โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

[รีวิวซีรีส์] Away: เมื่ออวกาศเป็นเพียงฉาก ใช้ความไกลห่างเล่าถึงความเป็นมนุษย์

BT Beartai

อัพเดต 12 ก.ย 2563 เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2563 เวลา 09.39 น.
[รีวิวซีรีส์] Away: เมื่ออวกาศเป็นเพียงฉาก ใช้ความไกลห่างเล่าถึงความเป็นมนุษย์

Away เป็นซีรีส์น่าตื่นเต้นและสะเทือนอารมณ์ในระดับมหากาพย์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าอันเหลือเชื่อ และการเสียสละส่วนตัวที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน

นี่คือคำโปรยจาก Netflix สำหรับ ‘Away: ด้วยรักจากขอบฟ้า’ Netflix Original Series จากผู้อำนวยการสร้าง Jason Katims เขียนบทโดย Andrew Hinderaker ที่เพิ่งฉายให้รับชมกันไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา แม้ตัวอย่างหนัง คำโปรย รวมถึงชื่อภาษาไทยจะใบ้ให้เรารู้แล้วว่า ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะเน้นหนักไปทางด้านเร้าอารมณ์ สร้างดราม่า มากกว่าจะเป็นการผจญภัยในอวกาศ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เรื่องราวของความห่างไกล เริ่มต้นด้วยการเดินทางจากโลกของนักบินอวกาศ 5 คน 5 สัญชาติที่ต่างมีพื้นเพ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยมี Emma Green (รับบทโดย Hilary Swank) นักบินอวกาศหญิงของสหรัฐฯ ผู้ต้องรับศึกหนักทั้งในบทบาทหัวหน้าผู้ควบคุมทีม ภรรยาและแม่ เธอจำต้องห่างไกลกับสามี Matt Logan (Josh Charles) และลูกสาววัยรุ่น Alexis Logan (Talitha Bateman) ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการเธอมากที่สุด เพื่อภารกิจพิชิตดาวอังคารที่ใช้เวลายาวนานถึง 3 ปี

การดำรงชีวิตในยานอวกาศ ทำให้ลูกเรือแต่ละคนต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากระบบและความขัดข้องภายในยาน ปัญหาสุขภาพส่วนตัว ตลอดจนสภาวะทางจิตใจอันเนื่องมาจากการ ‘อยู่ห่าง’ จากผู้คนที่คุ้นเคย ส่งผลให้เรื่องราวเข้มข้น ทวีความตึงเครียด และชวนลุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ซีรีส์อวกาศดูไม่ยาก แต่ก็ใช่ว่าสมจริงไปทั้งหมด

ด้วยประเภทของซีรีส์ที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ Sci-fi Drama ทำให้เป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ที่จะพูดถึงความเป็นอวกาศและวิทยาศาสตร์ในหนัง แค่เพียงชอตแรกก็ทำเอาเราแทบช็อก เพราะนางเอกผู้กำลังเดินเพลินเพลิดชมความงามอันน่าทึ่งบนดวงจันทร์ โดยมีภาพโลกอันห่างไกลนั้น หันหน้าด้านข้างรับแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ดันเปิดแถบป้องกันรังสีให้เห็นหน้าชัด ๆ ผ่านหมวกอวกาศใสซะนี่ แม้ภาพที่ได้จะสวยจับใจ แต่นั่นมันอันตรายมากนะเธอออ

ชอตเปิดแถบป้องกันรังสีขึ้น ให้เห็นใบหน้าของนักแสดงภายในเรื่อง

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอย่างอื่น เช่นสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงที่จะหายไปทันทีเมื่อเข้าไปอยู่ห้องพักส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งจุดนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่า เทคโนโลยีในยุคที่ส่งมนุษย์เดินทางไปดาวอังคารได้แบบในซีรีส์ (ซึ่งน่าจะอีกหลายปีมาก ๆ เพราะทรัมป์ประกาศว่าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มของการสร้างฐานบนดวงจันทร์เพื่อไปดาวอังคารเท่านั้นเอง) จะทำให้เกิดพื้นที่ที่มีแรงโน้มถ่วงเฉพาะส่วนได้หรือไม่ ทั้งพื้นที่ใช้สอยภายในยานก็กว้างขวางเกินคาด ระยะดีเลย์ของภาพและเสียงในช่องทางสื่อสารกับโลกก็แทบไม่มี (แต่บทจะมีก็ดันห่างทีครึ่งชม. เฉย) แล้วยังการประดับตกแต่งในยานช่วงคริสต์มาสอีก แต่ถ้าคิดในมุมกลับ ถ้าต้องมานั่งปั้นหน้าดราม่าในสภาพผมชี้ในห้องสุดแคบ แถมคนที่คุยกันยังตอบกลับช้ามาก ๆ ความสวยงามของภาพ ความซาบซึ้ง และความหน่วงในอารมณ์คงหนีหายไปหมด ในแง่ของความบันเทิง พวกรายละเอียดเหล่านี้ก็คงต้องหยวน ๆ ไปสินะ

