ฟิลิปปินส์ เตรียมเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ หวังแลกเปลี่ยนลดภาษี 17%
ฟิลิปปินส์ เตรียมเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ หวังแลกเปลี่ยนลดภาษี 17% โดยมีกำหนดการเจรจาหารือ 28 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2568
วันที่ 25 เมษายน 2568 เวลา 11.34 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Cristina Roque รัฐมนตรีการค้าฟิลิปปินส์ ระบุว่า ฟิลิปปินส์เตรียมเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ หวังแลกเปลี่ยนกับการลดภาษี 17% ที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าฟิลิปปินส์
Cristina Roque กล่าวว่า เธอมีกำหนดจะพบปะกับเจ้าหน้าที่ด้านการค้าและพาณิชย์ของสหรัฐระหว่างการเยือนสหรัฐ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม ร่วมกับ Frederick Go ผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ด้านการลงทุนและเศรษฐกิจ
“เราจะพยายามนำเข้าสินค้ามากขึ้น เช่น ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์แช่แข็ง และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ในปริมาณที่สูงขึ้น” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มเติมจะต้องพิจารณาจากความสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน ในภาคเกษตรภายในประเทศด้วย
แม้อัตราภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าฟิลิปปินส์จะต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น เวียดนามและไทย แต่ทางการฟิลิปปินส์ก็ยังต้องการเจรจากับรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอลดอัตราภาษีดังกล่าวในช่วงหยุดเรียกเก็บภาษี 90 วันที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
โรเกระบุว่า เป้าหมายของคณะผู้แทนในการเดินทางครั้งนี้ คือเพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับสหรัฐฯ, เจรจาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฟิลิปปินส์ และผลักดันให้ภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าฟิลิปปินส์ลดลง
“หากภาษีสินค้าของเราต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจด้านราคาในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ” เธอกล่าว
รัฐมนตรีการค้าของฟิลิปปินส์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาลดภาษีสินค้าสหรัฐเพื่อตอบโต้กับมาตรการเก็บภาษีในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าหมาย ขยายการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ โดยใช้ข้อได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซมิคอนดักเตอร์ มะพร้าว และมะม่วง ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น
Ralph Recto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ฟิลิปปินส์อาจขยายส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ สำหรับสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม (garments) ได้ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน บังกลาเทศ เวียดนาม เม็กซิโก และอินเดีย กำลังเผชิญกับภาษีที่สูงขึ้น
อ้างอิง : bloomberg.com