โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอกลอง สมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ มีไว้ใช้ทำอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ต.ค. 2567 เวลา 07.42 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2566 เวลา 13.40 น.
หอกลองที่หน้าหับเผย เป็นหอก่ออิฐถือปูน 4 ชั้น (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกรมการรักษาดินแดน) ตึกที่เห็นเป็นแถวทางซ้ายมือของหอกลอง คือตึกแถวถนนเจริญกรุง ภาพนี้ถ่ายจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนย (หอนาฬิกา) ในพระบรมมหาราชวัง (ภาพจากหนังสือกรุงเทพฯ ในอดีต)

“หอกลอง” สมัย กรุงศรีอยุธยา ต่อต้นรัตนโกสินทร์ ใช้เป็นสถานที่บอกเวลา ในยุคที่ยังไม่มี “นาฬิกา” ใช้ ทั้งยังใช้เป็นที่เตือนภัยได้อีกด้วย

“ที่ตะแลงแกงนั้น มีหอกลองมีซุ้มหอทาสีแดง หอกลองนั้น 3 ชั้นสูง 1 เส้น 10 วา แลชั้นยอดนั้นคอยดูข้าศึกศัตรูชื่อ มหาฤกษ์ ชั้นกลางนั้นคอยดูแลเพลิงไหม้ ชื่อพระมหาระงับดับเพลิง ถ้าเพลิงไหม้ปากแม่น้ำนอกกรุงคาดกลอง 3 ที ถ้าเพลิงเชิงกำแพงแลในกำแพงกรุงฯ คาดกลองกว่าเพลิงจะดับ ชั้นต้นใส่กลองใหญ่สำหรับตีย่ำเที่ยงย่ำสันนิบาตเพลาตะวันยอแสง พลค่ำตามประเวณีกรุง แต่ก่อนมาชื่อพระทิวาราตรีแลกรมพระนครบาลได้รักษา ผู้รักษานั้นเลี้ยงวิลากันมิให้มุสิกะกัดกลอง ครั้นเวลาเช้าเย็นเก็บเบี้ยร้านตลาดหน้าคุก แต่ในจำหล่อจนหอกลองเข้าไปร้านละ 5 เบี้ย สำหรับซื้อปลาให้แมวกิน…”

ข้อความกล่าวถึง “หอกลอง” ข้างบนนี้ ได้มาจากหนังสือเก่าพรรณนาว่าด้วยภูมิสภาพพระนครศรีอยุธยา ซึ่งกรมศิลปากรสันนิษฐานว่า ผู้แต่งเกิดทันสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มาแต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หอกลองอย่างนี้นอกจาก กรุงศรีอยุธยา แล้ว ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีเหมือนกัน ปรากฏว่าสร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 1 หอกลองดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้คุกเก่าที่หน้าหับเผย (ปัจจุบันเป็นกรมการรักษาดินแดน) ตรงข้ามวัดพระเชตุพน มี 3 ชั้น และแขวนกลองสําหรับตี 3 ใบเถา คือ

กลองใบใหญ่ชื่อ ย่ำพระสุรสีห์ แขวนอยู่ในหอกลองชั้นล่าง สําหรับดีเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตก เพื่อเป็นสัญญาณให้เปิดและปิดประตูพระนคร

กลองใบกลางชื่อ อัคคีพินาศ แขวนอยู่ในหอกลองชั้นกลาง สําหรับตีเวลาเกิดไฟไหม้ เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ไปช่วยดับไฟ

กลองใบเล็กชื่อ พิฆาตไพรี หรือ พิฆาตไพรินทร์ แขวนอยู่ในหอกลองชั้นบนสุด สําหรับตีเวลามีข้าศึกศัตรูมาประชิดติดพระนคร เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ตระเตรียมผู้คน ป้องกันรักษาพระนคร

แต่หอกลองครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้จะได้ขึ้นอยู่กับกรมพระนครบาล และเจ้าหน้าที่จะเก็บเงินตามร้านค้าบริเวณหอกลอง เพื่อเอามาซื้อปลาย่างให้แมวที่เลี้ยงไว้สําหรับป้องกันไม่ให้หนูกัดกลองหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะไม่มีหลักฐานที่ไหนกล่าวไว้

หอกลองซึ่งสร้างขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 1 ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ชํารุดทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ซ่อมแซม แล้วให้แก้ทรงหลังคาจากยอดเกี่ยวเป็นยอดทรงมณฑป

หอกลองนี้มีมาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 5 จึงถูกรื้อลงเมื่อคราวสร้างสวนเจ้าเชต เนื่องจากหมดสมัยและหมดความจําเป็นจะต้องใช้กลองอย่างแต่ก่อน

ธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นของคู่กันกับการตีกลองมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาก็คือ การยิงปืน ในกรุงรัตนโกสินทร์นั้น เดิมทีเดียวที่ป้อมมุมพระราชวังมีปืนใหญ่อยู่ป้อมละกระบอก เอาไว้สําหรับยิงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ทุกวัน เป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่เปิดประตูวัง นอกจากนั้นยังใช้ยิงบอกสัญญาณเวลาเกิดไฟไหม้ด้วย คือถ้าไหม้นอกพระนคร ยิง 3 นัด ถ้าไหม้ในพระนครยิงมากกว่านั้น หรือจนกว่าไฟจะดับ การยิงนี้ยิงพร้อมกันทุกป้อมเพื่อให้ได้ยินกันทุกด้านทั่วมุมเมือง

มีการยิงปืนอยู่อีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่ายิง “ปืนเที่ยง” คือยิงเวลาเที่ยงเพื่อบอกให้ทราบเวลานั่นเอง ธรรมเนียมนี้เราไปจํามาจากสิงคโปร์ ครั้งแรกโปรด ฯ ให้ทหารเรือยิงที่ท่าพระตําหนักแพก่อน ต่อมาเมื่อกรมหลวงพระจักษ์ศิลปาคมจัดให้มีทหารปืนใหญ่ในกรมทหารล้อมวังขึ้นแล้ว จึงขอมายิงที่ป้อมทัศนากรอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งมีไฟฟ้า ทางโรงไฟฟ้าจึงรับที่จะขยิบไฟฟ้าเวลา 20.00 น. เพื่อบอกเวลาแทน การยิงปืนเที่ยงจึงได้เลิกไป

เรื่องการตีบอกเวลานี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและพม่าก็ใช้เป็นเครื่องมือบอกเวลาไม่แตกต่างจากไทย สมแด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรางราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า

“เมื่อวันแรกไปถึงเมืองพาราณสี เวลาคําข้าพเจ้านั่งกินอาหารกัง พวกที่ไปด้วยกัน และพวกข้าราชการอังกฤษยังไม่ทันแล้วเสร็จ พอเวลา ยามหนึ่ง (21.00 นาฬิกา) ได้ยินเสียงตีฆ้องโหม่งทางประตูวังย่ำลา 1 เช่น เดียวกันกับตีฆ้องระฆังย่ำยามในเมืองไทย ข้าพเจ้านึกประหลาดใจจึงถาม ข้าราชการอังกฤษที่อยู่ในเมืองนั้นว่าตีฆ้องย่ำเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร

เขาตอบว่า ‘เป็นสัญญาเรียกคนมาเปลี่ยนพวกที่อยู่ยาม’ พอข้าพเจ้าได้ยิน อธิบายก็จับใจแทบจะร้องออกมาว่า ‘อ้อ’ เพราะวิธีตีฆ้องระฆังยามในเมือง ไทยเมื่อถึงเวลาเช้า 6.00 นาฬิกา เวลาเที่ยงวัน เวลาค่ำ (18.00 นาฬิกา) และเวลากลางคืนยาม 1 (21.00 นาฬิกา) เวลาเที่ยงคืน เวลายาม 3 (3.00 นาฬิกา) ก็ตีทํานองเดียวกับได้ยินที่เมืองพาราณสี…”

หรือเมื่อคราวที่เสด็จเยือนประเทศพม่าก็พบ

“…ในเมืองพม่า ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปรู้เมื่อ พ.ศ.2478 ต่อไป เพราะได้เค้าที่เหมือนกับไทยอีกอย่างหนึ่ง ที่ในพระราชวังเมืองมันดะเลมีหอนาฬิกาหลังหนึ่งเป็นหอสูง ข้างล่างมีห้องสําหรับไว้นาฬิกา ข้างบนเป็นห้องโถงสําหรับแขวนกลองกับฆ้องที่ตีบอกเวลา เขาว่าเคยมีหอเช่นนั้นทุกราชธานีในเมืองพม่าแต่ก่อนมา ข้าพเจ้าถามเขาว่า ฆ้องกับกลองที่แขวนไว้บนหอนั้น ที่ต่างกันอย่างไร ไม่มีใครบอกอธิบายได้ เพราะเลิกราชประเพณีพม่ามาเสียหลายสิบปีแล้ว

ข้าพเจ้านึกจับหลักได้ว่า ฆ้องสําหรับกลางวัน กลองสําหรับกลางคืน หลักนั้นอยู่ในคําพูดของไทยเราเองที่เรียกเวลาตอนกลางวันว่า “โมง” เช่นว่า 4 โมง 5 โมง แต่ตอน เวลากลางคืนเรียกว่า “ทุ่ม” เช่นว่า 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม คําโมงกับทุ่มมาแต่เสียงฆ้องและกลองนั่นเอง ในเมืองไทยแต่โบราณก็เห็นจะใช้ทั้งฆ้องและกลองตี บอกเวลาอย่างเดียวกันกับในเมืองพม่า”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

เทพชู ทับทอง. กรุงเทพฯ ในอดีต, ห้างหุ้นส่วนจำกัด อักษรบัณฑิต 2518

สมแด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรางราชานุภาพ. นิทานโบราณคดี หนังสืออนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ นงมัณฑนา ดอศกุล ณ อยุธยา ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาสวรวิหาร วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 เมษายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอกลอง สมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ มีไว้ใช้ทำอะไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...