เปิดขุมธุรกิจ ‘China Railway’ ลุยรับงานหลายประเทศ ท่ามกลางข้อกังขาความโปร่งใส
China Railway No.10 Engineering Group กำลังเป็นที่จับตาหลังปรากฏเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่พังถล่มจากผลกระทบของแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันศุกร์(28 มี.ค.) ร่วมกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ภายใต้ชื่อกิจการร่วมค้า ไอทีดี–ชีอาร์อีซี
ทันทีที่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทที่ดำเนินการก่อสร้างนี้ออกมา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า ทำไมถึงมีชื่อบริษัทจีน มาเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงการของหน่วยงานราชการไทย จนลุกลามเป็นความข้องใจหลายเรื่อง เช่น สาเหตุที่อาคารถล่มเป็นเพราะการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ นำไปสู่การขุดคุ้ยที่มาที่ไปของ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นบริษัทที่ปรากฎชื่อเป็นกิจการร่วมค้ากับอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์
ชำแหละกิจการร่วมค้า ไอทีดี–ชีอาร์อีซี
กิจการร่วมค้า ไอทีดี–ชีอาร์อีซี เป็นบริษัทจดทะเบียนร่วมทุนไทย–จีน ระหว่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จำกัด กับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) มีนายชวนหลิง จาง และนายโสภณ มีชัย เป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นประกอบด้วย
– China Railway No.10 Engineering Group จากจีน ถือหุ้น 49%
– นายโสภณ มีชัย 40.80%
– นายประจวบ ศิริเขต10.20%
– นายมานัส ศรีอนันท์1 หุ้น
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียน100 ล้านบาท จดทะเบียนในประเทศไทยตั้งแต่ปี2561
บริษัทลูกรัฐวิสาหกิจใหญ่จีน
จากข้อมูลด้านบน ความน่าสนใจของเรื่องนี้ คือChina Railway No.10 Engineering Group ที่มาจดทะเบียนร่วมทุนกับธุรกิจไทย จริงๆ แล้วเป็นบริษัทย่อยของChina Railway Engineering Corporation (CREC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีน หรือพูดง่ายๆCREC ก็คือกลุ่มบริษัทรัฐบาลจีนถือหุ้นใหญ่อยู่
โดยCREC ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ทำธุรกิจหลากหลายประเภทตั้งแต่การผลิตเครื่องจักรรับเหมาก่อสร้างการสำรวจออกแบบทางวิศวกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจด้านการเงิน
บริษัทใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจตามโมเดลรัฐวิสาหกิจคือรัฐบาลจะถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแม่และมีการแตกย่อยออกเป็นบริษัทลูกอีกหลายบริษัทเพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
โดยในประเทศจีนCREC รับหน้าที่หลักในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยมากกว่า2 ใน3 ของทางรถไฟทั่วประเทศจีน และยังเป็นผู้ดำเนินการสร้างระบบรถไฟฟ้า และทางด่วนอีกหลายเส้นทาง
นอกจากนี้CREC ยังมีชื่ออยู่ในทำเนียบFortune Global 500ซึ่งเป็นการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก500 บริษัท โดยจากข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัท ระบุว่าCREC อยู่ในทำเนียบFortune Global 500 มาถึง17 ปีติดต่อกัน เมื่อปี2022 บริษัทอยู่ในอันดับที่34 และอยู่ในอันดับ5 ของบริษัทจีนทั้งหมดที่ติดอันดับบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก
สยายปีกธุรกิจทั่วโลก
ความน่าสนใจของCREC คือกลุ่มบริษัทในเครือไม่ได้รับงานแค่ในประเทศจีนเท่านั้นแต่ยังออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก
เช่นChina Railway No.10หรือชื่อภาษาจีนว่า‘จงเถี่ยสือจวี๋‘ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในบ้านเราตอนนี้ มีโครงการที่เคยทั้งทำและกำลังทำอยู่ในต่างประเทศหลายโครงการ
จากการย้อนไปดูผลงานของบริษัทนี้ในประเทศต่างๆ มีทั้ง โครงการที่บริษัทเข้าไปทำ ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบราง และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ อย่างเช่น โครงการรถไฟในเวเนซุเอลา และโบลิเวีย ที่ประสบความสำเร็จเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องสังเกตคือ ในหลายๆ โครงการที่China Railway No.10 ไปดำเนินการในต่างประเทศ พบว่า เคยมีโครงการที่มีปัญหาถึงขั้นพังถล่มในระหว่างการก่อสร้างมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ที่สะพานSigiri ซึ่งกำลังก่อสร้างในเคนยาพังถล่มตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ และอีกเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก คือ หลังคาคอนกรีตสถานีรถไฟในเซอร์เบียถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต16 คน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเซอร์เบียบานปลายเป็นเรื่องใหญ่จนเกิดการประท้วงหลายครั้งล่าสุดเพิ่งมีการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากมวลชนชาวเซอร์เบียไม่พอใจรัฐบาลและมองว่าต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันปล่อยปะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัย
ข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส
ปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้ยหลายครั้งในหลายประเทศ ส่งผลให้CREC ถูกตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจจีน
เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในสกอตแลนด์ เมื่อปี2016 มีข้อถกเถียงเกิดขึ้นมาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้าม ถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทChina Railway No. 3 Engineering Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือCREC มารับสัมปทานโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนทางเหนือ
โดยรัฐบาลสกอตแลนด์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ยอมตรวจสอบประวัติของบริษัทที่มารับสัมปทานให้รอบคอบ เนื่องจากมีฝ่ายตรงข้ามไปขุดคุ้ยเจอว่า บริษัทแม่ของChina Railway No. 3 Engineering Group ที่รัฐไปลงนามด้วย เคยมีประวัติจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่เพื่อคว้าสัญญางานของรัฐ จนทำให้ถูกกองทุนน้ำมันของนอร์เวย์ขึ้นบัญชีดำไปก่อนหน้านี้
ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลสกอตแลนด์ตั้งคำถามขึ้นมาว่ารัฐบาลไม่รู้เรื่องพฤติกรรมติดสินบนของรัฐวิสาหกิจก่อนจะตัดสินใจลงนามจริงหรือและมั่นใจได้อย่างไรว่าบริษัทที่ลงนามไปด้วยนั้นมีความน่าเชื่อถือจริงๆ