โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คันจิเข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อไร? ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นมีตัวอักษรใช้หรือไม่?

conomi

อัพเดต 18 ต.ค. 2567 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • conomi.co

เริ่มแรกภาษาญี่ปุ่นยังไม่มีตัวอักษร ตัวอักษรถูกสร้างขึ้นในภายหลังเพื่อใช้ในการเขียนบันทึกภาษา และไม่ใช่แค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ทุกภาษาล้วนก็ไม่ได้มีตัวอักษรมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน มีทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับจำนวนภาษาที่ปรากฎอยู่บนโลกในปัจจุบัน โดยประมาณไว้ตั้งแต่ 3,000 – 8,000 ภาษา ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ใช้ในการนับ แต่ไม่ว่าจะนับแบบใดเราก็จะเห็นได้ว่าบนโลกเรามีจำนวนภาษาอยู่ค่อนข้างมาก แต่มีเพียงราว 400 ภาษาที่มีตัวอักษร!

แล้วภาษาจะมีตัวอักษรขึ้นมาได้อย่างไร ? การกำเนิดตัวอักษรสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีคือ การสร้างตัวอักษรขึ้นมาใหม่เอง และการยืมตัวอักษรจากภาษาอื่นมาใช้ ซึ่งหลาย ๆ ภาษาที่มีตัวอักษรในปัจจุบันก็เริ่มมาจากการยืมตัวอักษรจากภาษาอื่น ในกรณีของภาษาญี่ปุ่น เริ่มต้นด้วยการยืมตัวอักษรจากภาษาอื่นมาใช้ซึ่งก็คืออักษรจีน โดยจะเรียกว่า “คันจิ”

นอกเหนือจากการใช้คันจิแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังสร้างตัวอักษรฮิรางานะและคาตาคานะโดยมีพื้นฐานมาจากคันจิอีกด้วย ทำให้ในภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่ใช้ทั้งคันจิและอักษรคานะผสมกันในประโยค นับว่าหาได้ยากยิ่งที่จะมีภาษาที่ใช้ตัวอักษร 2-3 ชุดร่วมกันแบบนี้

ศตวรรษที่ 1 : ตราประทับทองคำและเหรียญเงิน

คาดว่าชาวญี่ปุ่นพบการใช้คันจิเป็นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 1 จากตราประทับทองคำ (ขุดพบที่เกาะชิกะจิมะ จังหวัดฟุกุโอกะ) และเหรียญเงิน (ขุดพบที่ซากโบราณสถานชิเกโนดัน จังหวัดนางาซากิ) ทั้งสองสิ่งถูกสร้างขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ตราประทับทองคำมีตัวอักษรเขียนว่า “漢委奴国王” ส่วนเหรียญเงินมีตัวอักษรเขียนว่า “貸泉”

ศตวรรษที่ 5 : ดาบเหล็กและกระจกทองแดง

ประมาณศตวรรษที่ 5 บนดาบเหล็กและกระจกทองแดงที่ผลิตในญี่ปุ่นมีการสลักชื่อคนกับชื่อสถานที่ไว้ด้วยคันจิ อย่างบนดาบเหล็กที่ขุดพบที่อินาริยามะโคะฟุน จังหวัดไซตามะ มีคำจารึกเป็นชื่อคนว่า “乎獲居” (wowake) กับ “意富比垝” (ohohiko) และชื่อสถานที่ว่า “斯鬼” (shiki) นอกจากนี้บนดาบเหล็กที่ขุดพบที่เอตะฟุนายามะโคะฟุน จังหวัดคุมาโมโตะ และกระจกทองแดงที่สืบทอดมาจากศาลเจ้าสุมิดะฮาจิมัน จังหวัดวากายามะ ก็มีการสลักชื่อคนกับชื่อสถานที่เป็นคันจิไว้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การผลิตสิ่งของเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้ที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

ศตวรรษที่ 6-7 : พุทธศาสนา ลัทธิเต๋าและขงจื๊อ

จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 6-7 ญี่ปุ่นเริ่มรับเอาพุทธศาสนา ลัทธิเต๋าและขงจื๊อมาจากจีนแผ่นดินใหญ่และคาบสมุทรเกาหลี แต่การจะเรียนรู้แนวคิดและหลักคำสอนเหล่านี้ จำเป็นต้องมีความสามารถในการอ่านบันทึกต่าง ๆ ที่เขียนด้วยภาษาจีนซะก่อน ทำให้ในศตวรรษที่ 7 เริ่มมีประชากรที่รู้หนังสือ มีความสามารถในการอ่านและเขียนคันจิเพิ่มมากขึ้น รวมถึงผู้ที่กลับมาจากจีนราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง และนักศึกษาวรรณกรรมจีนจากมหาวิทยาลัยหลวงเองก็มีเช่นกัน

สมัยนารา : พระใหญ่ไดบุตสึและการคัดลอกพระสูตร

เมื่อเข้าสู่สมัยนารา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมากดังจะเห็นได้จากการเริ่มก่อสร้างพระใหญ่ไดบุตสึโดยจักรพรรดิโชมุ รวมถึงจัดการคัดลอกพระสูตรจำนวนมากไปด้วย อีกทั้งยังมีการจัดตั้งสำนักคัดลอกพระสูตรที่ดำเนินการโดยรัฐบาล มีเจ้าหน้าที่คัดลอกพระสูตรโดยเฉพาะที่เรียกว่า shakyoushou (写経生) ทำหน้าที่คอยคัดลอกพระสูตรที่เขียนด้วยคันจิ

ปลายศตวรรษที่ 7 ถึงปลายศตวรรษที่ 8 : หนังสือรวมบทกวีมันโยชู

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 7 จนถึงปลายศตวรรษที่ 8 มีการรวบรวมมันโยชู หนังสือรวมบทกวีวากะที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีฉันทลักษณ์แบบ 5-7-5-7-7 บทกวีจะเขียนด้วยคันจิทั้งหมด แต่จะเป็นระบบมังโยงานะ ซึ่งเป็นระบบการเขียนสมัยโบราณที่ใช้ตัวอักษรจีนที่มีเสียงใกล้เคียงเสียงภาษาญี่ปุ่น โดยไม่คำนึงถึงความหมายของอักษรจีนตัวนั้น ตัวอย่างเช่น

余能奈可波 牟奈之伎母乃等 志流等伎子 伊与余麻須万須 加奈之可利家理
(よのなかは むなしきものと しるときし いよよますます かなしかりけり)
(Yononakaha Munashikimonoto Shirutokishi Iyoyomasumasu Kanashikarikeri)

จากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเห็นได้ว่าก่อนที่ชาวญี่ปุ่นจะเริ่มสร้างตัวอักษรฮิรางานะและคาตาคานะขึ้นมา ตัวคันจิมีบทบาทสำคัญอย่างมากหลาย ๆ ด้านในสมัยนาราจนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ยุคสมัยของคันจิ” เลยทีเดียว

สรุปเนื้อหาจาก kotobaken

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...