ราคาน้ำมันดิ่งกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน คาด SET แกว่งตัวระหว่าง 1,550-1,570 จุด
ตลาดหุ้นไทยแนวโน้มแกว่งตัวออกข้างในกรอบเดิมๆ ระหว่าง 1,550-1,570 จุด รอผล “ประชุม กนง.” คาดมีมติ กนง.คงดอกเบี้ย จับตา “ผลการทดลองวัคซีน AstraZeneca ชุดใหม่” หวั่นประสิทธิภาพถ้าต่ำลง กระทบถึงโอกาสเปิดประเทศของไทย ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงกว่า 6.2% กดดันหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (24 มี.ค. 2564) ว่า เช้านี้คาด SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวออกข้างในกรอบเดิม ๆ ระหว่าง 1,550-1,570 จุด เพื่อรอติดตามปัจจัยใหม่ในวันนี้
ได้แก่ 1.การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยครั้งที่ 2 ของปี และ 2.ผลการทดลองวัคซีน AstraZeneca ขณะที่การดิ่งหนักของราคาน้ำมันดิบ WTI กว่า 6.2% จะกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐและทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาย่อลงมาที่บริเวณแนวรับ 1,540-1,550 จุด
วันนี้ประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ทางฝ่ายคาดว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิมที่ 0.50% เนื่องจากต้องเก็บนโยบายทางการเงินไว้ใช้ยามจำเป็น แต่จะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงต่ำกว่า 3.2% ที่เป็นคาดการณ์เดิมเมื่อ ธ.ค. 2563 จากการระบาดระลอกใหม่ที่ยังมีต่อเนื่อง การกระจายวัคซีนที่ล่าช้า และตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยปี 2564 มีแนโน้มต่ำกว่าคาด แม้ว่าจะมีมาตรการวัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport) แล้วก็ตาม
ส่วนผลการทดลองวัคซีน AstraZeneca ซึ่งบริษัท AstraZeneca หนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนในการทดลอง จากสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ (NIAID) ทำให้ AstraZeneca ต้องเตรียมเปิดเผยข้อมูลผลการทดลองชุดใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง
ซึ่งทางฝ่ายวิจัยมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกครั้งต่อประเทศไทย เนื่องจากแผนการฉีดวัคซีนล่าสุดยังคงใช้ AstraZeneca เป็นหลัก แม้จะมีการสั่งซื้อของ Sinovac เพิ่มก็ตาม แต่หากผลการทดลองชุดใหม่เปิดเผยแล้วประสิทธิภาพลดลงต่ำกว่าเดิม (70-79%) ย่อมกระทบถึงโอกาสในการเปิดประเทศของไทย
ด้านราคาน้ำมันโลกดิ่งหนัก โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดดิ่งหนัก 6.2% มาที่ 57.76 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลการใช้มาตรการ Lockdown รอบใหม่ในหลายประเทศของสหภาพยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน
นอกจากนี้ถ้อยแถลงของ นายพาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ นางเยลเลน รมว.คลังสหรัฐ เผยต่อคณะกรรมาธิการบริหารการเงินสภาผู้แทนราษฎรว่า ถึงเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นดีกว่าคาดแต่ยังคงห่างไกลจากการ “ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์” อีกทั้งอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงถึง 6.2%
ดังนั้นเฟดจะยังคงใช้มาตรการเพื่อหนุนเศรษฐกิจต่อไป ขณะที่นางเยลเลนเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว และการจ้างงานจะกลับมาเต็มศักยภาพในปีหน้า ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของไบเดน