เมนูอินโดนีเซีย: เครื่องมือทางการเมืองและการทูตบนโต๊ะอาหาร
วันที่ 20 ตุลาคม 2024 อินโดนีเซียจะมีประธานาธิบดีคนใหม่นามว่าปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) อดีตนายทหารและอดีตบุตรเขยของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ปราโบโว ผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง และครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่เขาประสบความสำเร็จ
ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวรายงานว่าปราโบโวจะมีนัดพบกับเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี (Megawati Sukarnoputri) หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียเพื่อการต่อสู้ (Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan) หรือ PDIP ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาถือว่าเป็นคู่แข่งกัน เนื่องจากพรรค PDIP ส่งกันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
มีการคาดการณ์ว่าการพบปะจะเกิดขึ้นราวกลางเดือนตุลาคม ก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของปราโบโว ส่วนเรื่องที่จะพูดคุยกันคือเรื่องการดึงพรรค PDIP ร่วมรัฐบาล ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลของปราโบโวจะไม่มีพรรคฝ่ายค้านเลย เนื่องจากพรรคอื่นๆ ที่เคยแสดงท่าทีว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับปราโบโวก่อนการเลือกตั้งได้เปลี่ยนจุดยืนและข้ามขั้วมาร่วมรัฐบาลกันหมด และหากพรรค PDIP เข้าร่วมด้วย รัฐบาลของปราโบโวจะมีเสถียรภาพสูงมาก แต่จะขาดการถ่วงดุลอำนาจในสภาและอาจเปิดเส้นทางสู่เผด็จการรัฐสภาได้
ปราโบโว เมกาวาตี และนาซีโกเร็ง (nasi goreng)
การพบกันของผู้นำทั้งสองจึงเป็นที่จับตาของประชาชนเพราะจะส่งผลต่อชะตากรรมของชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงและเฝ้าคอยไม่น้อยหน้ากัน คือสำรับอาหารสำหรับผู้นำทั้งสองในการพบกันครั้งนี้ ปวน มหารานี (Puan Maharani) ประธานสภาผู้นำพรรค PDIP ส่วนกลางและบุตรีของเมกาวาตีเผยว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่เมนูอาหารจะเป็น ‘นาซีโกเร็ง’ หรือข้าวผัดอาหารโปรดของปราโบโว
เรื่องข้าวผัดนี้มีที่มายาวนานในความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังระหว่างเมกาวาตีกับปราโบโว เมกาวาตีเคยทำนาซีโกเร็งให้ปราโบโวกินเมื่อตอนที่ทั้งคู่นัดพบปะกันที่บ้านของเมกาวาตีที่ถนนเตอกู อูมาร์ (Teuku Umar) ย่านจาการ์ตากลาง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2019 และปราโบโวได้กล่าวชมนาซีโกเร็งฝีมือเมกาตีว่าอร่อยมาก ซึ่งเขาชอบมากถึงขนาดขอเบิ้ลจานที่ 2 ว่ากันว่าจากการพบกันดังกล่าวทำให้ปราโบโวตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับโจโก วีโดโด (Joko Widodo) ในสมัยที่ 2 ข้าวผัดจึงเหมือนเป็นเมนูกระชับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การที่เมนูนาซีโกเร็งถูกหยิบยกมากล่าวถึงในช่วงเวลาก่อนที่จะมีนัดหมายระหว่างเมกาวาตีกับปราโบโวจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา
ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาซีโกเร็งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง สมัยประธานาธิบดีซูการ์โนเคยสั่งให้บุตรสาวคือเมกาวาตีทำนาซีโกเร็งเลี้ยงผู้ประท้วงเพื่อให้การเจรจากับผู้ประท้วงดำเนินไปอย่างราบรื่น และก่อนหน้าปราโบโว ผู้ที่เคยลิ้มรสฝีมือนาซีโกเร็งมาก่อนคืออดีตประธานาธิบดีคนที่ 4 ของอินโดนีเซีย อับดูร์ระห์มาน วาฮิด (Abdurrahman Wahid) เมื่อครั้งเขาไปเยือนบ้านเมกาวาตี จากที่ก่อนนั้นทั้งคู่เคยมีเรื่องบาดหมางทางการเมืองกันมาก่อน อดีตประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (Susilo Bambang Yudhoyono) ก็เลยจัดสำรับนาซีโกเร็งสำหรับปราโบโว เมื่อคราวที่ปราโบโวไปเยือนบ้านพักของยูโดโยโนเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2017 โดยผลสรุปจากการพบปะ คือปราโบโวตกลงจะทำงานร่วมกับยูโดโยโน ยิ่งไปกว่านั้น นาซีโกเร็งยังถูกเสิร์ฟในงานระดับเวทีประชุมนานาชาติบ่อยครั้งด้วย เรียกได้ว่านาซีโกเร็งเป็นอาหารการเมืองที่แท้จริง
