โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Ranking ความเสี่ยงตลาดหลักของโลก

Finnomena

เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 05.03 น. • MacroView

บทความนี้ จะขอประเมินความเสี่ยงด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความถูกแพงตลาดหุ้นของภูมิภาคหลักของโลก ว่าในปี 2025 ประเทศใดเป็นอย่างไรกันบ้าง เริ่มจากความเสี่ยงด้านการเมือง ขอประเมินในมิติดังกล่าว ดังนี้

ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงการเมืองน้อยที่สุด ผมมองว่า ได้แก่ ยุโรป โดยหลังจากเฟดเดอริก เมอร์ซ เข้ารับตำแหน่งผู้นำเยอรมันเมื่อสัปดาห์ก่อน จะเห็นได้ชัดถึงภาพภายนอกว่าด้วยความเป็นเอกภาพของยุโรปนั้น ถือว่ามีความชัดเจนมากขึ้นเยอะ จากการประชุมพร้อมกันของเมอร์ซ ร่วมกับเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และ เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำอังกฤษ พร้อมกับวลาดิเมียร์ โซเลนสกี้ ผู้นำยูเครน นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มต่างพร้อมใจให้สหภาพยุโรปหรืออียูลงทุนในภาคกลาโหม (ได้ตั้งสินเชื่อเพื่อการนี้ขนาด $1.5 แสนยูโร) และโครงสร้างสาธารณูปโภค รวมถึงรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาโหมเพื่อชดเชยและแทนที่การถอยห่างความช่วยเหลือด้านความมั่นคงต่อภูมิภาคยุโรป ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ได้แก่ เยอรมัน ได้ทลายกฎเกณฑ์ที่เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนด้านการทหารและกลาโหมในภาครัฐบาล ตรงนี้ ส่งผลให้ประเทศที่เป็นเสียงส่วนน้อยที่มักจะคัดค้านนโยบายหลัก ๆ ของอียู อาทิ ฮังการี มีความลำบากที่จะตีรวนมติในการลงคะแนนเสียงวีโต้สำหรับการโหวตนโยบายหลักต่าง ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ กระแสขวาจัดที่ถือว่าลดความเป็นเอกภาพของสหภาพยุโรปนั้น เริ่มจะได้รับความนิยมลดลงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น มารีน เลอแปง หัวหน้าฝ่ายค้านแนวขวาจัดได้ถูกห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองจากศาล และการเลือกตั้งผู้นำโรมาเนียที่ผู้ชนะมีนโยบายหนุนสหภาพยุโรป รวมถึง อีลอน มัสก์ และ เจ ดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกตำหนิอย่างรุนแรงหลังจากพยายามที่จะหนุนกลุ่มขวาจัดในยุโรป สำหรับภูมิภาคอื่น ๆ ปรากฏว่าล้วนมีความเสี่ยงด้านการเมืองอยู่พอสมควร โดยขอเรียงจากเสี่ยงน้อยไปมาก ดังนี้

อินเดีย: ถือว่ายังมีสงครามที่ค่อนข้างดุเดือดกับปากีสถาน ในเขตชายแดนแคชเมียร์ ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายปี โดยแม้ว่าจะสามารถเจรจาสงบศึกไปได้แล้ว ทว่าอาจจะกลับมาปะทุในอนาคตอันใกล้ได้เช่นกัน จีน: ถือว่าเป็นคู่ปรปักษ์หลักในสงครามการค้ากับสหรัฐ ซึ่งทำให้จัดเป็นความเสี่ยงหลักในทางการเมืองของจีน

สหรัฐ: นอกจากสหรัฐเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า ที่ทำให้มีความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังมีความเสี่ยงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จะไล่เจย์ พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

