โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้จัก DPO อาชีพใหม่ หลังกฎหมาย PDPA บังคับใช้ เงินเดือน 4-8 หมื่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ต.ค. 2566 เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 05.58 น.

ชวนรู้จักอาชีพเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล DPO-Data Protection Officer ตามกฎหมาย PDPA บังคับองค์กร-ธุรกิจกว่า 20,000 แห่ง ไม่มีตำแหน่งนี้ปรับเป็นล้าน เช็ก องค์กร-หน่วยงาน-ธุรกิจใดบ้างที่ต้องมี DPO เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานอะไร ต้องมีทักษะอย่างไร

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 PDPA บังคับใช้แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีการออกประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2566 ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer : DPO) ตามมาตราที่ 41 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา

ประกาศดังกล่าวทำให้เกิดขยายการบังคับใช้ครอบคลุมองค์กรรัฐ จากเดิมที่มีการออกประกาศ ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 41(2) แห่ง พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2566 ทำให้องค์กรรัฐ-เอกชน รวมแล้วกว่า 20,000 องค์กร ที่ต้องมี เจ้าหน้าที่ DPO ตามกฎหมายหลัก

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล DPO จะมีหน้าที่ตามกฎหมายตามมาตรา 42 ได้แก่ 1.ช่วยในการให้ความรู้และคำปรึกษากับองค์กรเกี่ยวกับ PDPA 2.ตรวจสอบการทำงาน PDPA ขององค์กร 3.ประสานงานเกี่ยวกับการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 4.รักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการทำงานตามกฎหมายนี้

อาชีพ DPO มีมาก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมาย PDPA ในกลุ่มธุรกิจและองค์กรที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บริษัท สายการบิน ที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวผู้เดินทางของผู้คนในยุโรป ที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) หรือประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎหมายลักษณะเดียวกัน

เมื่อสำรวจในตลาดแรงงานพบว่า อาชีพ DPO มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 40,000-80,000 บาทต่อเดือน ตามความสามารถ เนื่องจากบางองค์กรไม่ได้มีแค่ DPO คนเดียวตามกฎหมาย แต่มีการตั้งแผนกขึ้นมาเพื่อทำงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะ

องค์กร-หน่วยงานใดบ้างที่ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล DPO

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีบีซี กรุ๊ป จำกัด (DBC Group) ผู้ให้บริการให้คำปรึกษา สอบทาน ฝึกอบรม ทดสอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า กฎหมายลำดับรองที่ประกาศล่าสุดครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น (อบต. เทศบาล) และองค์กรเอกชนมีการเก็บข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งรวม ๆ จะมีมากกว่า 20,000 องค์กร

“มาตรา 41 ของ พ.ร.บ.PDPA องค์กรที่ต้องมี DPO จะมี 3 กลุ่ม โดยที่กลุ่มที่ 1 คือ หน่วยงานรัฐ กลุ่มที่ 2 คือ หน่วยงานที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ และมีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก และกลุ่มที่ 3 คือ องค์กรที่มีการใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลลักษณะพิเศษตาม มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.PDPA”

ขณะนี้มีการประกาศองค์กรที่ต้องมี DPO ครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ องค์กรที่ไม่มี DPO ตามประกาศ จะมีโทษทางปกครองตามมาตราที่ 52 และมาตราที่ 85 ของ พ.ร.บ.PDPA

“การลงโทษยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากเป็นโทษทางปกครองอาจจะต้องมีการตรวจสอบร้องเรียนก่อน แต่หากมีการพบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ DPO และมีผู้ร้องเรียนจะถูกสั่งปรับทางปกครองกรณีละ 1,000,000 บาท นี่จะเป็นตัวเร่งให้องค์กรต้องมีตำแหน่งนี้”

ดร.อุดมธิปกกล่าวด้วยว่า นอกจากหน่วยงานรัฐแล้ว หน่วยงานอื่นที่ต้องมี DPO เช่น สถานพยาบาล บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย หน่วยงานที่ให้สินเชื่อบุคคลทุกประเภท บริษัทที่มีระบบสมาชิกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทจัดหางาน ห้างสรรพสินค้า บริษัทที่ขายของออนไลน์ หรือให้บริการข้อมูลหรือสารสนเทศในระบบ

