โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ปรากฏการณ์ "ชานมไข่มุกฟีเวอร์" มากกว่ากระแสฉาบฉวย คือไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2562 เวลา 13.20 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 13.20 น.

พิราภรณ์ วิทูรัตน์ : เรื่อง

ชานมไข่มุกเคยเกิดเป็นปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้อยู่สองระลอก คือ ช่วงปลายยุค 1990 ถึงต้นยุค 2000 และระลอกสองระหว่างปี 2008-2009 หลังคลื่นลูกที่สองกลับมาได้ไม่นาน กระแสชานมไข่มุกก็ค่อย ๆ ซาลงจนเปลี่ยนไปสู่เทรนด์รักสุขภาพโดยมีชาเขียวเข้ามาแทนที่ นอกจากชาเขียวจะเข้าไปเป็นส่วนผสมของอาหาร-ขนมขบเคี้ยวแล้ว สินค้าอุปโภคหลาย ๆ อย่างยังดึงชาเขียวเข้าไปเป็นตัวชูโรงในไลน์สินค้าอีกด้วย

ภายหลังชาเขียวเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง ชานมไข่มุกกลับมามีบทบาทครองตลาดแมสในไทยอีกครั้ง แถมยังขยายจากตลาดเฉพาะกลุ่มเด็ก-วัยรุ่นสู่การเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากขึ้น ชานมไข่มุกจึงไม่ได้เป็นเพียงร้านรถเข็นหน้าโรงเรียน ขายตามโรงอาหาร หรืออยู่บนห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่หาได้ยากอีกต่อไป เพราะทั้งแบรนด์ไทยหน้าเก่า แบรนด์ไทยเกิดใหม่ หรือแบรนด์ต่างชาติต่างลงสนามบุกตลาดชานมไข่มุกกันอย่างคึกคัก และดูเหมือนว่าปรากฏการณ์นี้ยังไม่มีทีท่าจะลดลงไปแม้แต่น้อย

เส้นทางต้นกำเนิดชานมไข่มุก

ต้นตำรับเครื่องดื่มแสนอร่อยแก้วนี้ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศไต้หวัน ในปี 1988 คุณหลินชิ่วฮุย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของร้านชา “ชุนฉุ่ยถัง” ณ เมืองไถจง ทดลองผสมเม็ดแป้งมันสำปะหลังต้ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับทำขนมเฟินหยวนใส่ลงไปในชาอัสสัมเย็นแล้วดื่มพร้อมกัน เธอพบว่า เมื่อรสชาติของทั้งสองมาเจอกันกลับมีความอร่อยลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งกลิ่นหอมของชา และความมันหนึบหนับของตัวแป้ง จากนั้นจึงนำไปให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ชิม และนำไปสู่การ launch เมนูใหม่ออกวางขายในที่สุด

ปรากฏว่าเมนูนี้ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด เกิดเป็นกระแสวัฒนธรรมพ็อปแพร่หลายไปทั่วไต้หวัน และยังขยายวงกว้างไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก กระทั่งในช่วงปี 1999-2000 ชานมไข่มุกโดนคลื่นความนิยมของชาเขียวเข้ามาแทนที่

ชาไข่มุกสูตรดั้งเดิมแบบไต้หวันมีส่วนผสมหลัก ๆ อยู่สามสี่อย่าง ได้แก่ ชาดำไต้หวันร้อน ไข่มุกที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังเม็ดเล็ก นมข้นหวาน และน้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นจึงมีการทดลองเปลี่ยนส่วนผสมบางอย่างไปเรื่อย ๆ เริ่มจากประเภทชาที่ใช้ มีการนำชาเชียวกลิ่นมะลิมาแทนชาดำ เพิ่มขนาดเม็ดไข่มุกให้ใหญ่ เพิ่มรสชาติของผลไม้หลากชนิดขึ้น เช่น ลูกพีช หรือผลพลัม รวมถึงบางสูตรได้ทดลองตัดส่วนผสมของชาออกไปเลยก็มี เพื่อคงรสชาติของผลไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกจากนั้นยังมีการค้นพบเพิ่มเติมด้วยว่า น้ำผลไม้ที่ใส่ลงไปอาจมีผลทำให้สีของไข่มุกเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการเลือกสีของไข่มุกให้เข้ากับเครื่องดื่มผลไม้แต่ละชนิด เพราะไม่ใช่แค่ความเข้ากันของสีสัน แต่ยังเป็นการคงไว้ซึ่งรสชาติของชาดำร้อน หรือชาเขียวที่ดี ซึ่งนอกจากตัวชาแล้ว บางเมนูอาจมีการเพิ่มเติมส่วนผสมอื่น ๆ เข้าไปเพื่อความหลากหลายมากขึ้น เช่น ผงสกัด น้ำผลไม้ หรือเนื้อผลไม้