นาซีโกเร็งเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติของอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่จำกัดชนชั้น ใครๆ ก็กินได้ รสชาติเข้ากับลิ้นชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ หาได้ทั่วไปตั้งแต่ตามข้างถนน รถเข็น ห้างสรรพสินค้า ไปจนโรงแรมห้าดาว ความพิเศษของนาซีโกเร็งคือการใส่เกอจัป มานิส (kecap manis) หรือซอสดำรสชาติหวานซึ่งเป็นเครื่องปรุงประจำชาติของชาวอินโดนีเซีย ทั้งนี้ นาซีโกเร็งมักจะกินคู่กับไข่ดาว ข้าวเกรียบ โรยด้วยหอมเจียว และผักเครื่องเคียงประเภทอาจาดหรือผักอื่นๆ
ไม่ใช่แค่นาซีโกเร็งเท่านั้นที่กลายเป็นเมนูการเมือง ยังมีอาหารอินโดนีเซียอื่นๆ อีกมากมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อกลางทางการเมืองและการทูตทั้งในและนอกประเทศ
อาหารกับการเมือง
ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด เป็นหนึ่งในผู้นำที่คุ้นเคยกับการทูตอาหารเป็นอย่างดี ตั้งแต่สมัยเขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองโซโล เขาได้เลี้ยงอาหารกลางวันผู้ค้าหาบเร่แผงลอยเป็นร้อยคนถึง 54 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเขาได้เผยถึงความต้องการของเขา คือให้ผู้ค้าหาบเร่ย้ายแผงลอยไปค้าขายในสถานที่ใหม่ ซึ่งการเจรจาต่อรองประสบผลสำเร็จด้วยดี ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยยอมย้ายไปที่ใหม่ หากปราศจากอาหารกลางวันก็ไม่แน่ว่าการเจรจาจะบรรลุผลด้วยดีหรือไม่
ช่วงปลายปี 2016 โจโก วีโดโดใช้อาหารเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) อีกครั้ง เขานัดหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นรายคนในห้วงเวลาและเมนูอาหารที่ต่างกัน โจโก วีโดโดเชิญปราโบโวมาพบในวันที่ 17 พฤศจิกายน โดยอาหารที่จัดเลี้ยงปราโบโวคือปลาเผา หลังจากนั้นก็นัดพบเมกาวาตีในวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยเมนูคือกุ้งทอด ตามด้วยซูร์ยา ปาโละฮ์ (Surya Paloh) หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (Partai Demokrat) ด้วยเมนูโจ๊ก หมี่อาเจะห์ (Mie Aceh) กล้วยต้ม ถัดมาคือมูฮัมหมัด โรมาฮูร์มูซีย์ (Muhammad Romahurmuziy) หัวหน้าพรรคสหพัฒนาการ (Partai Persatuan Pembangunan) ด้วยเมนูปลาเผาและโจโต มากัสซาร์ (coto Makassar) หรือซุปของมากัสซาร์ และเซตียา โนฟันโต (Setya Novanto) หัวหน้าพรรคกอลคาร์ (Partai Golkar) ด้วยเมนูเต็มเป้ทอดและผัดต่างๆ เป็นของกินเล่นเพราะนัดพบช่วงเวลาบ่าย
ในระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน โจโก วีโดโดพูดคุยถึงปัญหาทางการเมืองและยืนยันว่าวาระทางการเมืองของประเทศสอดคล้องกับภารกิจของรัฐบาล การพบปะกันเป็นเหมือนการหาพันธมิตรและความมั่นใจว่ายังได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ
ช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2023 โจโก วีโดโดนัดพบกับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้ง 3 คนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2023 และเมนูอาหารในการพบปะกันคือโซโต ลามองัน (soto lamongan) ไก่อบ เนื้อพริกไทยดำ เป็ดย่าง ปลาหมึกทอด กุ้งทอดไข่เค็ม และเนื้อผัดผัก แม้ว่าในระหว่างการมื้ออาหารไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง มีแต่การพูดคุยกันเรื่องข้าวปลาอาหารทั่วไป แต่ในฐานะที่ทั้งสามคนเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงอบอวลไปด้วยการเมือง หลังจากมื้ออาหารนั้น ปราโบโวได้โพสต์ในอิสตาแกรมของเขาว่า “ขอบคุณท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย @Jokowi สำหรับคำเชิญรับประทานอาหารกลางวัน ผม Mas (พี่) @Ganjar_pranowo และ Mas (พี่) @Aniesbaswedan เห็นพ้องกันว่าการต้อนรับการเลือกตั้งในอนาคตจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่สบาย สามัคคี และเบิกบาน”
ในขณะเดียวกัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสามต่างฉวยใช้อาหารมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการหาเสียง อานีส บัสเวดัน (Anies Baswedan) โชว์สกิลการชงกาแฟชักให้ผู้สนับสนุนชม ปราโบโวโชว์กินเบอร์เกอร์คิงเพื่อเอาใจฐานเสียงที่เป็นวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ ส่วนกันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครจากพรรค PDIP โชว์ทำนาซีจากุง (nasi jagung) หรือข้าวข้าวโพดซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารเฉพาะของอินโดนีเซียโดยใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งนี้ ข้าวข้าวโพดใช้กินพร้อมกับข้าวเหมือนกับข้าวขาวทั่วไป
ในสมัยยุคระเบียบใหม่ ประธานาธิบดีซูฮาร์โตใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการแสดงถึงอำนาจ ภายใต้การปกครองของเขา เขากำหนดให้ชาวอินโดนีเซียต้องบริโภคข้าวเป็นหลัก โดยเฉพาะในเขตอินโดนีเซียตะวันออก ซึ่งชาวอินโดนีเซียตะวันออกบริโภคข้าวโพดและสาคูมาแต่ดั้งเดิม นโยบายเช่นนี้เป็นไปเพื่อเน้นย้ำว่าอำนาจของเขาในฐานะประธานาธิบดีมีเหนือประชาชนลงไปยันบ้านและจานอาหารของพวกเขา ส่วนอดีตบุตรเขยของซูฮาร์โต ปราโบโวได้ชูนโยบายอาหารกลางวันที่มีโภชนาการฟรีสำหรับนักเรียนในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี และเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับเสียงตอบรับทั้งในเชิงบวกและลบ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาคว้าชัยในการเลือกตั้ง
ย้อนไปไกลกว่านั้น สมัยซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียก็มีดำริอยากให้มีตำราอาหารแห่งชาติเล่มแรกของประเทศ จึงสั่งการแก่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร อาซิส ซาเละห์ (Aziz Saleh) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1960 หลังจากนั้นทีมงานเรียบเรียงใช้เวลาราว 7 ปี จึงได้ตำราอาหารเล่มหนากว่า 1,200 หน้าชื่อ Mustika Rasa: Resep Masakan Indonesia Warisan Sukarno (มุสตีกา ราสา: สูตรอาหารอินโดนีเซียมรดกซูการ์โน) ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1967 ช่วงท้ายๆ ของซูการ์โนในตำแหน่งประธานาธิบดี อีกไม่กี่วันต่อมาคือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซูการ์โนได้มอบอำนาจประธานาธิบดีให้แก่ซูฮาร์โต
เหตุผลที่ทำให้ซูการ์โนคิดว่าอินโดนีเซียจำเป็นต้องมีตำราอาหารแห่งชาติมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่
1) ซูการ์โนเห็นว่าอาหารเป็นอัตลักษณ์ของชาติที่เป็นรูปธรรม ในตำราที่รวบรวมขึ้นนั้นประกอบไปด้วยอาหารราว 1,600 ชนิดจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในอินโดนีเซีย การรวบรวมเมนูอาหารดังกล่าวทำให้เกิดความภาคภูมิใจของคนในชาติว่าอินโดนีเซียเป็นชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยรสชาติอาหารที่หลากหลาย
2) ตำราอาหารเล่มนี้เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของซูการ์โนในการรับมือกับวิกฤตอาหารในช่วงทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ณ ช่วงเวลานั้น สื่อทั้งในและนอกประเทศนำเสนอข่าววิกฤตอาหารในอินโดนีเซียว่าเป็นผลจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาล การนำเสนอภาพความหิวโหยในประเทศที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ย่อมทำให้ศักดิ์ศรีของผู้นำเสื่อมเสีย ดังนั้น หนึ่งในยุทธวิธีการรับมือกับปัญหาของซูการ์โนคือการตีพิมพ์ตำราอาหารแห่งชาติ
3) ซูการ์โนต้องการปลูกฝังความรู้เรื่องความหลากหลายของอาหารสู่ประชาชนชาวอินโดนีเซีย
การทูตทางอาหาร
คำว่า ‘การทูตทางอาหาร’ (Culinary diplomacy, gastrodiplomacy, food diplomacy) เป็นรูปแบบหนึ่งของการทูตวัฒนธรรม คำนี้เริ่มถูกใช้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 โดยพอล ร็อกคาวเวอร์ (Paul Rockower) เสนอว่าแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดว่าวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเอาชนะใจและความคิดของคน คือการเอาชนะผ่านทางท้อง (อาหาร) การทูตทางอาหารเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมโดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน นอกจากนี้ การทูตทางอาหารยังช่วยส่งเสริมสินค้าของชาติให้เป็นที่นิยมและรู้จักในระดับโลก