ญี่ปุ่น: นอกจากญี่ปุ่นต้องรับบทหนักจากสงครามการค้ากับทรัมป์แล้ว กระแสความนิยมของพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในประเทศญี่ปุ่น ถือว่าตกต่ำอย่างรุนแรง โดยชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีความจำเป็นในทางการเมืองที่ต้องเจรจากับสหรัฐให้ได้ tariff rate ต่ำที่สุด (ชาวญี่ปุ่นหวังให้ภาษีนำเข้ารถยนต์ให้เป็นศูนย์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการส่งออกรถยนต์ เพื่อให้คะแนนเสียงของพรรคกระเตื้องขึ้นมาจากในตอนนี้

ไทย: ทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลที่ถือว่าอ่อนแอ และผลลัพธ์จากการเจรจาการค้ากับทรัมป์ที่อาจจะไม่ได้อยู่ในประเทศที่จะประกาศลด tariff rate จากสหรัฐ สำหรับในกลุ่มประเทศที่สหรัฐเตรียมจะประกาศออกมาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

หันมาพิจารณาความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและความถูกแพงของตลาดหุ้นกันบ้าง ผมมองลำดับประเทศจากเสี่ยงน้อยไปมาก ดังนี้

อินเดีย: มีความโดดเด่นด้านเศรษฐกิจ โดยถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุดในกลุ่มประเทศหลัก สำหรับในช่วงนี้ อีกทั้งธนาคารกลางอินเดียก็เตรียมจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ออีกในปีนี้ อย่างไรก็ดี ค่า P/E ของตลาดถือว่าสูงที่สุดในบรรดาประเทศหลัก อยู่ที่ 23 เท่ากว่าๆ

ยุโรป: มีความโดดเด่นด้านความถูกแพงของตลาดหุ้น โดยตลาดหุ้นมีค่า P/E ถือว่าต่ำแห่งหนึ่งในบรรดาประเทศหลักที่ 15 เท่ากว่า ๆ สำหรับในมุมเศรษฐกิจ ก็ถือว่าพอใช้ได้ โดยอัตราเงินเฟ้อใกล้จะเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจถือว่าโอกาส recession ต่ำมากแล้ว แม้ทางการจะมีการปรับประมาณการจีดีพีลงจาก 1.3% เหลือ 0.9% สำหรับในปีนี้ส่วนปีหน้า จาก 1.6% เหลือ 1.4% ก็ตามที่สำคัญ ธนาคารกลางยุโรปยังน่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก หลังจากลดไปทั้งสิ้นราว 2% แล้วในช่วงกว่าปีที่ผ่านมา

สหรัฐ: หากพิจารณาจากข้อมูลดิบด้านเศรษฐกิจที่ประกาศออกมา ณ จนถึงตอนนี้ จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไปได้ด้วยดีทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี คาดหมายว่าผลกระทบของภาษีด้านการค้า น่าจะส่งผลในเชิงลบต่อทั้งการเติบโตเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใน 2-3 เดือนถัดไปจากนี้ ทว่าด้วยการเพลามือของทรัมป์ ณ ตรงนี้ น่าจะมีโอกาสสูงพอควรที่เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เกิด recession ด้านความถูกแพงของตลาดหุ้น ถือว่าไม่ถูก โดยมีค่า P/E ของตลาดอยู่ที่ราว 22 เท่า

ญี่ปุ่นและจีน: ในภาพรวม ภาวะเศรษฐกิจของทั้งคู่ ถือว่าพอใช้ได้ ณ ตอนนี้ อาจจะมีจุดที่ต้องจับตาอยู่บ้าง ในส่วนของการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ชะลอตัวลงมาเล็กน้อย นอกจากนี้ แบงก์ชาติญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีนี้ ในขณะที่ในปีนี้ เศรษฐกิจจีนยังน่าจะเติบโตได้เกือบ 5% ทว่าต้องจับตาความซบเซาด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมืองรองอยู่บ้าง

ไทย: ในระยะสั้น น่าจะต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักท่ามกลางความกดดันจากสงครามการค้าของโลก สำหรับในระยะยาว จำเป็นต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้น

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...