ความโด่งดังของร้านชาชุนฉุ่ยถังในฐานะต้นกำเนิดชานมไข่มุก ได้รับการติดต่อเชื้อเชิญไปออกงานเฉลิมฉลองธรรมเนียมการดื่มชาเป็นประจำ จนมีต่างชาติเข้ามาติดต่อแฟรนไชส์ร้านไปเปิดที่ต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ แต่ทางแบรนด์ก็ยืนยันปฏิเสธการขยายสาขาไปยังประเทศอื่น ทำให้ชุนฉุ่ยถังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคนรักชาไข่มุก ที่หากไปถึงไต้หวันแล้วก็คงจะพลาดชิมร้านนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

การกลับมาของกระแสชานมไข่มุกในไทย

ลมพัดหวนกระแสชานมไข่มุกมาที่เมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ฮอตฮิตปรอทแตกมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ชานมไข่มุกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนทุกเพศทุกวัย บรรดาเชนร้านกาแฟรายใหญ่เองก็ทยอยออกเมนูชาไข่มุกมารองรับความต้องการตรงนี้ หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเองก็ต้านทานกระแสไม่ไหว จนต้องเพิ่มเมนูชานมไข่มุกเข้าไปด้วย

การคัมแบ็กอีกรอบของปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะสาเหตุของความฮิตครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อราว ๆ ปี 2016 หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงแห่งไต้หวัน ออกนโยบาย “New Southbound Policy” เปิดให้นักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกหลายประเทศเข้าไปเที่ยวไต้หวันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า จากนโยบายนี้ไต้หวันเลือกชูชานมไข่มุกในการโปรโมตเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เครื่องดื่มดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของไต้หวัน ที่ถึงแม้จะมีขายในประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่หากอยากลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับแท้ ๆ แล้วละก็ ไต้หวัน คือ คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคอชานมที่ต้องมาลองสักครั้งในชีวิต

นโยบายดังกล่าวของไต้หวันขยายความนิยมมายังประเทศใกล้เคียง รวมถึงในไทยที่รับเอาอิทธิพลระลอกสามมาเต็ม ๆ จากที่ชานมไข่มุกยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มอยู่ กระทั่งในช่วง 4-5 ปีมานี้ ชานมไข่มุกได้เทิร์นเข้าสู่ตลาดแมสเจาะกลุ่มทุกเพศ-ทุกวัยได้สำเร็จ นอกจากจะมาในรูปแบบของเครื่องดื่มแล้ว กระแสความคลั่งไคล้ไข่มุกในไทยยังถูกนำไปต่อยอดในสินค้าอื่น ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ทั้งเค้ก พิซซ่า แพนเค้ก ไปจนถึงการหยิบจับมาใส่ในเมนูของคาวอย่างก๋วยเตี๋ยวน้ำตก และราดหน้า

*กระแสชานมไข่มุกที่มารอบนี้ต่างจากรอบก่อน ๆ ตรงที่การมารอบนี้ ร้านชานมไข่มุกเน้นการสร้างแบรนด์มากกว่าช่วงสองระลอกก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด หากลองพิจารณาดี ๆ จะพบว่า กระแสความนิยมชานมไข่มุกระลอกแรกและระลอกสอง จะเป็นร้านรายย่อย ๆ ไม่มีแบรนด์ มีร้านที่ทำแบรนด์ชานมไข่มุกเจ้าดังอยู่ไม่กี่เจ้า ตรงกันข้ามกับกระแสใน พ.ศ.นี้ ที่มีการสร้างแบรนด์ มีชื่อ มีโลโก้ หาความพิเศษมาแข่งขันให้เป็นที่จดจำของผู้บริโภคมากขึ้น แม้แต่ร้านเล็ก ๆ รายย่อยที่ไม่มีสาขาที่ไหนก็ยังต้องสร้างแบรนด์ สร้างชื่อของตัวเอง *

การเพิ่มท็อปปิ้งสุดพิเศษ หรือวัตถุดิบที่พิเศษ ยังเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยดึงฐานลูกค้าในวันที่มีร้านชานมไข่มุกเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน บางเจ้าชูการใช้นมสดจากฮอกไกโดแทนนมจืดพาสเจอไรซ์ การหยิบเทรนด์ฮิตอย่าง “ไข่เค็ม” มาผสมผสานจนเกิดเป็นเมนูแปลก ๆ หรือวัตถุดิบที่ได้รับการตอบรับดีมาโดยตลอดอย่าง “ชีส” รวมถึงความเข้มข้นของส่วนผสมจากมัทฉะ หรือดาร์กช็อกโกแลตแท้ ๆ ก็ถูกนำมาเป็นจุดขายด้วยเช่นกัน เรียกว่าร้านชานมไข่มุกในไทยตอนนี้จึงเน้นขายความเป็นพรีเมี่ยมมากกว่าในสองระลอกแรกที่อาจจะไม่มีการแข่งขันในแง่คุณภาพของสินค้ามากเท่านี้มาก่อน