แม้จะบ่นไปเยอะ หากดูในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่า โปรดักชันดีและภาพสวย แถมผู้สร้างยังทำการบ้านมาไม่น้อยเลย เพราะสามารถนำเอาข้อเท็จจริงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการ ‘ใช้ชีวิตในอวกาศแบบ Daily life’ อาทิ สภาพร่างกายที่เสื่อมโทรมลงเพราะสภาวะไร้น้ำหนัก ระบบยังชีพขัดข้อง มาใช้ประโยชน์ ช่วยดึงดราม่าและถ่ายทอดออกมาได้ไม่เลวเลย (และคาดว่าในซีซันหน้า น่าจะใช้ปัญหาประเภทที่เกี่ยวกับการสำรวจ หรือการทำงานของยาน ที่ใหญ่และยากมากขึ้น และนั่นก็น่าจะทำให้เนื้อเรื่องระทึกขึ้นไปอีกระดับด้วย)

ช่วงเวลาพักผ่อนของนักบินอวกาศอันเป็นหนึ่งในกิจวัตรบนยานอวกาศ Credit: DIYAH PERA/NETFLIX © 2020

ทั้งบทพูด งานภาพและเสียงประกอบ ก็ช่วยเล่าปัญหาทางเทคนิคและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจได้ง่าย เห็นภาพและรู้สึกตามได้ชัดมาก แม้ผู้ชมจะไม่มีพื้นความรู้หรือจดจ่อโฟกัสมากนักก็สามารถเข้าใจได้ แถมยังช่วยเสริมให้เกิดความ ‘อิน’ ไปกับสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวต้องเผชิญอีก เรียกได้ว่า ใช้อวกาศเป็นฉากหลังหรือส่วนเสริมใช้สร้างสถานการณ์ให้เรื่อง เพื่อดึงเอาความเป็น ‘มนุษย์’ ออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว

ยิ่งห่างไกลยิ่งมากด้วยความเป็นมนุษย์

มาที่เนื้อเรื่องกันบ้าง การให้คน 5 คน ภูมิหลังต่างกัน ทั้งยังมีภาระหน้าที่ที่ต่างฝ่ายต่างแบกรับไว้ในฐานะตัวแทนของประเทศ ต้องมาอยู่รวมกันแบบหนีไปไหนกันไม่ได้ แถมยังต้องไกลห่างจากคนที่รักก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่เลวเลย เพียงแต่ว่ามันดันมาอยู่ในภารกิจยิ่งใหญ่ระดับมวลมนุษยชาติซะนี่ แค่เปิดประเด็นมา ก็มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากมาย เลยดูเหลือเชื่อมากไปหน่อยที่จะรวมชาติมหาอำนาจเหล่านี้ให้มาอยู่ในภารกิจขององค์กรอวกาศนาซาของสหรัฐฯ ได้ตั้งแต่ต้น

นักอวกาศทั้ง 5 ที่ต้องทำภารกิจพิชิตดาวอังคารภายในเรื่อง

แม้จะดูไม่เข้าทีอยู่บ้าง แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าจุดนี้เองที่เป็นส่วนที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สนุกและชวนติดตาม ลักษณะนิสัยและปมของตัวละครที่เกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงการใช้ภาษาแม่ในการเดินเรื่อง ก็ช่วยให้ซีรีส์ดูเป็นธรรมชาติ สมจริง ไหลลื่นพอควร แต่ก็น่าคิดว่ามันสะท้อนภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศในเวทีโลกผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนได้เป๊ะขนาดนี้เชียวหรือ

ทว่า เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ยิ่งห่างไกลจากโลกเท่าใด มันก็ยิ่งช่วยกะเทาะเปลือกของความเป็นชาติได้มากเท่านั้น และนั่นก็ช่วยให้ผู้ชมลงไปลึกถึงแก่นของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่เหนือกว่าการแบ่งแยกด้วยชนชาติได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเสริมด้วยจังหวะการเล่าที่ไม่เร่งรีบ ทิ้งระยะให้เกิดความนิ่งคิดทบทวน ก็ชวนให้คนดูอินตามเนื้อเรื่องไปได้ไม่ยากเลย แต่จุดนี้ก็อาจจะไม่ถูกจริตกับผู้ชมสายใจร้อนอยู่บ้างเหมือนกัน

