AAV น่าสนไหม ? จากต้นปีราคาร่วง 29% โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” ชี้มูลค่าหุ้นถูก-แนวโน้มผลงานสดใส
ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นของ AAV หรือ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หนึ่งในสายการบินที่น่าจะได้รับอานิสงส์บวกจากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง กลับปรับตัวลดลง โดยจากต้นปี 2568 ราคาหุ้น AAV ปรับลงไปแล้ว 29.01% มาอยู่ที่ 1.86 บาท ในวันที่ 21 มี.ค. 68
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจะเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหรือไม่ Wealthy Thai มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาฝาก
โดยนักวิเคราะห์ยังให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น AAV เนื่องจากมูลค่าหุ้นในปัจจุบันไม่แพง และทิศทางการเติบโตในปี 2568 ยังดีต่อเนื่อง
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 5 บาท มองปีนี้จะเป็นปีที่ดีสำหรับ AAV การเติบโตของการท่องเที่ยว การขยายเส้นทางการบิน และต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงจะช่วยหนุนกำไร ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นไปอย่างช้าๆ สะท้อนไปในราคามากแล้ว มูลค่าหุ้นปัจจุบันของ AAV ถูกมาก
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2568 ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39 ล้านรายเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน (ใกล้เคียงกับจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2562 ที่ 39.8 ล้านราย) นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายจำนวนการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ 220 ล้านราย-ครั้ง เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน (สูงกว่าปี 2562 ถึง 127%)
การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวจะช่วยหนุนการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารของ AAV ในปี 2568 เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสถิติการท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศไทยและจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของ AAV (99%) และระหว่างสถิติการท่องเที่ยวภายในประเทศกับผู้โดยสารภายในประเทศของ AAV (89%)
ในขณะที่ AAV ตั้งเป้าหมายผู้โดยสาร 23-24 ล้านรายในปีนี้ เพิ่มขึ้น 10-15% จากปี 2567 โดยคาดการณ์การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารเส้นทางระหว่างประเทศเป็นตัวเลขหลักเดียว และการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารเส้นทางภายในประเทศเป็นตัวเลขสองหลัก บริษัทมีแผนที่จะขยายเส้นทางการบินทางในภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก เส้นทาง 5th-freedom (ผ่านไต้หวันและลาว) และเปิดเส้นทางภายในประเทศใหม่ (ในขณะที่ลดเส้นทางไปจีน เนื่องจากการฟื้นตัวของความต้องการจากจีนยังช้า)
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายการเติบโตของผู้โดยสารของบริษัทสามารถทำได้ ทั้งนี้สัดส่วนของผู้โดยสารจีนต่อจำนวนผู้โดยสารรวมของ AAV อยู่ที่เพียง 11% ในปี 2567 (เทียบกับ 17% ในปี 2562) ในขณะที่สัดส่วนของผู้โดยสารอินเดียอยู่ที่ 6% (เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี 2562)
นอกจากนี้สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะยังไม่รุนแรงในปี 2568 โดยการเติบโตของฝูงบินทั่วทั้งอุตสาหกรรมยังคงช้าตามข้อมูลจาก IATA คาดว่าจะมีการส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ 600 ลำในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าจำนวน 794 ลำ ที่ส่งมอบในปี 2561 การเติบโตของอุปสงค์ที่แข็งแกร่งท่ามกลางการเติบโตของอุปทานที่ช้า จะช่วยให้ราคาตั๋วยังคงแข็งแกร่ง ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าอัตราค่าตั๋วเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 2,014 บาท/เที่ยวในปีนี้ ดังนั้นเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของ AAV ในปี 2568 มีความเป็นไปได้
เมื่อมองไปด้านต้นทุน ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันเครื่องบินในปี 2568 จะลดลงจากปีก่อน โดย AAV จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินคิดเป็นประมาณ 40% ของต้นทุนขายและบริการของบริษัท การวิเคราะห์สถานการณ์ชี้ให้เห็นว่าการปรับลดลงของราคาน้ำมันเครื่องบินทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากสมมติฐานของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะคิดเป็นอัพไซด์ 5% ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ของบล.บัวหลวง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 3.46 บาท อิง P/B ปี 2568 ที่ 3 เท่า จากการดำเนินงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยประเมินแนวโน้มไตรมาส 1/68 ยังดี จากจำนวนผู้โดยสารช่วง 1 ม.ค.-18 ก.พ. 68 โต 7.2% ที่ 3.12 ล้านคน และในปี 2568 ทาง ททท. ตั้งเป้าให้ได้นักท่องเที่ยวสูงกว่าก่อนโควิด-19 เล็กน้อย โดยนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวช้าและยังไม่กลับมาเท่าปี 2562 ที่ 11 ล้านคน ซึ่งเป็นปีที่นักท่องเที่ยวจีนสูงสุด ทำให้ AAV จัดสรร Capacity ไปจีนน้อยสุด แต่เน้นตลาดในประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด และนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ยังเติบโต รวมถึงการเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่ยังมีความต้องการเปิดเส้นทางบินใหม่ และใช้สิทธิการบินที่ 5 เพิ่มขึ้น
สำหรับเป้าหมายผู้โดยสารที่ AAV วางไว้ที่ 23-24 ล้านราย ฝ่ายวิเคราะห์คาดรายได้เฉลี่ย/ตั๋วที่ 2,026 บาท เพิ่มขึ้น 3% ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง คาดปี 2568 AAV จะมีรายได้ที่ 57,364 ล้านบาท และคาดกำไรปกติ (ไม่รวมค่าเงิน) ที่ 3,485 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% จากปี 2567 ที่มีกำไรปกติ 3,007 ล้านบาท