โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐกิจไทยบนเรือไททานิก เตือนกับดัก “เงินฝืด“ ยุคหนี้ท่วม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มี.ค. 2567 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 00.54 น.

“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ว่าที่ประธานสภาพัฒน์ สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนอยู่บนเรือไททานิกใกล้ชนภูเขาน้ำแข็ง เผชิญปัญหาระยะยาว “ศักยภาพถดถอย” และระยะสั้น “โตต่ำกว่าศักยภาพ” ชี้โจทย์ใหญ่ประเทศประชากร “วัยทำงาน” ลดลงรวดเร็ว ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดการลงทุนต่างประเทศที่จะปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ตอกย้ำปัญหา “ดอกเบี้ยสูง” กดทับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 5 เดือน หวั่นเจอโรคติดต่อจีนดัมพ์สินค้าราคาถูกส่งผ่าน “เงินฝืด” มาไทย ส่งสัญญาณอันตรายกับดัก “เงินฝืด” ยุคคนไทยหนี้ท่วม

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และว่าที่ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโจทย์ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยว่า ประเทศไทยเผชิญทั้งปัญหาการเติบโตหรือการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ ขณะเดียวกันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

โจทย์ใหญ่ประเทศไทย

ดร.ศุภวุฒิฉายภาพว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโดยทั่วไปมาจาก 4 ปัจจัยหลักคือ เงินทุน-เทคโนโลยี-แรงงาน-ทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลน “แรงงาน” และทรัพยากรธรรมชาติ เพราะในแง่ของทุนและเทคโนโลยีพร้อมที่จะเคลื่อนไปประเทศต่าง ๆ ตามแรงดึงดูด

สิ่งที่มองว่าน่ากลัวสำหรับประเทศไทยมากที่สุด และผู้กำหนดนโยบายยังไม่ได้ให้ความสำคัญ และยังไม่ได้แก้ปัญหามากพอคือ “แรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และในการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ แต่ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาแรงงาน ที่ลดลงทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ

ประเทศไทยต้องการคนวัยทำงานเพิ่มมากขึ้น แต่จากข้อมูลสหประชาชาติ พบว่าในช่วงปี 2020-2030 ประชากรวัยแรงงาน (15-64 ปี) จะลดลงเฉลี่ยปีละ 3 แสนคน และปี 2030-2050 จะลดลงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.5 แสนคนต่อปี โดยที่ประชากรสูงวัยหรืออายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นปีละกว่า 5.4 แสนคน

ศักยภาพ ศก.ลดลงเรื่อย ๆ

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ในแง่คนวัยทำงาน เหมือนกับประเทศไทยถอยหลังกลับ จากปี 2020 มีแรงงานสูงสุดอยู่กว่า 50 ล้านคน ตอนนี้กำลังลดลง และคาดว่าปี 2030 จะเหลือ 47 ล้านคน และปี 2050 เหลือ 38 ล้านคน จากที่มีแรงงานที่สามารถสร้าง Productivity ของประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาให้โตระดับ 2%

แต่อนาคตแรงงานที่ลดลงทำให้ขับเคลื่อนการเติบโตได้เพียง 1% แม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทดแทนกับการลดลงของประชากรในวัยทำงาน รวมถึงทรัพยากรด้านพลังงาน โดยหลักคือก๊าซธรรมชาติซึ่งใกล้จะหมดอ่าวไทย ทำให้ไม่มีแรงดึงดูดการลงทุน

“เห็นได้ว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยมีท่าทีว่าจะไหลลงไปเรื่อย ๆ การพัฒนาที่ดีที่สุดคือ การทำให้ประชาชนมีผลผลิตต่อหัวสูงขึ้น จากการ Upskill/Reskill ทำให้ประชาชนมีการศึกษาที่ดี การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดี คือการทำให้ประชาชนมี Productivity สูงที่สุด เมื่อเรามีประชากรลดลง ก็ต้องทำให้คุณภาพดีขึ้น ฉะนั้นการศึกษาของประชาชนจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก และเป็นเรื่องหลักที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศ”

ดังนั้นอยากให้รัฐบาลมองเรื่องการปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คือปัญหาขาดแคลน “แรงงาน” ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ และเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ ทั้งเรื่องพลังงาน รวมถึงทรัพยากรน้ำ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถดึงเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศได้ สิ่งเหล่านี้อยากให้รัฐบาลมีความชัดเจน จะได้รู้ว่าจะขับเคลื่อนประเทศโดยใช้นโยบายอะไร

