โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“กระเป๋าหรู” แฟชั่นที่ให้ผลตอบแทน ทำไมถึงอาจเป็นแค่ "การซื้อที่ฉลาด" แต่ไม่ใช่ "การลงทุน"?

Thairath Money

อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

“กระเป๋าหรู” มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและทำผลงานได้ดีกว่าของสะสมประเภทอื่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนได้รับการพิจารณาว่าเป็นหมวดหมู่การลงทุนที่มีศักยภาพในสายตาของผู้บริโภคและนักวิเคราะห์ และเป็นครั้งแรกที่มูลค่าของกระเป๋าแบรนด์เนมหรูจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Hermès, Chanel, Goyard และ Louis Vuitton เพิ่มขึ้นโดยรวม

กระเป๋าถือเป็นสินทรัพย์สะสมที่มีความผันผวนน้อยที่สุดประเภทหนึ่ง และให้ความคุ้มค่าด้านความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลตอบแทน นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือที่ป้องกันเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กระเป๋าหรู” สินทรัพย์สะสมที่คุ้มค่าหรือการลงทุนที่มีความเสี่ยง?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระเป๋าหรูได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สะสมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Hermès, Chanel, Goyard และ Louis Vuitton

รายงานจากแพลตฟอร์มขายต่อสินค้าหรูอย่าง Rebag ระบุว่า มูลค่าของกระเป๋าหรูโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการมองกระเป๋าแบรนด์เนมเป็นสินทรัพย์แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องประดับ

นักวิเคราะห์ของ Rebag ชี้ให้เห็นว่า "แนวโน้มเหล่านี้บ่งชี้ถึงโอกาสการลงทุนที่น่าตื่นเต้น ทั้งในกลุ่มแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานและแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า" นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบว่ากระเป๋าถือเป็นสินทรัพย์สะสมที่มีความผันผวนน้อย และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเงินเฟ้อ”

“กระเป๋าหรู” จากเครื่องประดับสู่สินทรัพย์สะสมเฉพาะกลุ่ม

เมื่อพูดถึงการลงทุนในสินทรัพย์สะสม กระเป๋าหรูมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น นาฬิกาหรู ไวน์ หรือศิลปะ ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับสูง

จากการศึกษาของ Baghunter พบว่า กระเป๋า Hermès Birkin มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 14.2% ระหว่างปี 1980-2015 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ที่ประมาณ 10%

แม้ว่ากระเป๋า Birkin จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี และมีราคาขายปลีกเริ่มต้นที่ 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 328,000 บาท) แต่สามารถขายต่อได้ในราคา 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,093,000 บาท) หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาด สี และสภาพของกระเป๋า แต่ต้องไม่ลืมว่าตลาดของสินทรัพย์สะสมเหล่านี้ไม่ได้มีสภาพคล่องสูงเหมือนหุ้นหรือทองคำ

อย่างไรก็ตาม การที่กระเป๋าหรูมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง Jasmine Tucker รองประธานฝ่ายวิจัยของศูนย์กฎหมายสตรีแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า "เพื่อให้ดูเหมาะสมกับสถานะของตนเอง ผู้หญิงจำเป็นต้องแต่งกายให้ดูดี ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านภาพลักษณ์เหล่านี้สูงกว่าของผู้ชาย และพวกเธอต้องทำสิ่งนี้ในขณะที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า"

ในแง่ของการลงทุน มีกระเป๋าหรูเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง จากการศึกษาของ Rebag พบว่า กระเป๋าที่สามารถรักษามูลค่าไว้ได้ที่ระดับ 90% หรือสูงกว่านั้น มีเพียง Hermès Birkin และกระเป๋าดีไซเนอร์ชั้นนำบางรุ่นเท่านั้น

ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาในการลงทุนกระเป๋าหรู

แม้จะมีตัวเลขที่น่าสนใจ แต่การลงทุนในกระเป๋าหรูยังคงมีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น

  • สภาพคล่องต่ำ : กระเป๋าหรูไม่สามารถขายออกได้ทันทีเหมือนหุ้นหรือทองคำ ผู้ขายอาจต้องใช้เวลานานในการหาผู้ซื้อที่เหมาะสม
  • กระแสตลาดที่เปลี่ยนแปลง : แม้ว่ากระเป๋ารุ่นไอคอนิกจะรักษามูลค่าไว้ได้ดี แต่แฟชั่นและรสนิยมของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไป
  • ต้นทุนแฝง : การดูแลรักษากระเป๋าให้อยู่ในสภาพดีต้องใช้ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมการขายต่อในตลาดรอง

กระเป๋าหรูอาจเป็น "การซื้อที่ฉลาด" แต่ไม่ใช่ "การลงทุน"

มุมมองจากนักวิเคราะห์การเงินชี้ให้เห็นว่า แม้กระเป๋าหรูจะเป็นสินทรัพย์สะสมที่มีศักยภาพ แต่ก็ไม่ควรถูกมองเป็น "การลงทุนหลัก" Carolyn McClanahan นักวางแผนการเงินและผู้ก่อตั้ง Life Planning Partners กล่าวว่า "ฉันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นการซื้อสินค้าถูกนำเสนอว่าเป็นการลงทุน… ถ้าคุณมีกระเป๋าที่รู้ว่าคุณจะใช้ไปตลอด อาจเรียกได้ว่าเป็นการซื้อที่ฉลาด แต่คุณก็ยังต้องแน่ใจว่าคุณใช้จ่ายอย่างเหมาะสม และยังมีแผนการเงินเพื่ออนาคต"

นอกจากนี้ นักลงทุนมืออาชีพมักเน้นว่าการลงทุนในสินทรัพย์สะสมควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ไม่ควรเป็นสินทรัพย์หลัก เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความไม่แน่นอนของตลาด

เช่น ในปี 2021 กระเป๋า Hermès Himalaya Birkin ถูกขายที่ Sotheby’s ในราคากว่า 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับกระเป๋าใบเดียว อย่างไรก็ตาม ก็มีกรณีที่นักลงทุนขาดทุนจากกระเป๋าที่ซื้อมาแต่กลับขายไม่ได้ตามราคาที่คาดหวัง เนื่องจากกระแสความนิยมเปลี่ยนไป หรือสภาพของกระเป๋าไม่ดีพอที่จะดึงดูดผู้ซื้อในตลาดรอง

คำแนะนำถึงผู้ที่ต้องการลงทุนในกระเป๋าหรู

ปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • เลือกแบรนด์และรุ่นที่ได้รับความนิยมสูง เช่น Hermès Birkin, Chanel Classic Flap ซึ่งมีประวัติการรักษามูลค่าที่ดี
  • ตรวจสอบสภาพของกระเป๋า กระเป๋าที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือยังไม่เคยใช้งาน (Brand New) จะมีโอกาสขายได้ราคาสูงกว่า
  • ศึกษาตลาดรอง ควรเช็กข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายต่อ เช่น Christie's, Sotheby’s, The RealReal เพื่อให้มั่นใจว่ากระเป๋าที่ลงทุนมีศักยภาพในการทำกำไร

การลงทุนในกระเป๋าหรูอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สิน สำหรับบางคน กระเป๋าหรูอาจเป็นมากกว่าการลงทุนทางการเงิน แต่เป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมและสถานะทางสังคม แต่สำหรับผู้ที่มองหาผลกำไรจริงจัง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดและเลือกแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโตจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าระยะยาว เพราะการลงทุนที่ดีคือการกระจายความเสี่ยง และไม่ฝากเงินทั้งหมดไว้กับสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ที่มา: CNBC Purse Blog Carry Mintsa The Pink look book

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...