โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กรมวิทย์ ไม่แนะนำตรวจภูมิคุ้มกันด้วย Rapid Test หลังฉีดวัคซีนโควิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. 2564 เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 12.24 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โต้กลับกรณีโซเชียลเผยแพร่ข้อมูลว่า ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว แต่ตรวจภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น เหตุเพราะตรวจผิดวิธี ต้องตรวจด้วยวิธีที่ได้มาตรฐาน ตรวจสไปรท์โปรตีน ทำในห้องชีวะนิรภัย 3 ไม่ใช่ Rapid Test เพราะอาจทำให้แปรผลผิด

วันที่ 18 เม.ย.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์กรแพทย์ กล่าวว่า มีการเผยแพร่ในทางโซเชียลมีเดียว่า ฉีดวัคซีนครบ2 เข็มแล้ว มาตรวจด้วยRapid Test หรือชุดตรวจเร็วหาภูมิโควิด แล้วผลปรากฎว่าภูมิไม่ขึ้นเลย ต้องทำความเข้าใจว่าวิธีตรวจแบบนี้อาจแปรผลผิด ที่ไม่ขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก มันมีวิธีตรวจที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานมากกว่านี้ ยกตัวอย่างของนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่รับวัคซีนของซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว เข้ารับการตรวจหาภูมิคุ้มกันที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีการตรวจแอนตี้ต่อสไปรท์โปรตีนที่อยู่ในตัวโคโรนาไวรัส ก็พบว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้น

ทั้งนี้วิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐาน ที่จะสามารถบอกจำนวนภูมิคุ้มกันว่ามีมากแค่ไหน เรียกว่า Plaque Reduction Neutrazation Test (PRNT)

โดยมีการเจาะเลือด ปั่นแยกซีรั่ม เข้ามาในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 ที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ที่ทำการเพาะเชื้ออยู่บนเพลท จากนั้นจะหยอดซีรั่ม และเจือจางลงเรื่อยๆ เป็นเท่าๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สามารถทำลายเชื้อไปได้ครึ่งหนึ่ง และหยุด ซึ่งตรงนี้จะบอกได้ว่าภูมิคุ้มกันขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวอย่างของผมเองหลังรับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มเป็นเวลา 14 วัน แล้วตรวจพบว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว
และเมื่อเทียบกับงานวิจัยของซิโนแวคที่นำมายื่นขึ้นทะเบียนในไทย จะพบว่า เฉลี่ยขึ้นประมาณ 24 ไตเติล ส่วนของผมขึ้นไป 60-90 ไตเติล แม้กระทั่งสายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันยังขึ้นไป 40-50 ไตเติล

“ในกรณีของผมเองหลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม เป็นเวลา 14 วัน จึงมาตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยกระบวนการ PRNT พบว่าตัวเลขที่ออกมาบอกว่าวัคซีนที่มีในตัวของผมสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมานั้นทำลายเชื้อดั้งเดิมที่มีการระบาดในไทยแรกๆ ที่มาจากอู่ฮั่นประเทศจีนได้ค่อนข้างดี พอเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์G ซึ่งระบาดทั่วโลกนั้นลดลงหน่อย แต่ยังใช้ได้อยู่ ขนาดมีการเจือจางไป 40 เท่า ยังจัดการได้ นี่คือการตรวจระยะเพียง 2 สัปดาห์หลังฉีดเท่านั้นภูมิยังขึ้นเยอะ หลังจากนี้ 1 เดือนผมจะตรวจแล้วมารายงานผลให้ทราบอีก นี่คือข้อยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคได้ผลในการทำให้ภูมิคุ้มกันขึ้น”

นอกจากนี้จะมีการสุ่มตรวจหาภูมิคุ้มกันในคนที่ได้รับวัคซีนคนอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ทราบว่าในคนไทยนั้นวัคซีนนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ก็มีงานวิจัยที่ประเทศชิลี พบว่าหลังฉีดวัคซีนของซิโนแวคไป 14 วัน ภูมิคุ้มกันเพิ่มมา 47% พอทอดเวลาไปอีก 2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันขึ้นมา 95% ดังนั้นหลังรับวัคซีนไปแล้ว 1 เดือน สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ค่อนข้างสูง และจะเห็นว่าเวลาจะตรวจภูมิต้องตรวจให้ถูกตัว คือตรวจสไปรท์โปรตีน ถ้าไปตรวจเปลือกหุ้มของสารพันธุ์กรรม เหมือนที่มีคนไปใช้ชุดตรวจเร็ว ภูมิก็ไม่ขึ้น ไม่ได้แปลผล ไม่ได้บอกอะไร ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สามารถฉีดวัคซีนและเกิดประโยชน์แน่นอน

อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า วันนี้มีคนพูดเรื่องสายพันธุ์อินเดียกลายพันธุ์ B.1.617 ซึ่งมีการกลายพันธุ์ 2 ตำแหน่ง คือ E484 กับ L452 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นตัวที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมากในอินเดียหรือไม่ ทำให้อาการรุนแรงหรือไม่ และวัคซีนที่ใช้อยู่นั้นควบคุมได้หรือไม่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิงที่เราทราบว่ามีการระบาดรวดเร็วในอินเดียนั้นน่าจะเกิดจากการรวมกลุ่มและทำพิธีกรรมทางศาสนา มีการอาบน้ำในแม่น้ำ จึงเป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดระบาด

อย่างไรก็ตามปัจจุบันไวรัสที่มีการกลายพันธุ์นั้นมี 6 ตัว คือ 1.สายพันธุ์อังกฤษ 2.สายพันธุ์แอฟริกาใต้ 3.สายพันธุ์บราซิล 4.สายพันธุ์แคลิฟอร์เนีย 5.สายพันธุ์ไนจีเรีย และ ล่าสุด 6.สายพันธุ์อินเดีย ซึ่งตัวนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ มีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดยังไม่พบสายพันธุ์ใดพบในประเทศไทย ยกเว้นสายพันธุ์อังกฤษที่ระบาดตอนนี้ แต่ก็ต้องจับตาใกล้ชิด ขอเวลากรมวิทยาศาสตร์เก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป และฝากให้ทุกคนช่วยกันระมัดระวัง ถ้ามีการติดเชื้อกว้างขวางโอกาสกลายพันธุ์ก็จะเยอะขึ้น เราไม่หวังให้มีสายพันธุ์ไทยแลนด์เกิดขึ้นแน่นอน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...