โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ห้องความดันลบ" สำคัญอย่างไรในการดูแลผู้ป่วย "โควิด-19"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 มี.ค. 2563 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 08.01 น.
ภาพห้องไอซียูของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี ภาพ: Stefan Sauer/Getty Images

“ห้องความดันลบ” เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ ในแถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข ว่าเป็นห้องที่ใช้แยกผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ออกจากผู้ป่วยรายอื่นในโรงพยาบาล

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ “ห้องแยกโรคชนิดความดันลบ” ดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้

ห้องความดันลบ หรือ ห้องคลีนรูมแบบ Negative Pressure เป็นห้องพักสำหรับผู้ป่วยแบบแยกเดี่ยว ที่มีความดันอากาศภายในห้องต่ำกว่าภายนอก ซึ่งตามปกติ อากาศจะไหลจากที่ที่มีความดันอากาศสูงกว่าไปหาที่ที่มีความดันอากาศต่ำกว่า นั่นหมายความว่า อากาศภายในห้องผู้ป่วยซึ่งถูกทำให้มีความดันต่ำกว่า จะไม่ไหลออกจากห้องเมื่อมีการเปิด-ปิดประตู และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากในห้องไปสู่บริเวณอื่นๆ ในสถานพยาบาล

ในบทความวิชาการชื่อ “การระบายอากาศของห้องคนไข้แบบแยกเดี่ยว” โดย ศาสตราภิชาน ทวี เวชพฤติ อธิบายว่า ห้องคนไข้แบบแยกเดี่ยวที่มีความดันในห้องเป็นลบ เป็นหนึ่งในรูปแบบของห้องสำหรับคนไข้แยกเดี่ยว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางอากาศ และมักนำมาใช้กับโรคที่ติดต่อทางอากาศได้ เช่น ผู้ป่วยวัณโรคปอด ซึ่งมีโอกาสติดผู้ป่วยคนอื่นๆ และบุคลากรของโรงพยาบาลได้ง่ายหากไม่มีการแยกห้องที่ถูกต้อง

นอกจากการควบคุมความดันอากาศให้เป็นลบ โดยมีความดันต่ำกว่าภายนอกไม่น้อยกว่า 2.5 Pascal เพื่อป้องกันเชื้อไหลออกจากห้องไปสู่ภายนอกแล้ว เอกสารของกองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่าจะต้องควบคุมทิศทางการไหลของอากาศจากสะอาดมากไปหาน้อยด้วย นอกจากนี้ อากาศที่ไหลออกจากห้องจะต้องผ่านการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงเจือจางและฆ่าเชื้อในอากาศก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โรงพยาบาลในไทยใช้ห้องแยกผู้ป่วยแบบความดันลบรับมือสถานการณ์ ตามคู่มือการปรบปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารสถานพยาบาล ระบุว่า สถาบันบำราศนราดูรได้เคยดัดแปลงและสร้างห้องให้เหมาะกับการดูแลผู้ป่วยติดต่อทางเดินหายใจในช่วงที่โรคซาร์ส (SARS) ระบาดในปี 2545 ซึ่งต่อมาได้เป็นต้นแบบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเรียนรู้ และสำนักวัณโรคของสถานบันบำราศฯ ก็ได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปรับปรุงห้องคนไข้แยกเดี่ยวมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปี 2558 ประเทศไทยได้ปรับปรุง พ.ร.บ. โรคติดต่อฉบับใหม่ หลังจากที่ฉบับเก่าบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2523 เพื่อเพิ่มกลไกในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่ออุบัติใหม่ ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการโรคอุบัติใหม่ ได้เสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคติดต่ออุบัติใหม่ ซึ่งรวมถึงงบประมาณสำหรับ ห้องแยกผู้ป่วยชนิดความดันลบ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 รายงานการตรวจสอบประสิทธิภาพและความพร้อมของห้องแยกโรคชนิดความดันลบของโรงพยาบาลศูนย์ทั่วไปใน 8 จังหวัดที่มีด่านเข้าออกระหว่างประเทศ โดย กองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และพบว่า 6 ใน 8 โรงพยาบาลผ่านเกณฑ์ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ โดยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคู่มือเกี่ยวกับห้องปลอดเชื้อเพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศนำไปใช้ตามมาตรฐานเดียวกัน

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ ได้ชี้แจงในรายการตอบโจทย์ ของไทยพีบีเอส ว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ โรงพยาบาลในเครือข่ายมีห้องความดันลบอย่างน้อย 70 ห้อง ไม่นับรวมภาคเอกชน ขณะที่ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ มีอีกราว 15-20 ห้อง ยังไม่นับรวมห้องคัดแยกระดับรอง พร้อมยืนยันว่าเครื่องช่วยหายใจมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...