อย่างไรก็ตาม องค์กร สามารถแต่งตั้งพนักงานที่มีอยู่เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ DPO ได้ แต่คนนั้นต้องมีความรู้ความสามารถและทำงานคุ้มครองข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพราะหากมีการตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่าไม่มีการจัดการที่ดี คนที่เป็นจำเลยที่ 1 คือ บริษัท จำเลยที่ 2 คือ กรรมการ แล้วถึงเป็นพนักงาน

DPO ต้องมีทักษะอะไรบ้าง

ดร.อุดมธิปกกล่าวว่า ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของ DPO ว่าจะต้องจบอะไร มีความรู้แบบไหน อายุเท่าไร แต่เนื่องจาก DPO จะช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างถูกต้อง จึงควรมีความรู้และความเข้าใจกฎหมาย PDPA

เข้าใจกระบวนการทางธุรกิจว่ามีการเก็บประมวลผล ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล แบบไหนและอย่างไร และต้องมีความเข้าใจระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ตลอดจนสามารถสื่อสารกับบุคคลภายในและภายนอกได้

“DPO จึงไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมายหรือไอที แต่ห้ามมีความขัดแย้งผลประโยชน์ในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ เช่น เป็นผู้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กร หรือ HR แต่มาดูเรื่องการทำ DPO ขององค์กรไม่ได้

ขณะเดียวกัน บางองค์กร DPO ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะมีภารกิจมาก บางธุรกิจที่มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลมาก เช่น การทำแคมเปญการตลาด การยิงโฆษณาที่ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้และยิงข้อเสนอให้ตรงจุด DPO อาจจะต้องเข้าร่วมประชุมทุกครั้งเพื่อช่วยคัดกรองแผนว่าข้อมูลอะไรเก็บได้ อะไรไม่ควรเก็บให้มากเกินไป”

ดังนั้น DPO จึงต้องมีความรู้และทักษะที่เป็นสหวิทยาการ 3 ด้าน +1 คือ เข้าใจกฎหมาย ไอที และธุรกิจ และสื่อสารได้ หลายองค์กรจึงอาจจะตั้ง DPO เป็นตำแหน่งใหม่ หรือใช้บุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยทีมสนับสนุน หรืออาจจะมีหลายคนในรูปแบบคณะทำงาน หรือ Outsource ให้บุคคลหรือองค์กรอื่นดูแล

ปัจจุบันมีการจ้าง DPO เป็นฟรีแลนซ์เพื่อให้คำปรึกษา และสอบทานการเก็บ-ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะกรณี อาจต้องเข้าไปนั่งที่ออฟฟิศ หรือทำในรูปแบบประชุมออนไลน์ก็ได้

SMEs ต้องมี DPO ไหม

ดร.อุดมธิปกกล่าวว่า การประกาศกฎหมายลักษณะนี้ผลกระทบจะเกิดกับธุรกิจที่ไม่ใหญ่ ไม่มีเงินจ้างพนักงานเพิ่ม หรือเพิ่มต้นทุน แต่เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขที่ว่า องค์กรที่ต้องมี DPO คือ

  • หน่วยงานรัฐ
  • หน่วยงานที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ และมีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก
  • องค์กรที่มีการใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลลักษณะพิเศษ (คลินิก สถานพยาบาล สถานบำบัดยาเสพติด)

โดยองค์กร SMEs ส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าข่าย แต่อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าของธุรกิจจะจัดจ้างคนเข้ามาทำงาน SMEs จะหาคนยากกว่า ดังนั้นหากพนักงานรุ่นใหม่ ๆ ทุกคนมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามาร่วมงาน จะเกิดข้อได้เปรียบเมื่อต้องทำธุรกิจกับต่างชาติที่มีเช็กลิสต์ตรวจสอบมาตรฐานของคู่ค้า

แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเช่าโกดัง ที่ไม่เกี่ยวกับบุคคลเลย แต่หากมีคู่ค้าที่เป็นบริษัทยุโรป หรือญี่ปุ่น ที่เขามีมาตรฐานเรื่องนี้ เขาจะเพิ่มเข้าไปในเช็กลิสต์ ทำให้ธุรกิจ SMEs ที่มีคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำระบบเก็บ-ใช้-คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะถือว่าอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...