ดอกเบี้ยสูงกดการฟื้นตัว

ดร.ศุภวุฒิกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็น “เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ” ถือเป็นโจทย์ระยะสั้น เรื่องนโยบายการคลังของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา หนี้สาธารณะไม่ได้สูง แต่ที่ถกเถียงกันอยู่คือ เรื่อง “นโยบายการเงิน” ซึ่งในเชิงวิชาการ สิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรให้เกิดเสถียรภาพของราคา หลักการคือ “เงินเฟ้อ” ต่ำ แต่ไม่ใช่ 0 ทำให้มาตรฐานสากลของเงินเฟ้ออยู่ที่ 2%

ปัญหาของประเทศไทยคือ ปัจจุบันเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกันมา 5 เดือน (รวม ก.พ. 67) ซึ่งแบงก์ชาติบอกว่าเป็นผลจากรัฐบาลใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน เงินเฟ้อซึ่งถ้าดู Core Inflation อยู่ที่ 0.5% ดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% อัตราดอกเบี้ยนโยบายธรรมชาติ ที่ทำให้จีดีพีเติบโตได้ตามธรรมชาติ (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังหักเงินเฟ้อออก) หรือที่เรียกว่า R-starR-star อยู่ที่ 2% ก็ถือว่าสูงเกินไปอยู่ดี

“ถ้าเงินเฟ้อสามารถกลับขึ้นมาอยู่ที่ 2% อย่างที่แบงก์ชาติหวังได้ก็ดี แต่ถ้าเวลาผ่านไปอีก 3-4 เดือน แล้วเงินเฟ้อไม่ฟื้นสักที อันนี้มีความเสี่ยงว่าดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไป ไม่ได้เกื้อกูลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะมันจะเริ่มกดเศรษฐกิจไม่ให้โตตามศักยภาพ และปัญหาคือ การใช้นโยบายดอกเบี้ย คือถ้ามีการปรับลดในวันนี้ กว่าจะให้ผลบวกทางเศรษฐกิจต้องรอไปอีก 12-18 เดือน”

ลุ้นงบฯรัฐดันเงินเฟ้อ

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าในช่วงไตรมาส 3 เงินเฟ้ออาจจะปรับขึ้นมาได้ จากที่เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่จะเร่งออกมาในช่วงไตรมาส 2-3 รวมทั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ถ้า พ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภาเร็ว ก็จะทำให้มีเงินงบประมาณของภาครัฐเยอะมากช่วงไตรมาส 2 ถึงสิ้นปี

โดยเฉพาะไตรมาส 3-4 ตอนนั้นคือเงินมีจำนวนมากก็จะไดรฟ์เงินเฟ้อขึ้นมาได้ ซึ่งแบงก์ชาติอาจคาดการณ์ว่าจะทำให้เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2% ก็เป็นไปได้ เพราะเงินงบประมาณ 2 ปีจะอัดออกมาในครึ่งปีหลัง

“ถ้าเงินเฟ้อขึ้นมา 2% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.5% เท่ากับว่าดอกเบี้ยธรรมชาติอยู่ที่ 0.5% ซึ่งถ้าแบงก์ชาติคิดแบบนี้ก็ต้องมาอธิบายว่า คาดการณ์แบบนี้ เงินเฟ้อจะกลับขึ้นมาในช่วงไตรมาส 3-4”

ห่วงโรคติดต่อ “เงินฝืด” จากจีน

ที่ปรึกษาฝ่ายวิจัย KKP กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย 70% ของจีดีพี มาจากภาคส่งออกสินค้าและบริการ จีดีพีจึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ขณะที่การประเมินเศรษฐกิจโลกก็มีความยากลำบาก เพราะเศรษฐกิจหลักมีความแตกต่างกัน จาก 4 เศรษฐกิจหลักของโลก อย่างสหรัฐอเมริกายังมีการเติบโตอย่างร้อนแรง ส่วนเศรษฐกิจยุโรป (เงินเฟ้อสูง) ญี่ปุ่น (เงินฝืดมายาวนาน) ยังลูกผีลูกคน และจีน อยู่ในสถานการณ์ที่หนักกว่าและเจอกับ “เงินเฟ้อติดลบ”

