การปลูกไผ่บงหวาน
การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อจัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากมีการใช้สารเคมีน้อยมากหรือไม่ใช้เลย นอกจากนั้นการปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด อย่างกรณีของคุณวรรณบดี และคุณลำพึง รักษา เจ้าของสวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง บ้านเลขที่ 91 หมู่ 4 ต.แม่จั๊ว อ.เด่นชัย จ.แพร่ 54110 โทร.087-838-7334 และ 083-266-3096 เริ่มต้นจากการปลูกถั่วฝักยาว และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ไม้ไผ่ทำค้างจะต้องซื้อไม้ไผ่เป็นประจำทุกปี จึงคิดจะปลูกไผ่เพื่อนำไม้ไผ่มาทำค้างและคิดหาพันธุ์มาปลูกและเป็นพันธุ์ที่ขายหน่อได้ด้วย
เริ่มต้นคุณลำพึงจึงได้ต้นพันธุ์ไผ่บงหวานที่ จ.เชียงใหม่มาปลูกเมื่อมีหน่อปรากฏว่าหน่อไม้ไผ่บงหวานขายได้ราคาดี จึงคิดจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม และได้ข้อมูลจากพี่สาวว่าแหล่งพันธุ์ของไผ่บงหวานพันธ์ดีอยู่ที่ จ.เลย พบว่าต้นไผ่บงหวานกำลังออกดอกและตายขุยพอดีจึงได้นำเอาเมล็ดไผ่มาปลูก เวลาผ่านไปประมาณ 3 ปี พบว่าต้นไผ่บงหวานที่ได้จากการเพาะเมล็ดนั้น ได้หน่อไม้ที่มีความแตกต่างจากพันธุ์ไผ่บงหวานที่ซื้อมาจาก จ.เชียงใหม่ คือขนาดของหน่อใหญ่ หน่อมีสีเขียวอ่อน ในขณะที่หน่อไม้บงหวานจาก จ.เชียงใหม่ และที่อื่นๆ มีขนาดของหน่อเล็กกว่าและหน่อมีสีเขียวเข้ม นำมาบริโภคดิบได้เหมือนผักสดไม่ขมติดลิ้นและไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง
++ คุณสมบัติเด่นของหน่อไม้ไผ่บงหวาน ++
หลังจากที่คุณลำพึงผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่า ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติไม่ขม สามารถกินเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสดและไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก, ผัดน้ำมันหอย, ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณลำพึงยังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อยจะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือดนาน 5-7 นาทีเท่านั้น นำมารับประทานได้เลยโดยไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง
**ลักษณะพันธุ์ไผ่บงหวานของสวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง จากที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าพันธุ์ไผ่บงหวานที่คุณลำพึงขยายพื้นที่ปลูกและผลิตหน่อขาย ในปัจจุบันได้จากการเพาะเมล็ดจากต้นไผ่บงหวาน จ.เลย ที่เริ่มเพาะมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 สรุปลักษณะประจำพันธุ์เป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่มีความสูงเฉลี่ย 7-12 เมตร หน่อที่เก็บจากต้นที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีน้ำหนัก 4-5 หน่อต่อกิโลกรัม
++ การขยายพันธุ์ไผ่บงหวาน สวนเพชรน้ำผึ้ง ++ วิธีการขยายพันธุ์ไผ่ของสวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นที่สังเกตว่าคุณลำพึงจะมีการขยายพันธุ์ไผ่บงหวาน 2 วิธี คือ
1. ขยายพันธุ์แบบใช้เหง้า จะได้ต้นไผ่ที่เจริญเติบโตและให้ผลเร็ว คือนำไปปลูกจะใช้เวลาเพียง 6 เดือน จะเริ่มขุดหน่อขายได้ในพื้นที่ปลูกที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เหง้าที่แยกมาเพาะลงถุงชำจะใช้เวลานานประมาณ 1 เดือน รากจะขยายเต็มถุง ขายต้นละ 30 บาท แต่ถ้าเลี้ยงจนกอใหญ่ขึ้นราคาขายจะสูงขึ้นเป็นกอละ 99 บาท เมื่อนำไปปลูกใช้เวลาเพียง 6 เดือน สามารถขุดหน่อขายได้
2. การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งนักขยายพันธุ์ไผ่ไม่นิยมปฏิบัติกัน เนื่องจากใช้เวลานานมากกว่าจะได้หน่อ คือการเพาะเมล็ด ที่มองดูคล้ายกับเม็ดข้าวสาร โดยจะเริ่มจากเก็บเมล็ดไผ่บงที่แก่จัด (สังเกตได้ว่าเมล็ดไผ่ที่แก่จัดจะร่วงลงสู่พื้น) นำไปหว่านเพาะในกระบะที่ใช้ดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยคอกและขี้เถ้าแกลบคลุกให้วัสดุร่วนซุย รดน้ำให้ชุ่ม 7-10 วัน เมล็ดก็จะเริ่มงอก จากนั้นราว 1 เดือน ให้ย้ายลงปูกในถุงดำเพื่ออนุบาล จนต้นกล้าไผ่แข็งแรงหากบางท่านกลัวจะเสียเวลาย้ายกล้าก็สามารถเพาะกล้าในถุงดำได้เลย ซึ่งหลังจากเพาะเมล็ดและนำไปปลูกลงแปลงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะขุดหน่อขายได้ ** แต่ก็มีข้อดีตรงที่ต้นไผ่มีอายุที่ยืนยาวและมีโอกาสออกดอกและตายขุยได้ยากกว่าการปลูกด้วยเหง้า
++ การปลูกและดูแลรักษาไผ่บงหวาน ++
สำหรับเกษตรกรที่จะเริ่มต้นปลูกไผ่บงเป็นอาชีพเสริม คุณลำพึงแนะนำให้เริ่มต้นปลูกไผ่บงหวานในพื้นที่ 1 งาน ประมาณ 50 ต้น 1 กอหลังจากแยกเหง้ารากแย่งได้ราว 3-4 ต้น ปลูกไปได้ 6 เดือน ใช้งอบขุดแซะได้ง่าย รากไม่ใหญ่มากนัก เป็นรากฝอยแผ่กระจายแค่ผิวดิน
พื้นที่ 1 ไร่ปลูกไผ่บงหวานได้ 400 กอ คุณวรรณบดีแนะนำว่าการปลูกไผ่บงหวานนั้น ให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่ให้เว้นระยะระหว่างแถวให้กว้างเพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบเข้าไปใส่ได้ง่าย สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยากขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม คุณวรรณบดียังบอกถึงเคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวานให้ได้ผลผลิตดี ดังนี้ ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิมหรือขุดหลุมเป็นแอ่งกระทะ
++ การดูแลรักษา ++
หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จจะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด, กากอ้อย, เปลือกถั่วต่างๆ, กากยาสูบ, ขี้เถ้าแกลบ สิ่งที่มาความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน คือจะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออกโดยใช้มีดพร้าสับออกเลยเพื่อให้ข้างล่างโล่งให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างในประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอสามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อออกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่
**การตัดสินใจเลือกพันธุ์ไผ่ปลูก** ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณลำพึงในการตัดสินใจปลูกไผ่เพื่อผลิตหน่อขาย ถ้าเป็นไปได้ไม่แนะนำให้ปลูกพันธุ์ที่ยังมีในธรรมชาติอย่างเช่น "ไผ่ซาง" ซึ่งยังพบมากในทางเหนือที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะต้องปลูกหน่อไม้ที่มีรสชาติไม่เหมือนกับหน่อไม้ที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติ อย่างกรณีของไผ่เลี้ยงก็เช่นกันเป็นที่ทราบกันดีว่าหน่อไผ่เลี้ยงเป็นที่นิยมและรู้จักบริโภคกันดีในพื้นที่ภาคอีสาน แต่เมื่อนำมาปลูกทางภาคเหนือขายไม่ดีเท่าไผ่บงหวานหรือไผ่หม่าจู (ขมเพียงเล็กน้อย) เป็นต้น ดังนั้นในการคัดเลือกพันธุ์ไผ่ที่จะปลูกจะต้องมองเรื่องการตลาดด้วยว่าตลาดแต่ละพื้นที่มีความต้องการหน่อไม้ประเภทใด
++ ตลาดของไผ่บงหวาน ++
หน่อไผ่บงหวานมีน้ำหนักเฉลี่ย 1-10 หน่อต่อกิโลกรัม คุณลำพึงบอกว่าโดยทั่วไปแล้วตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดนำหนักของหน่อ 6-8 หน่อต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อคือขนาดไม่เล็กเกินไปคุณลำพึงยังบอกว่าหน่อไม้ไผ่บงหวานมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุดเมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้นการเก็บหน่อไม้ของคุณลำพึงจะมีการขุดขายวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็นความหวานก็จะลดลง แต่ถ้าจะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุกแล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า
** ปัจจุบันในการส่งขายหน่อไผ่บงหวานของสวนเพชรน้ำผึ้ง จะเก็บในช่วงเวลาเช้า พอช่วงสายๆ จะมีพ่อค้ามารับซื้อและตีรถเข้ากรุงเทพมหานครให้ทันเย็น จะขายต่อทันที จะทำให้ยังคงสภาพความหวานไว้ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นพันธุ์ที่หน่อมีรสชาติขม ปล่อยทิ้งไว้ข้ามวันจะยิ่งขมขึ้นและเนื้อของหน่อจะแข็ง