‘มารีเมกโกะ ประเทศไทย’ เตรียมขยายแบรนด์ไปอาเซียน เน้นกลยุทธ์ ครบจบทั้งร้านค้าและคาเฟ่
เตรียมตัวขยายสู่ ‘อาเซียน’ แล้วกับ ‘มารีเมกโกะ ประเทศไทย’ ที่กลุ่มบริษัท ธนจิรา กรุ๊ป ถือครองสิทธิการบริหารภายในประเทศไทยมานับตั้งแต่ปี 2558 และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ภายในปีนี้ หลังจากขยายสาขาในกรุงเทพมหานครมาแล้ว 13 สาขา ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่มีสาขาของมารีเมกโกะมากที่สุดในเอเชีย
‘ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ธนจิรา กรุ๊ป (TAN) เล่าว่า มารีเมกโกะ ประเทศไทย เป็น ‘มารีเมกโกะ’ แห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมื่อหลายปีก่อนเคยมีคนนำไปเปิดที่สิงคโปร์ได้ไม่นานก็ต้องปิด เพราะแนวทางของแบรนด์เน้นงานพิมพ์ลายและของใช้ภายในบ้าน ทำให้ยากจะจับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียน
ตอนที่เริ่มต้นนำ ‘มารีเมกโกะ’ เข้ามาในประเทศไทยจึงเลือกเริ่มต้นจากสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย ตั้งแต่ราคา การใช้งาน และลายพิมพ์ จนสามารถนำกระเป๋า Tote Bag ติดตลาดได้ ก่อนขยายไปสู่สินค้าในกลุ่ม Ready to wear และ Home Decoration ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนไทยมากยิ่งขึ้น
กลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ คือ YWN มาจาก Youth (คนรุ่นใหม่), Women (ผู้หญิง) และ Netizen (ชาวเน็ต) เพราะในปัจจุบันทุกคนติดตามข่าวสารและรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อแบรนด์ขยายสาขาเพิ่มขึ้น จึงสามารถขยายการส่งต่อประสบการณ์ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
สินค้าของมารีเมกโกะที่มียอดขายมากที่สุดในประเทศไทย คือ กลุ่มสินค้า Ready to wear 49% ตามมาด้วยสินค้าในกลุ่ม Bags & Accessories 30% และสินค้ากลุ่ม Home Collection 20% แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ที่สินค้ากลุ่ม Home Collection จะมียอดขายมากที่สุด
ส่วนความท้าทายของมารีเมกโกะในตลาดไทย คือ การหา ‘กลุ่มลูกค้าใหม่’ เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคยังมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีราคาสูง เป็นแบรนด์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น หรือสับสนว่าเป็นแบรนด์แฟชันหรือแบรนด์ของใช้ในบ้านกันแน่ บริษัทจึงพยายามถ่ายทอด ‘มารีเมกโกะ’ ในฐานะไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่ครอบคลุมทุกบริบทในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า กระเป๋า หรือจานชาม
ก่อนหน้านี้ มารีเมกโกะ ประเทศไทย ได้ขยายสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น และขยายสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Website, Live Streaming และ Lazmall แล้ว
ในปีที่ 9 มารีเมกโกะ ประเทศไทย จึงวางกลยุทธ์ ‘เชื่อมโยงการมีประสบการณ์ร่วม’ ฉายภาพการใช้ผลิตภัณฑ์ของใช้และของตกแต่งบ้านจากมารีเมกโกะให้เห็นภาพจริง ผ่านการต่อยอดธุรกิจสู่ไลฟ์สไตล์อาหารและเครื่องดื่ม Marimekko Kafé (มารีเมกโกะ คาเฟ่) ที่แบรนด์มารีเมกโกะทั่วโลกไม่เคยทำมาก่อนและเริ่มต้นที่ไทยเป็นที่แรก เนื่องจากการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย
นอกจาก มารีเมกโกะ แล้ว Cath Kidston (แคท คิดสตัน) ก็เป็นอีกแบรนด์ในเครือบริษัท ธนจิรา กรุ๊ปที่ขยับมาทำไลฟ์สไตล์คาเฟเช่นเดียวกัน เพราะถือเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แบรนด์ ให้ผู้บริโภค และสร้างความยั่งยืน แบรนด์ไม่สามารถทำธุรกิจแบบเน้นซื้อมาขายไปได้ ถ้าไม่เพิ่มเติมคุณค่าให้ผู้บริโภค ผู้บริโภคก็สามารถเลือกซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เพราะมีราคาถูกกว่าได้
ตอนนี้ Marimekko Kafé มีป๊อปอัปสตอร์ 1 แห่งในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และอีก 1 แห่งเต็มรูปแบบในดิ เอ็มโพเรียม ส่วนการขยายสาขาถัดไปเน้นโลเคชันเหมาะสม อยู่ติดกับร้านรีเทลของมารีเมกโกะ
นอกจากนั้น ยังขยายสาขาในรูปแบบ Store format ขนาดเล็กที่ตรงกับโจทย์ของโลเคชัน โดย ‘มารีเมกโกะ’ เตรียมขยายสาขาสู่ ‘เชียงใหม่’ ในพื้นที่เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ในปีนี้
พร้อมๆ กับวางเป้าหมายสเต็ปต่อไปในการบุกสู่ ‘เพื่อนบ้านอาเซียน’ ในเร็วๆ นี้ โดยได้สิทธิในการบริหารมาแล้ว 1 ประเทศ โดยจะเน้นเปิดตัวด้วย Lifestyle format ที่มีรีเทลและคาเฟ่อยู่ร่วมกัน เพราะสามารถให้ความสดใหม่กับลูกค้าได้ มุ่งสู่การขยายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากขึ้นจากปัจจุบัน 4%
‘ธนพงษ์’ อธิบายต่อว่า ปัจจุบัน กลุ่ม ธนจิรา กรุ๊ป มีแบรนด์หลักในเครือ 4 แบรนด์ ได้แก่ Pandora (แพนดาร่า) อันดับ 1 มีสัดส่วนรายได้ 57% Marimekko (มารีเมกโกะ) อันดับ 2 มีสัดส่วนรายได้ 22% และอันดับ 3 และ 4 อย่าง HARNN (หาญ) และ Cath Kidston (แคท คิดสตัน)
ภาพรวมการลงทุนในปี 2566 กลุ่มจะขยายสาขาต่อเนื่อง 6 สาขาจาก4 แบรนด์หลัก ในอนาคตตั้งเป้าจะเพิ่มแบรนด์ในเครือที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คอนเซ็ป เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย และสามารถขยายสเกลได้ ผ่านการควบรวม (M&A) และมีแผนจะนำเข้าแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มพรีเมี่ยมไดนิ่งในช่วงปลายปีนี้