีใจความสำคัญว่าสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตรที่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกรานทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร

แต่จะ “ไม่ส่งทหารอเมริกันเข้าไปช่วยทำสงครามโดยตรง ประเทศที่ถูกรุกรานจะต้องจัดหากำลังทหารป้องกันตนเอง”

ในกรณีของเวียดนาม ความหมายคือ สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนาม แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้รบกันเอง (Vietnamization) โดยสหรัฐอเมริกาจะยังคงให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึก และการเงินต่อไป

ครั้นถึงเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันนี้ สหรัฐก็เริ่มทยอยถอนทหารจำนวน 250,000 คนแรกจากจำนวนทหารอเมริกันทั้งสิ้น 543,000 คนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน พ.ศ.2512

แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของนิกสันที่กล่าวมานี้ มิได้ง่ายๆ เพียงแค่ถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามแล้วจบเรื่อง

เพราะประธานาธิบดีนิกสันยังคงดำรงเป้าหมายที่จะไม่ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์ในสมรภูมิเวียดนามใต้

เพื่อศักดิ์ศรีของผู้นำโลกเสรี สงครามเวียดนามจะต้อง “จบลงอย่างมีเกียรติ”

ดังนั้น นิกสันจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่คือมุ่งทำลายเส้นทางโฮจิมินห์ให้จงได้เป็นลำดับแรก

เพราะหากขาดการส่งกำลังบำรุงจากเวียดนามเหนือแล้ว โอกาสที่เวียดนามใต้จะปลอดภัยและสามารถรุกกลับเอาชัยชนะต่อฝ่ายเวียดนามเหนือก็เป็นไปได้

นับตั้งแต่ตรวจพบเส้นทางโฮจิมินห์ในสมัยประธานาธิบดีจอห์นสัน สหรัฐก็ตระหนักถึงความสำคัญของเส้นทางนี้

จากนั้นก็พยายามทำลายและขัดขวางการใช้เส้นทางโฮจิมินห์ของฝ่ายเวียดนามเหนือมาโดยตลอด

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือก็พยายามป้องกันอย่างสุดชีวิต

ในที่สุดสหรัฐจึงหันมาใช้การโจมตีทางอากาศจนนำมาสู่การใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 แทนการใช้กำลังภาคพื้นดิน โดยเห็นว่าคุ้มค่ากว่า

ขณะเดียวกัน นโยบายที่ควบคู่ไปกับการโจมตีทางอากาศ สหรัฐก็ให้ความสำคัญต่อสนามรบในลาวโดยเฉพาะทุ่งไหหิน เนื่องจากเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่งของเส้นทางโฮจิมินห์

สหรัฐได้ร่วมมือกับรัฐบาลไทยส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่นี้ เป้าหมายคือขัดขวางและ/หรือทำลายเส้นทางนี้โดยตรง

เริ่มจากตำรวจพลร่ม “พารู” ในฐานะที่ปรึกษาทางทหาร ขยายเป็นกองร้อยทหารปืนใหญ่ใน พ.ศ.2507 และจะขยายตัวเป็นหน่วยทหารประจำการระดับกรมผสมใน พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีนิกสันกำลังถอนทหารประจำการออกจากเวียดนามดังที่กล่าวมาแล้ว

สรุปภาพรวมของสถานการณ์ทางฝ่ายสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมา จึงเป็นดังนี้

1) ในเวียดนาม สหรัฐยังคงดำรงนโยบายถอนทหารอเมริกันอย่างต่อเนื่อง

2) ยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อเส้นทางโฮจิมินห์และเป้าหมายสำคัญในเวียดนามเหนือรวมทั้งกรุงฮานอย เพื่อกดดันไปสู่การเจรจายุติสงคราม “อย่างมีเกียรติ”

3) สนับสนุนลาวฝ่ายขวาและกองกำลังลับของไทยเพื่อรักษาพื้นที่สำคัญทุ่งไหหินที่มีเส้นทางโฮจิมินห์สร้างผ่าน

ทั้งสหรัฐและเวียดนามเหนือต่างเร่งขยายความสำเร็จทางการทหารตามความถนัดของแต่ละฝ่ายเพื่อความได้เปรียบในการเจรจาสันติภาพ

 