“ผมแอบกังวลว่าทิศทางเงินเฟ้อจีนไปทางไหน เงินเฟ้อไทยก็ไม่ต่างกัน เพราะจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่มากของเรา และเราขาดดุลการค้าจีนเยอะมาก สินค้าจีนราคาถูกเข้ามาที่ไทยเยอะมาก ถ้าจีนกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย เดี๋ยวก็จะกระทบติดต่อมาที่เรา ฉะนั้นปัจจัยที่ทำให้ไม่แน่ใจว่าเงินเฟ้อไทยจะกลับมาอย่างที่แบงก์ชาติคิดก็คือ จีน เพราะต้องยอมรับว่าเงินเฟ้อเรายังไม่ขึ้น

ขณะที่จีนใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นตลอด ทั้งเชิงปริมาณและการลดดอกเบี้ย ถ้าไทยยังยืนดอกเบี้ยสูงไม่ผ่อนคลาย เรามีความเสี่ยงเงินเฟ้อตามเทรนด์ประเทศจีน และกลัวว่าจะมีการส่งผ่านเงินฝืดมาที่ประเทศไทยด้วย”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า สินค้าจีนไม่เพียงแต่ทะลักมาที่ไทย แต่ไปทั่วโลก เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนด้วยภาคอสังหาฯเกือบ 20% ของจีดีพี จนมีปัญหาบ้านเหลือขายเป็นล้านหลัง ขณะที่รัฐบาลก็ไม่เข้าไปอุ้ม ทำให้จีนขาดหัวจักรเศรษฐกิจ ก็คาดการณ์กันว่าจีนจะใช้การส่งออกสินค้าการผลิตอุตสาหกรรม เพื่อดันเศรษฐกิจโต 5% ต่อปี โดยใช้นโยบายราคา ซึ่งการดัมพ์ราคาก็ขึ้นอยู่กับค่าเงินหยวนด้วย

เตือนระวัง “เงินฝืด”

คำถามที่ว่าประเทศไทยเข้าใกล้เงินฝืดหรือยัง ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า แบงก์ชาติยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ผมให้ระวัง คือเห็นเงินเฟ้อติดลบมา 4 เดือนก็หนาวแล้ว คือถ้าเงินฝืดแล้วมันกลับยาก เห็นได้ว่าญี่ปุ่นเงินฝืดมา 20 ปีแล้ว มูลค่า GDP เป็นดอลลาร์สหรัฐไม่เพิ่มขึ้นเลย เสียโอกาสทางเศรษฐกิจมา 20 ปี แบงก์ชาติญี่ปุ่นจดจ่ออยากให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทุกเดือน ทั้งพิมพ์เงินออกมาทั้งลดดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อก็ไม่ขึ้น แต่ญี่ปุ่นโชคดีตรงที่ประชาชนรวย ไม่ได้เป็นหนี้

ขณะที่สถานการณ์ของไทย ดร.ศุภวุฒิฉายภาพว่า ถ้าเงินเฟ้อไม่ขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายจะสูงเกินไปที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจโต ส่วนที่แบงก์ชาติมองว่า หนี้ครัวเรือนสูงถ้าไปลดดอกเบี้ย คนจะไปกู้เพิ่มก็จะเกิดปัญหาของระบบเสถียรภาพ เรื่องนี้ไม่เถียง

แต่มี 2 ประเด็นคือ ถ้าแบงก์ชาติกลัวเรื่องการก่อหนี้เพิ่ม ควรทำนโยบายเกี่ยวกับการปล่อยกู้ คือไม่ปล่อยกู้ให้กับคนมีหนี้มากเกินไป ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนที่จะมีปัญหาไปกู้นอกระบบก็ต้องไปแก้ตรงนั้น ประเด็นคือ อย่าให้ดอกเบี้ยมีปัญหาทำให้จีดีพีโตช้า อย่าให้มีปัญหาเกิดภาวะเงินฝืด

ประเด็นที่ 2 ดอกเบี้ยสูงทำให้ลูกหนี้พังเร็วที่สุด ถ้าอยากทำให้คนไม่เป็นหนี้ ต้องทำให้จีดีพีโต เพื่อที่คนทำงานจะมีรายได้ เงินเดือนเพิ่มขึ้น อย่าใช้นโยบายอะไรที่กีดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะคือการโตของรายได้ประชาชน และที่น่ากลัวคือ ภาวะเงินฝืด หรือกรณีเงินเฟ้อติดลบ จะทำให้คนที่เป็นหนี้มูลค่าจริงของหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเดือนไม่ขึ้น