และแม้จะมีความนิ่งเป็นฐาน แต่ก็ใช่ว่าซีรีส์จะน่าเบื่อและต้องทนดูด้วยความอึดอัดตลอดเรื่อง การขมวดปมปัญหาที่ตีขนาบทั้งปัญหาเชิงเทคนิคในยานที่ทำให้ตัวละครต้องเทคแอคชั่นอย่างรวดเร็ว และสภาวะจิตใจของคนบนโลกที่ส่งผลต่อคนยานหรือในทางกลับกัน ก็ทำให้คนดูลุ้นตามต่อไปได้เรื่อย ๆ และอินไปกับความเสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างที่ได้เปิดโปรยไว้ จนจบซีซันได้แบบงง ๆ ได้อยู่เหมือนกัน

หากจะให้เทียบมูดแอนด์โทน ซีรีส์เรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายแบบภาพยนตร์เรื่อง Contact ที่พยายามจะเชื่อมโยงเล่าเรื่องเทคโนโลยีให้เข้าใจง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ ความเชื่อ และปรัญชาเข้าไปด้วย แต่ต่างกันตรงที่ซีรีส์ไม่ได้อารมณ์เคว้งคว้างค้นหาตัวเองได้ขนาดนั้น โทนของเรื่องเน้นหนักที่ความเป็นดราม่า และปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนแบบเดียวกับ Gravity หรือ First man มากกว่า แถมแซมด้วยการเอาตัวรอด ลุ้นระทึกนิด ๆ แบบ The Martian อีกเล็กน้อย ให้ดูแล้วไม่อึดอัดจนเกินไป

ชอตถ่ายภาพร่วมกันในซีรีส์ที่ให้อารมณ์อึน ๆ พอได้ที่ เจือความรู้สึกแบบภาพยนตร์ Gravity หรือ First man หน่อย ๆ

ดังนั้น ใครที่ว่าจะดูเรื่ิองนี้เพื่อความลุ้นแบบตื่นเต้นตลอดเวลา ไม่อยากเจอความนิ่งเนิบและอึดอัดเลย หรือถูกใจในขนบแบบไซไฟอวกาศแนวผจญภัย เราแนะนำว่าให้มองข้ามซีรีส์เรื่องนี้ไปเถอะ แต่ถ้าคุณมองหาซีรีส์เกี่ยวกับอวกาศที่เข้าใจง่าย มีประเด็นน่าสนใจที่มากกว่าการเอาตัวรอดในอวกาศ มีความซาบซึ้ง ดูสนุกแบบเรื่อย ๆ และพอลุ้นระทึกได้บ้าง หรือในทางกลับกันคือ อยากจะดูซีรีส์ดราม่าเรียกน้ำตาสักเรื่องที่มีฉากเป็นอวกาศสวย ๆ ซีรีส์เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์นั้นได้อยู่

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

[รีวิวซีรีส์] Away: เมื่ออวกาศเป็นเพียงฉาก ใช้ความไกลห่างเล่าถึงความเป็นมนุษย์ความสมบูรณ์ของเนื้อหา 6.5คุณภาพงานสร้าง8ประเด็น7.5การตัดต่อ ลำดับ และการดำเนินเรื่อง 7.5ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม7จุดเด่นภาพสวยโปรดักชั่นดีมีประเด็นหลากมิติทั้งเรื่องส่วนตัว การเมือง และความแตกต่างของวัฒนธรรมใช้ปัญหาที่เกิดจากการใช้ชีวิตในอวกาศมาช่วยสร้างอารมณ์และความดราม่าได้ดีลำดับเรื่องราวและเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ไม่ปวดหัวมีความดราม่าในระดับที่พอเรียกน้ำตาได้จุดสังเกตมีความไม่สมจริงในรายละเอียดเชิงวิทยาศาสตร์โผล่มาเป็นระยะบุคลิกของตัวละครบางมุมดูเปราะบางกว่าที่เราคาดว่านักบินอวกาศจะเป็นมีความไม่สมเหตุสมผลในบางประเด็นเดินเรื่องค่อนข้างช้า และบางตอนก็เนิบมาก ๆ แต่ก็ช่วยให้เราตะกอนและซึมซับอารมณ์ได้ในบางจังหวะเช่นกัน7.3

[รีวิวซีรีส์] Away: เมื่ออวกาศเป็นเพียงฉาก ใช้ความไกลห่างเล่าถึงความเป็นมนุษย์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...