คนอเมริกันยังคงต่อต้านสงครามเวียดนาม

ในช่วงเวลาแรกของ “Honeymoon Period” เมื่อประธานาธิบดีนิกสันขึ้นสู่ตำแหน่ง และมีการถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามตามที่ให้สัญญาไว้ คนอเมริกันก็รู้สึกโล่งใจ แต่ด้วยนโยบายของนิกสันเองที่ต้องการจะยุติสงครามเวียดนาม “อย่างมีเกียรติ” การปฏิบัติในเวลาต่อมาหลังการถอนทหารชุดแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2512 จึงล่าช้า ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลนิกสันในหมู่คนอเมริกันอีกในเวลาไม่นานนัก

ปลายปี พ.ศ.2512 นี้เอง คนอเมริกันก็เกิดแตกแยกทางความคิดในเรื่องสงครามเวียดนามอย่างรุนแรง ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน

แต่จากการหยั่งเสียงประชามติในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนี้ ปรากฏว่า กว่าหนึ่งในสามของผู้ให้ความเห็นต้องการให้ถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามโดยทันที

ฝ่ายต่อต้านสงครามเวียดนามกำหนด “เส้นตาย” ให้ 15 ตุลาคม 2512 เป็น “Vietnam Moratorium Day-วันยุติสงครามเวียดนาม”

ประชาชนและนักศึกษาจาก 1,000 กว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัย จำนวนกว่า 1.5 ล้านคนได้ผละงานและการเรียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประท้วงสงครามทั่วประเทศ

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประชาชนกว่าแสนคนร่วมชุมนุมเพื่อฟังวุฒิสมาชิก เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ และจอร์จ แม็กโกเวิร์น ปราศรัยต่อต้านสงครามเวียดนาม

และเดือนถัดมา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ประชาชนกว่า 250,000 คนได้เดินขบวน “March Against Death-เดินต่อต้านความตาย” ที่หน้าอนุสาวรีย์วอชิงตัน

 

ไทยยังคงเป็นมิตรที่ดี

พ.ศ.2512 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทั้งในเวียดนาม และในสังคมอเมริกันรัฐบาลไทยยังคงให้ความร่วมมือกับสหรัฐอย่างเต็มที่ ทั้งการส่งกำลัง “กองพลเสือดำ” ไปร่วมรบในเวียดนาม ขณะที่กองร้อยทหารปืนใหญ่ “เอสอาร์” จากไทยก็ยังคงปักหลักปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลลาวอย่างเต็มกำลังความสามารถที่ “เมืองสุย” จุดยุทธศาสตร์สำคัญชายขอบทุ่งไหหิน

ในสหรัฐอเมริกา แม้ประธานาธิบดีนิกสันจะดำเนินการตามแผนการถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามใต้อย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ตาม แต่การกดดันจากสังคมอเมริกันซึ่งไม่ไว้วางใจยังคงรุนแรงเข้มข้น

ทำให้ประธานาธิบดีนิกสันต้องเร่งรัดการถอนกำลังทหารให้รวดเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดทางอากาศต่อเป้าหมายเส้นทางโฮจิมินห์และในดินแดนเวียดนามเหนือ ควบคู่ไปกับการยกระดับการปฏิบัติการของทหารไทยในสงครามลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

การต่อต้านสงครามของคนอเมริกัน ทำให้เวียดนามเหนือได้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างยิ่ง ส่วนในทางการทหารนั้น เวียดนามเหนือก็ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากโซเวียตและจีน

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยในยุคของประธานาธิบดีนิกสันจากการต่อต้านสงครามของชาวอเมริกัน เวียดนามเหนือจึงเร่งยกระดับการกดดันทางด้านการทหารในเวียดนามใต้

ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเส้นทางโฮจิมินห์และพื้นที่ยุทธศาสตร์ทุ่งไหหินในลาวควบคู่ไปด้วย

 

เพิ่มทหารประจำการไทยในลาว

ในสมรภูมิลับลาว เวียดนามเหนือซึ่งไม่เคยยอมรับความเกี่ยวข้อง เปิดฉากการรุกใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2512 โดยมีการใช้รถถังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสังคมนิยมเป็นครั้งแรก จนทหารปืนใหญ่ไทย กองร้อย เอสอาร์ 8 ต้องถอนตัวจากเมืองสุย

ทำให้เวียดนามเหนือสามารถควบคุมพื้นที่ทุ่งไหหินไว้ได้อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ

เสถียรภาพของเส้นทางโฮจิมินห์จึงมั่นคงสำหรับเวียดนามเหนือ

ขณะที่สหรัฐและรัฐบาลลาวมองว่าเป็นการคุกคามเวียงจันทน์โดยตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...