โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘มารีเมกโกะ ประเทศไทย’ เตรียมขยายแบรนด์ไปอาเซียน เน้นกลยุทธ์ ครบจบทั้งร้านค้าและคาเฟ่

TODAY

อัพเดต 24 ก.ค. 2566 เวลา 17.43 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2566 เวลา 10.01 น. • workpointTODAY

เตรียมตัวขยายสู่ ‘อาเซียน’ แล้วกับ ‘มารีเมกโกะ ประเทศไทย’ ที่กลุ่มบริษัท ธนจิรา กรุ๊ป ถือครองสิทธิการบริหารภายในประเทศไทยมานับตั้งแต่ปี 2558 และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ภายในปีนี้ หลังจากขยายสาขาในกรุงเทพมหานครมาแล้ว 13 สาขา ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่มีสาขาของมารีเมกโกะมากที่สุดในเอเชีย

‘ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ธนจิรา กรุ๊ป (TAN) เล่าว่า มารีเมกโกะ ประเทศไทย เป็น ‘มารีเมกโกะ’ แห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมื่อหลายปีก่อนเคยมีคนนำไปเปิดที่สิงคโปร์ได้ไม่นานก็ต้องปิด เพราะแนวทางของแบรนด์เน้นงานพิมพ์ลายและของใช้ภายในบ้าน ทำให้ยากจะจับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียน

ตอนที่เริ่มต้นนำ ‘มารีเมกโกะ’ เข้ามาในประเทศไทยจึงเลือกเริ่มต้นจากสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย ตั้งแต่ราคา การใช้งาน และลายพิมพ์ จนสามารถนำกระเป๋า Tote Bag ติดตลาดได้ ก่อนขยายไปสู่สินค้าในกลุ่ม Ready to wear และ Home Decoration ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนไทยมากยิ่งขึ้น

กลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ คือ YWN มาจาก Youth (คนรุ่นใหม่), Women (ผู้หญิง) และ Netizen (ชาวเน็ต) เพราะในปัจจุบันทุกคนติดตามข่าวสารและรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อแบรนด์ขยายสาขาเพิ่มขึ้น จึงสามารถขยายการส่งต่อประสบการณ์ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

สินค้าของมารีเมกโกะที่มียอดขายมากที่สุดในประเทศไทย คือ กลุ่มสินค้า Ready to wear 49% ตามมาด้วยสินค้าในกลุ่ม Bags & Accessories 30% และสินค้ากลุ่ม Home Collection 20% แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ที่สินค้ากลุ่ม Home Collection จะมียอดขายมากที่สุด

ส่วนความท้าทายของมารีเมกโกะในตลาดไทย คือ การหา ‘กลุ่มลูกค้าใหม่’ เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคยังมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีราคาสูง เป็นแบรนด์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น หรือสับสนว่าเป็นแบรนด์แฟชันหรือแบรนด์ของใช้ในบ้านกันแน่ บริษัทจึงพยายามถ่ายทอด ‘มารีเมกโกะ’ ในฐานะไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่ครอบคลุมทุกบริบทในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า กระเป๋า หรือจานชาม

ก่อนหน้านี้ มารีเมกโกะ ประเทศไทย ได้ขยายสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น และขยายสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Website, Live Streaming และ Lazmall แล้ว

ในปีที่ 9 มารีเมกโกะ ประเทศไทย จึงวางกลยุทธ์ ‘เชื่อมโยงการมีประสบการณ์ร่วม’ ฉายภาพการใช้ผลิตภัณฑ์ของใช้และของตกแต่งบ้านจากมารีเมกโกะให้เห็นภาพจริง ผ่านการต่อยอดธุรกิจสู่ไลฟ์สไตล์อาหารและเครื่องดื่ม Marimekko Kafé (มารีเมกโกะ คาเฟ่) ที่แบรนด์มารีเมกโกะทั่วโลกไม่เคยทำมาก่อนและเริ่มต้นที่ไทยเป็นที่แรก เนื่องจากการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย

นอกจาก มารีเมกโกะ แล้ว Cath Kidston (แคท คิดสตัน) ก็เป็นอีกแบรนด์ในเครือบริษัท ธนจิรา กรุ๊ปที่ขยับมาทำไลฟ์สไตล์คาเฟเช่นเดียวกัน เพราะถือเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แบรนด์ ให้ผู้บริโภค และสร้างความยั่งยืน แบรนด์ไม่สามารถทำธุรกิจแบบเน้นซื้อมาขายไปได้ ถ้าไม่เพิ่มเติมคุณค่าให้ผู้บริโภค ผู้บริโภคก็สามารถเลือกซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เพราะมีราคาถูกกว่าได้

ตอนนี้ Marimekko Kafé มีป๊อปอัปสตอร์ 1 แห่งในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และอีก 1 แห่งเต็มรูปแบบในดิ เอ็มโพเรียม ส่วนการขยายสาขาถัดไปเน้นโลเคชันเหมาะสม อยู่ติดกับร้านรีเทลของมารีเมกโกะ

นอกจากนั้น ยังขยายสาขาในรูปแบบ Store format ขนาดเล็กที่ตรงกับโจทย์ของโลเคชัน โดย ‘มารีเมกโกะ’ เตรียมขยายสาขาสู่ ‘เชียงใหม่’ ในพื้นที่เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ในปีนี้

พร้อมๆ กับวางเป้าหมายสเต็ปต่อไปในการบุกสู่ ‘เพื่อนบ้านอาเซียน’ ในเร็วๆ นี้ โดยได้สิทธิในการบริหารมาแล้ว 1 ประเทศ โดยจะเน้นเปิดตัวด้วย Lifestyle format ที่มีรีเทลและคาเฟ่อยู่ร่วมกัน เพราะสามารถให้ความสดใหม่กับลูกค้าได้ มุ่งสู่การขยายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากขึ้นจากปัจจุบัน 4%

‘ธนพงษ์’ อธิบายต่อว่า ปัจจุบัน กลุ่ม ธนจิรา กรุ๊ป มีแบรนด์หลักในเครือ 4 แบรนด์ ได้แก่ Pandora (แพนดาร่า) อันดับ 1 มีสัดส่วนรายได้ 57% Marimekko (มารีเมกโกะ) อันดับ 2 มีสัดส่วนรายได้ 22% และอันดับ 3 และ 4 อย่าง HARNN (หาญ) และ Cath Kidston (แคท คิดสตัน)

ภาพรวมการลงทุนในปี 2566 กลุ่มจะขยายสาขาต่อเนื่อง 6 สาขาจาก4 แบรนด์หลัก ในอนาคตตั้งเป้าจะเพิ่มแบรนด์ในเครือที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คอนเซ็ป เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย และสามารถขยายสเกลได้ ผ่านการควบรวม (M&A) และมีแผนจะนำเข้าแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มพรีเมี่ยมไดนิ่งในช่วงปลายปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...