สิงคโปร์ ฮับผลิตยาแห่งใหม่ บริษัทยาแห่ทุ่มเงินทุน มุ่งขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย
สิงคโปร์ กลายเป็นศูนย์กลางผลิตยา บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก ระดมเม็ดเงินลงทุนสร้างโรงงาน มุ่งขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย ชี้เอเชียประชากรสูงอายุเร็ว ความต้องการยาพุ่ง
วันที่ 5 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า บริษัทยารายใหญ่ระดับโลกหลายแห่งจากทุ่มเงินลงทุนในสิงคโปร์ ด้วยความตั้งใจใช้เป็นฐานเพื่อขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ประชากรเข้าสูงสังคมสูงอายุเร็วที่สุดในโลก และเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงโรคมะเร็งสูง
เอเชียมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าในปี 2565 สัดส่วนผู้ประชากรที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในเอเชียสูงถึง 49.2% เมื่อเทียบกับทั่วโลกที่ 56.1% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรสูงอายุ โดย จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ความต้องการการรักษามะเร็งเพิ่มขึ้น
ข้อมูลการสำรวจโรคมะเร็งทั่วโลกของ WHO ณ ปี 2565 พบว่า อัตราความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งในประชากรอายุต่ำกว่า 75 ปี ในกลุ่มประเทศอาเซียน
- สิงคโปร์ 20%
- ฟิลิปปินส์ 17%
- ไทย 15%
- เวียดนาม 15%
- มาเลเซีย 10%
- อินโดนีเซีย 10%
ข้อมูลจากคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ระบุว่า ในปี 2565 ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 13.6% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ภายในปี 2593
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเลือกลงทุนในสิงคโปร์ เป็นเพราะมีข้อได้เปรียบภาษี และมีเงินอุดหนุนแก่บริษัทต่าง ๆ มากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากสำหรับบริษัทเวชภัณฑ์และเภสัชกรรม
ตั้งแต่ปี 2543 สิงคโปร์มุ่งเน้นที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การผลิตขั้นสูงของประเทศ ด้วยการเสนอแรงจูงใจและเงินอุดหนุนจำนวนมาก สิงคโปร์ยังได้พัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนา เช่น Biopolis สำหรับบริษัทชีวการแพทย์ หน่วยงาน และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการวิจัยยา
ในช่วงต้นปี 2567 โนวาร์ทิส (Novartis) บริษัทยาของสวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศลงทุน 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายโรงงานเภสัชชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนห่วงโซ่อุปทานทั่วเอเชีย
ด้านแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ประกาศแผนการสร้างโรงงานผลิตยาแห่งแรกในสิงคโปร์ ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือน พ.ค. และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2572 โดยโรงงานนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่ตลาดเกิดใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของบริษัท โดยในปี 2566 รายได้ของ AstraZeneca จากตลาดเกิดใหม่ ไม่นับรวมรายได้ในจีนและรายได้จากวัคซีนและยารักษาโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบเป็นรายปี
โรงงานใหม่ของ AstraZeneca จะมุ่งเน้นไปที่การผลิต Antibody-Drug Conjugate (ADC) หรือ ซึ่งเป็นยาต้านมะเร็งกลุ่มที่มีที่มุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ และมีแนวโน้มช่วยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อดีที่แข็งแรง โดย ADC ถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยาต้านมะเร็ง และมีความเป็นไปได้ที่จะมาแทนที่การรักษาแบบเดิมเนื่องจากมีความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายไปที่เซลล์มะเร็ง
ขณะที่ ไฟเซอร์ (Pfizer) บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้เปิดโรงงานมูลค่า 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางตะวันตกของสิงคโปร์เมื่อเดือนก.ค. เพื่อผลิตส่วนผสมสำคัญสำหรับยารักษาโรคมะเร็ง ยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะ
นายไมค์ แม็กเดอร์ม็อตต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหาทั่วโลก ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโรงงานแห่งนี้ในการขยายขีดความสามารถในการผลิตของบริษัทไฟเซอร์ ขณะที่นางแจ็คเกอลีน โปห์ กรรมการผู้จัดการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) กล่าวว่า การลงทุนครั้งล่าสุดของบริษัท Pfizer ช่วยเสริมสร้างสถานะของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ชั้นนำ
สิงคโปร์เป็นเมืองหลวงด้านชีวการแพทย์ของโลก โดยเป็นที่ตั้งโรงงานบริษัทชีวเภสัชชั้นนำ 7 แห่ง โรงงานเหล่านี้ผลิตยาหลากหลายชนิด รวมถึงส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ ยาชีวภาพ และเซลล์บำบัด และข้อมูลจาก EDB ระบุว่า ภาคส่วนนี้มีแรงงานมากกว่า 9,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากช่วงต้นปี 2543
นอกจากนี้แล้ว อุตสาหกรรมชีวการแพทย์ยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยในปี 2565 อุตสาหกรรมนี้มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) 2.3% และผลิตยามูลค่าเกือบ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ออกสู่ตลาดโลก
ทั้งนี้ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมในสิงคโปร์นั้นขับเคลื่อนโดยความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเมืองรัฐแห่งนี้สำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่ขยายเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
อ้างอิง : asia.nikkei.com
📌อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซึยน ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