ไม่มีคำอธิบายไม่ลดดอกเบี้ย

“ฉะนั้นควรระวังอย่าให้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเด็ดขาดในยุคที่มีหนี้เยอะ ตรงกันข้ามเวลามีเงินเฟ้อมูลค่าจริงของหนี้ในอดีตจะลดลง ฉะนั้นต้องพยายามให้มีเงินเฟ้อนิดหน่อย จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหนี้ และให้เขาหยุดกู้ใหม่ ก็ต้องให้มีงานทำและเงินเดือนเพิ่มขึ้น และตรึงดอกเบี้ยที่เขาต้องจ่ายไม่ให้ขึ้น ก็จะช่วยแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวได้ ถ้าจะช่วยประชาชนควรช่วยแบบนี้”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 67 ดูจากตัวเลขฐานปีก่อน แล้วแบงก์ชาติจะยืนนโยบายการเงินแบบนี้ ยังมีข้อมาสนับสนุนแนวคิดไม่ลดดอกเบี้ยได้ แต่ถ้าถึงเดือน พ.ค.-ก.ค. 67 แล้วเงินเฟ้อยังติดลบอยู่ นึกไม่ออกว่าแบงก์ชาติจะอธิบายยังไง และปัญหาคือ ถึงตรงนั้นสงสัยตัวเลข GDP ไตรมาส 2 จะยังดูไม่ดี แล้วถ้าไม่ลดดอกเบี้ยตอนนั้น ก็ใช้เวลากว่าจะได้ผลที่บวกกับเศรษฐกิจต้องรอไปอีก 12-18 เดือน คือพูดง่าย ๆ ปีนี้เศรษฐกิจก็จะไม่ดีไปเลย แต่ถ้ามองในแง่บวกว่าเดี๋ยวเงินงบประมาณรายจ่ายมา และในที่สุดเฟดก็คงจะมีการลดดอกเบี้ยช่วยให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ทุกคนก็หวังกันอยู่แบบนี้

สำหรับภาวะเศรษฐกิจปีนี้ ดร.ศุภวุฒิระบุว่า แม้ว่าการส่งออกฟื้นบ้าง แต่อย่าหวังว่าจะเป็น “พระเอก” เหมือนกับปีที่แล้วที่ประเทศไทยหวังว่า “ท่องเที่ยว” เป็นพระเอก แต่ก็ไม่ใช่ ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติมา 28 ล้านคน แถมรายจ่ายต่อหัวลดลง ปีนี้ถ้าเพิ่มเป็น 35 ล้านคน แต่ถ้ารายจ่ายต่อหัวยังต่ำอยู่ จะยืนยันว่าแรงขับเคลื่อนจากภาคท่องเที่ยวไม่ได้เยอะขนาดนั้น รวมถึงการส่งออกก็ไม่รู้ว่าจะพึ่งพาได้มากแค่ไหน

เศรษฐกิจไทยอยู่บนไททานิก

ดร.ศุภวุฒิสรุปว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยรวมมีแนวโน้มลดลง จากปัจจัยต่าง ๆ โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญทั้งปัญหา “โตต่ำกว่าศักยภาพ” เพราะมีตัวบ่งชี้ เพราะ GDP ก็โตแค่ 2% จากตอนแรกที่คิดว่าจะโตได้ 3% เงินเฟ้อเป้าหมายจะโต 2% ก็ติดลบ ขณะที่ “ศักยภาพเศรษฐกิจไทยก็ต่ำลง” คือจากแต่ก่อนศักยภาพประเทศไทยอยู่ที่การเติบโต 4-5% ก็ทรุดลงไปเรื่อย ๆ เรียกว่ามีทั้ง 2 ปัญหา

“สถานการณ์แบบนี้ที่มีคนถามว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต ต้องบอกว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้ ก็เหมือนว่าเราอยู่บนเรือไททานิกที่ใกล้จะชนน้ำแข็ง แน่นอนถ้าชนน้ำแข็งก็อาจวิกฤตได้ ยังไม่ชนน้ำแข็งก็ยังไม่วิกฤต แต่ถามจริง ๆ ใครที่รู้แบบนี้แล้วไปอยู่บนเรือไททานิกแล้วจะไม่ทำอะไรเลยเหรอ เหมือนกฎหมายบอกว่าต้องชนน้ำแข็งก่อนถึงจะใช้มาตรการฉุกเฉินได้คือ กฎหมายเขียนไว้แบบนั้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด 5 มีนาคม 2567 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ลดลง 0.77% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และคาดการณ์แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม 2567 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคาดว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวก จากการสิ้นสุดมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทยบนเรือไททานิก เตือนกับดัก “เงินฝืด“ ยุคหนี้ท่วม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...