อาหารทำให้คนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่ทำให้ประเทศอื่นประทับใจในอาหาร เกิดความร่วมมือระหว่างกัน ไปจนถึงการลดความขัดแย้งระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีอาหารก็เป็นตัวจุดประกายความขัดแย้งได้เหมือนกัน เช่น การแย่งหรืออ้างความเป็นเจ้าของอาหารระหว่างชาติที่มีความใกล้เคียงหรือความร่วมทางวัฒนธรรม
อาหารยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตีสนิททำให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้อีกด้วย ในสุนทรพจน์ของบารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 เมื่อตอนมาเยือนจาการ์ตาเมื่อปี 2017 ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวถึงอาหารท้องถิ่น เช่น สะเต๊ะและบักโซ (bakso) หรือลูกชิ้น โอบามาเคยใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กระหว่างอายุ 6-10 ปีที่อินโดนีเซีย สุนทรพจน์ดังกล่าวทำให้ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ประทับใจโอบามาจนมองข้ามนโยบายและความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับอินโดนีเซียในสมัยของโอบามา
อาหารไม่ใช่แค่เพียงเรื่องปากท้องหรือสิ่งที่มนุษย์และสรรพสัตว์บริโภคเพื่อให้มีชีวิตรอดและมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ เท่านั้น หากแต่อาหารสามารถกลายเป็นเครื่องมือ วัตถุดิบหรือเครื่องปรุงทางการเมือง แฝงไปด้วยนัยและสัญญะตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ในขณะเดียวกันอำนาจและการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้งและพรรคการเมืองเท่านั้น หากปรากฏตามที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหาร
ข้อมูลประกอบการเขียน
A, Fadhlan. “Memaknai Kembali Politik Budaya Kuliner di Indonesia.” Kumparan, 14 June 2022, https://kumparan.com/fadhlanaminullah3/memaknai-kembali-politik-budaya-kuliner-di-indonesia-1yGiJmwEj2f
Brillian, Albert. “Kuliner sebagai Media Politik Indonesia and Luar Negeri.” GoodNewsfromIndonesia, 21 June 2023, https://www.goodnewsfromindonesia.id/2023/06/21/kuliner-sebagai-media-politik-indonesia-dan-luar-negeri
Ginanjar, Dhimas. “‘Rasa Politik’ Kuliner Indonesia.” Jawapos, 11 July 2022, https://www.jawapos.com/nasional/01396243/rasa-politik-kuliner-indonesia
Lubabah, Raynaldo Ghiffari. “Kisah Nasi Goreng Ala Megawati yang Bikin Dua Presiden RI Ketagihan.” Merdeka, 3 October 2024, https://www.merdeka.com/politik/kisah-nasi-goreng-ala-megawati-yang-bikin-dua-presiden-ri-ketagihan-208596-mvk.html?page=4
Nygraheny, Dian Erika and Santosa, Bagus. “Jamu Para Capres di Istana, Jokowi Suguhkan Soto Lamongan hingga Bebek Panggan.” Kompas, 30 October 2023, https://nasional.kompas.com/read/2023/10/30/13283571/jamu-para-capres-di-istana-jokowi-suguhkan-soto-lamongan-hingga-bebek
Pratama, Aprilianto Satria. “Makanan sebagai Alat Politik.” Kompas, 2 February 2024, https://nasional.kompas.com/read/2024/02/02/12320271/makanan-sebagai-alat-politik?page=all
Sofyan, Hanif. “Lebih Enak Mana, Makanan Politik, Apa politik Makanan?.” Kompasiana, 11 March 2022, https://www.kompasiana.com/www.acehdigest.com/62091af8bb44867839328272/diplomasi-juhu-singkah-dan-cincane
Tjitra, Andry Triyanto. “Menu Nasi Goreng di Tengah Wacana Pertemuan Megawati – Prabowo.” Tempo, 4 October 2024, https://nasional.tempo.co/read/1924456/menu-nasi-goreng-di-tengah-wacana-pertemuan-megawati-prabowo
Wibisono, Nuran. “Politik Kuliner dan Diplomasi di Atas Meja Makan.”Tirto, 24 November 2016, https://tirto.id/politik-kuliner-dan-diplomasi-di-atas-meja-makan-b5yy