โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จีนกำลังเร่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะหลายแห่ง แต่ประชาชนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย

Khaosod

อัพเดต 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15.22 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15.22 น.

จีนกำลังเร่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะหลายแห่ง แต่ประชาชนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย – BBCไทย

30 ปีก่อน นครเซินเจิ้นของจีนเคยเป็นหมู่บ้านประมงที่มีทุ่งนาล้อมรอบ

จากนั้นแผนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีนจึงเริ่มขึ้น เพื่อเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ จากชนบทที่เงียบสงบกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานและห้างร้านของเอกชน ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นเมืองอย่างเต็มตัว

ตอนนี้เซินเจิ้นมีประชากร 12 ล้านคน เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง หรือ แม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta)

เซินเจิ้น พัฒนากลายเป็นเมืองแห่งโลกอนาคตภายในเวลาเพียง 30 ปี

จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีความทะเยอะทะยานสูงสุดในโลกในการสร้างเมืองอัจฉริยะ แต่มีหลายคนตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้ในเมืองอัจฉริยะเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองหรือเพื่อสอดแนมพฤติกรรมของผู้คนกันแน่

เมืองสะอาด

ปัจจุบันประชากรจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองมีมากกว่า 58% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 1980 และคาดว่าในปี 2050 ประชากรจีนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองจะเพิ่มขึ้นอีก 292 ล้านคน

ทางการจีนระบุว่า ประเทศจีนมีเมืองอยู่ทั้งหมด 662 เมือง ในจำนวนนี้กว่า 160 เมืองมีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป

ในงานนิทรรศการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities Expo) ที่จัดขึ้นในนครบาร์เซโลนาของสเปนเมื่อไม่นานนี้ นิทรรศการของนครเซินเจิ้นเป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในงาน

เทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างกว้่างขวางในนครเซินเจิ้น โดยเฉพาะในการจัดการจราจรและการบรรเทาความแออัด

เจียง เว่ย ตง ผู้จัดการทั่วไปของคณะผู้แทนจากเมืองเซินเจิ้นอธิบายให้บีบีซีฟังว่าเมืองของเขาใช้เทคโนโลยีทำอะไรบ้าง

เขาบอกว่าเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในการ “จัดการมลพิษ” ซึ่งผลให้เซินเจิ้นเป็น “เมืองที่สะอาดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ”

เซินเจิ้นเป็นเมืองแรกในจีนที่รถบัสและแท็กซี่ทุกคันบนท้องถนนใช้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากเทคโนโลยีจะทำให้มีระบบขนส่งอัจฉริยะในเมืองแล้ว ยังทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยระบบดูแลสุขภาพอัจฉริยะอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้คนจากมณฑลที่อยู่ห่างไกลที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ เข้าถึงประวัติสุขภาพของตัวเองได้ในทันที

แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องระบบความปลอดภัย ดูเขาไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้นัก

“เราคุ้นเคยแต่กับเทคโนโลยีด้านการจราจร นครเซินเจิ้นไม่มีการสอดส่องพฤติกรรมพลเมือง” เขากล่าว

แต่ในงานนิทรรศการอีกแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นในนครเซินเจิ้น มีการเชิญชวนให้ประชาชนจับตาจับตาดูการใช้เทคโนโลยีสอดแนมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานีฝูเถียนของเซินเจิ้นกำลังจัดงาน อายส์ ออฟ เดอะ ซิตี้ (Eyes of the City) นิทรรศการที่ทำให้เกิดคำถามว่า “ชีวิตของผู้คนและภูมิทัศน์ของเมืองจะเป็นอย่างไรเมื่อมีอุปกรณ์สอดส่องต่าง ๆ ติดตั้งอยู่ทั่วไปหมด”

ผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้รวมถึง ระบบจดจำใบหน้า ซึ่งผู้เข้าชมนิทรรศการสามารถเลือกที่จะไม่ให้ถูกจดจำใบหน้าได้ด้วยการสวมหน้ากากชนิดพิเศษ และยังมีการสาธิตการวิเคราะห์การแสดงออกทางอารมณ์ของพนักงานเก็บตั๋วด้วย

คาร์โล รัตติ ภัณฑารักษ์ กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายหลักของนิทรรศการอายส์ ออฟ เดอะ ซิตี้ ก็คือกระตุ้นให้ประชาชนแสดงจุดยืนของตัวเองในเรื่องนี้ เพราะการเพิกเฉยจะทำให้เราตกอยู่ในอันตราย”

เก็บข้อมูล

จีนกำลังสร้างเมืองใหม่หลายแห่งในอัตราที่รวดเร็วมาก มีแผนการสร้างกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ 19 แห่ง และซูเปอร์ซิตี้แห่งแรกของโลกที่มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 40 ล้านคน

การพัฒนาเมืองระดับมหึมาขนาดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพขั้นสูงสุดในทุกมิติ ต้องมีการควบคุมการจราจรเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดยาวนานทั้งสัปดาห์ และการขนส่งจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาส่งผลกระทบต่อผู้คนในเมือง

แต่พลเมืองเองก็จำเป็นต้องมีคุณภาพมากขึ้นด้วย การทิ้งขยะไม่เป็นที่ การเปิดเพลงเสียงดังเกินไปบนรถไฟ การฝ่าไฟแดงข้ามถนน เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ความประมาทเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาสำคัญในเมืองต่าง ๆ

ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา มีการนำระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม (social credit system) มาใช้ ซึ่งเป็นการให้รางวัลพลเมืองที่มีพฤติกรรมดีและลงโทษคนที่มีพฤติกรรมแย่ โดยในเดือน มี.ค. ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวที่หลายล้านคนถูกลงโทษด้วยการห้ามใช้บริการเครื่องบินหรือรถไฟเนื่องจากมีความประพฤติแย่ เช่น แอบใช้ตั๋วที่หมดอายุแล้วหรือสูบบุหรี่บนรถไฟ

ข้อมูลความน่าเชื่อถือทางสังคม ทำให้คนจำนวนมากถูกห้ามใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ชาร์ลส์ รีด แอนเดอร์สัน ที่ปรึกษาเมืองอัจฉริยะหลายแห่ง กล่าวว่า “ในจีน การทดลองให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมน่าทึ่งมาก แต่ผมดีใจที่ผมไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับระบบนี้”

ปัจจุบัน ยังไม่มีระบบการให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมที่เป็นระบบเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งจะใช้ระบบนี้ในแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งอาจจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายแอนเดอร์สันเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางเยือนเมืองแห่งหนึ่งของจีนช่วงไม่นานนี้

“เขาไปถึงโรงแรมแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ลืม [โทรศัพท์ไว้บนแท็กซี่] ดังนั้น ทางโรงแรมจึงพาเขาไปสถานีตำรวจ” เขาเล่า

“ตำรวจดึงข้อมูลเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว แต่ไม่พบภาพถ่ายจราจร พวกเขาจึงพาเขาไปอีกแผนกหนึ่งที่อยู่ห่างไป 2-3 ช่วงถนน พวกเขาสามารถแกะรอยแท็กซี่คันนั้นในเวลานั้นได้เลย และโทรหาคนขับรถขอให้นำโทรศัพท์มาส่งคืน”

“ภายใน 2 ชั่วโมง เขาก็ได้โทรศัพท์กลับคืนมา”

“คนขับรถแท็กซี่อาจจะกังวลว่า ถ้าเขาไม่คืนโทรศัพท์ เขาจะต้องได้คะแนนติดลบแน่”

นายแอนเดอร์สันกล่าวว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบนี้อย่างมาก แต่สำหรับพลเมืองชาวจีนที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกจับตามองจากรัฐ อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก

“ผมไม่ได้สนับสนุน 100% มันอาจจะทำให้เกิดผลดีบางอย่างขึ้น แต่ถ้าเริ่มมีการใช้งานมันในทางที่ผิด ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่” เขากล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า กำลังมีการใช้งานระบบให้คะแนนความน่าเชื่อถือในภูมิภาคซินเจียง ซึ่งมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ระบบนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชั่นที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนใช้งาน

สมองของเมือง

รัฐบาลกำลังได้รับข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากอุปกรณ์ตรวจจับและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ทั่วเมือง

แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่อเมืองต่าง ๆ ต้องรับมือกับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนยักษ์ใหญ่อย่าง อาลีบาบา (Alibaba) และเท็นเซ็นต์ (Tencent) ซึ่งมีฐานข้อมูลมหาศาลของพลเมือง

อาลีบาบามีสำนักงานใหญ่ในเมืองหังโจวทางตะวันออกของจีน ได้ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า สมองของเมือง (City Brain) ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องต่าง ๆ และตำแหน่งพิกัดของรถยนต์และรถบัส และมันยังถูกใช้เพื่อควบคุมสัญญาณไฟจราจรมากกว่า 1,000 แห่งเพื่อไม่ให้เกิดการจราจรติดขัด

อาลีบาบาอ้างว่าได้ช่วยทำให้การจราจรของผู้คนในเมืองซึ่งมีประชากร 7 ล้านคนดีขึ้น จากที่เคยติดอันดับเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดลำดับที่ 5 ในจีน ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 57 แล้ว

ตอนนี้ทางการกำลังส่งมอบที่ดินในเมืองต่าง ๆ ให้แก่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง

รัฐบาลเซินเจิ้นเพิ่งมอบที่ดินที่เกิดจากการถมทะเลขนาด 809 ตารางเมตรให้แก่เท็นเซ็นต์ เพื่อให้ทางบริษัทก่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เมืองอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

เมืองในประเทศตะวันตกหลายแห่งกำลังติดต่อกับบริษัทของจีนเพิ่มมากขึ้น

สมาชิกสภาในเมืองดาร์วินของออสเตรเลียหลายคน เดินทางไปจีนเพื่อหารือกับหัวเว่ย และชมเทคโนโลยีของทางบริษัทในนครเซินเจิ้น หัวเว่ยใช้โครงการมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 300 ล้านบาท ในการติดตั้ง ไฟแอลอีดีอัจฉริยะ 900 ดวง, อุปกรณ์ตรวจจับด้านสิ่งแวดล้อม 24 ตัว และเครือข่ายกล้องวงจรปิดอีก 138 ตัว

นายกเทศมนตรีคอน วัตสกาลิส ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเมืองดาร์วินกำลังจะใช้งานระบบให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมของตัวเองด้วย เขากล่าวกับเอบีซีนิวส์ว่า “ไม่มีการจดจำใบหน้า…และกล้องของเราไม่สามารถบอกได้ว่าคุณคือใครหรือทำงานอะไร”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...