*แบรนด์สุดปัง ได้รับความนิยมต่อเนื่อง *

ทั้งหมดที่ว่ามา ทำให้กระแสชานมไข่มุกในไทยไต่ระดับความนิยมอีกครั้ง ตั้งแต่แบรนด์นำเข้า หรือแบรนด์ที่อิงความเป็นไต้หวัน ที่ปัจจุบันสามารถสร้างชื่อจนติดตลาดมานานหลายปีแล้วอย่าง Ochaya (โอชายะ) ชานมไข่มุกเจ้าแรก ๆ ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนกว่า 350 สาขา ราคาของ Ochaya เอื้อมถึง-จับต้องได้ และยังกระจายสาขาไปตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างครบถ้วน, CoCo (โคโค่) แบรนด์อิมพอร์ตจากไต้หวันที่เข้ามาในไทยได้ไม่นาน แต่แฟนชานมไข่มุกหลายคนก็ลงความเห็นว่า รสชาติอร่อยและไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป แถมปริมาณยังถือว่าเหมาะสมกับราคาด้วย

KOI The” (โคอิเตะ) ที่มาพร้อมเม็ดไข่มุกสีทองอันเลื่องชื่อ ด้วยไข่มุกอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ทุกวันนี้ก็ยังมีคิวต่อแถวรอซื้อยาวเหยียดอยู่ตลอด หรือแบรนด์ที่เป็นกระแสมาได้สักพักใหญ่กับ Fire Tiger By Seoulcial

Club (ไฟเออร์ ไทเกอร์ บาย โซลเชียล คลับ) หรือ “เสือพ่นไฟ” กับเมนูชานมใส่เยลลี่น้ำตาลแดงสุดฮิต สร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ จนปัจจุบันคิวรอซื้อยังคงยาวเหยียดสม่ำเสมอ

จากไต้หวันแท้ ๆ มาถึงแบรนด์ที่อิงกับกระแสความเป็น “เจแปนีสสไตล์” อย่าง Kamu Tea (คามุ ที) แบรนด์คนไทยที่นำสูตรจากไต้หวันมาปรับให้รับกับคนไทย บวกกับการนำเข้ามัทฉะ และโฮจิชะจากโอซากา ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงเมนูดังอย่าง “ดาร์กโกโก้” และ “ไมโลลาวา” ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ Kamu Tea ไปแล้ว และ Fuku Matcha (ฟูกุ มัทฉะ) แบรนด์ชานมอิมพอร์ตจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นอกจากชานม ยังมีซอฟต์เสิร์ฟมัทฉะสุดเข้มข้น รวมถึงการขายแบบเทกโฮม เอาใจคอชาเขียว-ช็อกโกแลตตัวจริงกันด้วย

*ความอร่อยที่มาพร้อมอันตราย *

หลังจากความนิยมในการบริโภคพุ่งสูงขึ้น ทางทีมแพทย์ก็ได้ออกมาแสดงความห่วงใยว่า ควรเลือกบริโภคแต่พอดี พร้อมชี้ให้เห็นถึงข้อควรระวังในการดื่มชานมไข่มุกอย่างละเอียดหลายประการและเมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ออกมาให้ข้อมูลจากการสำรวจร้านชานมไข่มุกชื่อดังหลายแห่งพบว่า กว่า 92% ของ 25 แบรนด์ที่ทำการสำรวจ มีน้ำตาลเกินมาตรฐานจากทางองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ถึงสามเท่า ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหาสุขภาพระยะยาวที่จะตามมาจากการรับประทานมากขึ้น

ทางทีมแพทย์ให้ข้อมูลว่า แม้ตัวชาจะอุดมไปด้วยประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มโพลีฟีนอล ที่มีส่วนช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบ และซ่อมแซมความเสียหายของเซลล์ในร่างกายที่อาจทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง แต่อย่าลืมว่าชานมไข่มุกไม่ได้มีส่วนประกอบของชาร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน และแป้งจากเม็ดไข่มุก ทำให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารเพียงน้อยนิด ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับผลเสียที่จะเกิดกับร่างกาย

ข้อควรระวังอีกอย่าง คือ การรับประทานไข่มุกอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระบบย่อยอาหารผิดปกติจากขั้นตอนการผลิตมันสำปะหลังเป็นเม็ดไข่มุกที่ไม่เหมาะสม เช่น ปรุงไม่สุก แช่น้ำมาก เก็บไว้นานเกินไป หรือมีการปนเปื้อนเปลือกของมันสำปะหลัง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคท้องอืด ได้รับพิษจากไซยาไนด์ ส่งผลเสียต่อระบบประสาท และก่อให้เกิดโรคคอพอกได้ รวมถึงบางครั้งยังมีส่วนผสมของซัลไฟต์ ซึ่งผู้ที่มีภาวะย่อยสารนี้ผิดปกติควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารชนิดนี้โดยเด็ดขาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...