โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ประชามติ” คืออะไร ทำไมประชาชนต้องมีส่วนร่วม

iLaw

อัพเดต 23 ส.ค. 2566 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2566 เวลา 10.12 น.

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนไม่ได้จบลงแค่ออกไปเลือกตั้ง อีกหนึ่งกลไกที่กฎหมายรับรองและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนคือ “การออกเสียงประชามติ” ซึ่งเป็นกระบวนการให้ประชาชนได้ตัดสินใจกำหนดทิศทางด้วยตนเองเฉพาะในประเด็นที่สำคัญ อันจะส่งผลต่อประโยชน์ของประเทศชาติและตัวประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย

ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองเองได้ผ่านกระบวนการทำประชามติ โดยไม่ต้องพึ่ง สส./สว.

ความหมายของ ประชามติ (Referendum) คือ มติของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่แสดงออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง อีกนัยหนึ่งคือ มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินในปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ

การออกเสียงประชามติ เป็นกลไกที่ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (Modern Direct Democracy) โดยปกติ แม้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นหรือปราถนาได้ว่าอยากเห็นการเมืองเป็นแบบใดแต่ในความเป็นจริงภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) ผู้มีอำนาจตัดสินใจท้ายสุดกลับเป็นบรรดานักการเมืองในฐานะผู้แทนราษฎร (สส.)

สส. หรือ พรรคการเมืองที่สังกัดก็ดีอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ในการเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือแก่พรรคซึ่งทำให้การใช้อำนาจเหล่านั้นไม่ตรงกับเจตนาของประชาชนส่วนใหญ่หรือแม้ว่า สส. มีเจตนาบริสุทธิ์ก็ตาม แต่ประชาชนมีส่วนในการเป็นเจ้าของประเทศมีผลได้ผลเสียด้วยต่อการตัดสินใจของพวกเขา ดังนั้น การออกเสียงประชามติ จึงเสมือนเป็นการคืนอำนาจอธิปไตยชั่วคราวให้ประชาชนทั่วไปทุกคนได้ใช้สิทธิออกเสียงชี้ขาดว่าจะให้ความ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ในเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ เช่น การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง

หลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติ ประกอบไปด้วย

  • เรื่องที่จะจัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน โดยไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล
  • ข้อความที่จะขอความเห็นต้องชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถตัดสินใจว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องนั้น ๆ ได้
  • ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทำประชามติได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน
  • ต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
  • ต้องนำผลการออกเสียงประชามติไปดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มาออกเสียงประชามติ

ประชามติ 59 ต้นกำเนิดอำนาจสว.เลือกนายก

การออกเสียงประชามติของประเทศไทย เกิดขึ้นไม่บ่อยนักจนอาจทำให้หลายๆ คนไม่คุ้นชินกับกระบวนการดังกล่าว ล่าสุดกระบวนการประชามติครั้งใหญ่ในไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 เป็นการออกเสียงประชามติเพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งบรรยากาศของการทำประชามติในขณะนั้นมีทั้งปัญหาและอุปสรรคหลายประการจากรัฐบาลทหาร รวมทั้งยังปิดกั้นไม่ให้มีการรณรงค์ของฝั่งผู้ที่ไม่เห็นด้วยร้ายแรงไปจนถึงจับกุมกลุ่มคนดังกล่าว

การออกเสียงประชามติปี 2559 มีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง โดยในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ มีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่

1. การรับรองร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … ทั้งฉบับ”

2. การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ สว. มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

ซึ่งผลปรากฎว่าผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ สว. มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ในขณะที่เสียงส่วนน้อย 10,926,648 คน (41.93%) ไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวนี้

ผลสืบเนื่องจากในอดีตส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับประเด็นดังกล่าว จึงกลายเป็นที่มาทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (สส. + สว.) หรือก็คือให้ สว. มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม การออกเสียงประชามติของประชาชนที่จะสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้นั้น ประชาชนจะต้องได้รับข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วนและถูกต้อง คำถามที่ออกมาเพื่อสอบถามประชาชนนั้นจะต้องมีความชัดเจน และผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ควรจะมีโอกาสในการแสดงออกและรณรงค์อย่างเต็มที่โดยไม่มีการปิดกั้นจากภาครัฐ

ปัจจุบันกฎหมายที่รับรองอำนาจให้มีการจัดทำประชามติ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดูแลจัดการควบคุมให้เป็นไปอย่างสุจริต เสรี เสมอภาคและชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง ระบุกรณีต่างๆ ที่สามารถทำประชามติได้ ดังนี้

  • ประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256
  • ประชามติเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
  • ประชามติตามที่กฎหมายกำหนด
  • ประชามติกรณีที่รัฐสภามีมติเห็นควร
  • ประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบทำประชามติ

ทั้งนี้ การทำประชามติในเรื่องใดก็ตามจะเป็นกรณีที่ทำแล้วส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ไม่ได้

ไม่ได้มีแค่ “ประชามติ” ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยตรงอีกหลายทาง

ในต่างประเทศกระบวนการการออกเสียงประชามติก็ถูกนำมาใช้เพื่อหยั่งเสียงถามความเห็นประชาชน เช่น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอทำประชามติทั้งในประเด็นที่รัฐธรรมนูญกำหนด , เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงคัดค้านกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา ซึ่งในปี 2564 หลังจากที่ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่สามารถผ่านได้เพราะถูกต่อต้านจากฝั่งอนุรักษ์นิยม จึงเป็นเหตุให้ต่อมามีการจัดทำประชามติขึ้น ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการรับรองประชามติจากชาวสวิสเซอร์แลนด์ราว 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่โหวตเห็นชอบให้การสมรสเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ในประเทศไทย กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดทิศทางของประเด็นทางการเมืองไม่ได้มีอยู่แค่การทำประชามติ แต่ยังมีอีกหลายช่องทาง เช่น

  • การเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน โดยประชาชนจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด (ร่างพระราชบัญญัติ ต้องไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อ) เข้าชื่อเพื่อเสนอหรือแก้ไขกฎหมาย
  • การทำประชาพิจารณ์ เป็นกระบวนการที่หน่วยงานรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนริเริ่มกระบวนการอื่นๆ ในการจัดทำโครงการของรัฐ เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการดำเนินนโยบายหรือการออกกฎหมายได้แสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงสนับสนุนหรือคัดค้าน เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐที่จะมีหน้าที่นำทุกความเห็นไปดำเนินการใช้ดุลยพินิจหาสมดุลระหว่างผลประโยชน์และผลเสียของประชาชนที่จะเกิดจากการกระทำของรัฐ

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...