เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index แกว่ง Sideways ในกรอบ กรอบ 1,110-1,128 จุด โดยมี Sentiment ลบก่อนดันอ่อนๆหลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษี EU และเม็กซิโก 30% ขณะที่สัปดาห์นี้จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยอดส่งออกเดือน มิ.ย. และ GDP 2Q25 จีน รวมถึงเงินเฟ้อ CPI PPI สหรัฐฯเดือน มิ.ย. ภาพรวมเริ่มมีแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาบ้างจากประเด็นความเสี่ยงภาษีทรัมป์ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ขณะที่ตลาดจับตาพัฒนาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศต่างๆในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่เหลือ ซึ่งต้องดูว่าทรัมป์จะขยายเส้นตายออกไปจาก 1 ส.ค. อีกหรือไม่หากการเจรจาไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งสำหรับไทยกรณีแย่ที่สุดหากไทยไม่สามารถปรับลดอัตราภาษีลงได้จะส่งผลให้ประมาณการ GDP ไทยปีนี้อาจโตเพียง 1% หรือต่ำกว่า ขณะที่ EPS ของ SET มีแนวโน้มถูกปรับลงจาก 89.5 บาทในปัจจุบันเหลือ 80-84 บาท
ด้านปัจจัยในประเทศสถานการณ์การเมืองยังนิ่งชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำร้องถอดถอนนายกฯ โดยโฟกัสจะอยู่ที่การพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมต่อในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้เราคาดว่าตลาดจะเริ่มจับตาผลประกอบการ 2Q25 บจ.มากขึ้น โดยกลุ่มธนาคารจะเริ่มประกาศกำไรสัปดาห์นี้ กลยุทธ์เราแนะนำเก็งกำไรกลุ่มส่งออกช่วงปรับลงแรงบนสมมติฐานว่าท้ายที่สุดไทยจะสามารถเจรจากับสหรัฐฯและปรับลดอัตราภาษีลงได้ ขณะที่กลุ่ม Domestic และ Defensive Play คาดว่าจะเคลื่อนไหวได้แข็งแรงกว่าตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 2Q25-2H25 แข็งแกร่ง
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : ADVANC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 323.59 บาท
• คาดกำไร 2Q25 ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ราว 1.1 หมื่นลบ. +5% q-q, +30% y-y โดยรายได้คาดว่ายังเติบโตได้ดีและแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนชะลอลง หนุน EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้น
• เรายังคงมุมมองเชิงบวกระยะยาวจากภาวะการแข่งขันที่ไม่รุนแรง ขณะที่การประมูลคลื่นความถี่ออกมาในราคาที่ไม่สูง เป็นบวกต่อต้นทุนระยะยาวและเอื้อต่อการทำกำไร ประมาณการกำไรปี 2025 ของ Consensus ล่าสุดอยู่ที่ 4.1 หมื่นลบ. +16% y-y
• แนวรับ 282-280//275 บาท แนวต้าน 290//296-300 บาท
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET Index Sideways ในกรอบของสัปดาห์นี้ที่ 1,100-1,145 จุด ตลาดแกว่งตัวรอการเจรจาของไทยเพื่อลดอัตราภาษีลงจากระดับ 36% เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียนได้ รวมถึงติดตามการเริ่มรายงานงบ 2Q68 ของกลุ่มธนาคาร แนะนำ selective buy หุ้นกลุ่ม China play / Earning 2Q68 ดี / คาดหวังการลดดอกเบี้ยและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เช่น SCC, PTTGC, IVL, AAV, TASCO, ADVANC, BAM, GULF, TIDLOR, PSL.
PTTGC (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 23.30 บาท) มีปัจจัยหนุนจากสัญญาณฟื้นตัวของ product spread ธุรกิจโอเลฟินส์ และปริมาณวัตถุดิบที่ได้รับจาก PTT เพิ่มขึ้น แนวโน้ม 2Q68 คาดผลการดำเนินงานหลักฟื้นตัว ธุรกิจโรงกลั่นดีขึ้นค่าการกลั่น ธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และโพลิเมอร์อัตรากำไรฟื้นตัวจากความมาตรการตุ้นเศรษฐกิจของจีน ช่วยชดเชยการปิดซ่อมบำรุงตามโรง OLE2/1 และธุรกิจอะโรเมติกส์ที่อ่อนแอ ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Allnex) ผลประกอบการดีขึ้นตามปริมาณขายที่เข้าช่วง high season ส่วนในปี 68 เราประเมินภาพการฟื้นตัวโดยหลักมาธุรกิจโอเลฟินส์และ Allnex รวมถึงรับรู้ขาดทุนของ Vencorex ลดลง และไม่มีค่าใช้จ่ายด้อยค่าก้อนใหญ่อีก
ADVANC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 315.0 บาท) คาดการดำเนินงานใน 2Q68 ยังดีได้ต่อจากมาร์จิ้นตามการแข่งขันและ Finance Cost ที่ลดลง ทั้งนี หุ้นกลุ่มสื่อสารยังมีปัจจัยบวกจากเทรนด์ธุรกิจในอนาคต, Data Consumption ที่สูงขึ้น รวมถึงการ Migrate เทคโนโลยี เช่น Package 5G ที่จะส่งผลบวกต่อไปยัง ARPU โดย ส่วนของ ADVANC เอง ฐานผู้ใช้บริการ 5G ณ สิ้น 1Q68 คิดเป็น 28% ของฐานผู้ใช้บริการทั้งหมด ยังมีช่องในการเติบโตของรายได้ นอกจากนี้ การแข่งขันที่ลดลงของผู้ให้บริการในไทยก็จะช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายการประมูลคลื่น โดย การประมูลคลื่นความถี่ย่านกลางในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ADVANC ได้ต้นทุนที่ถูกลงกว่าเดิม
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวน จากการเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้น ธนาคารทยอยส่งงบ และตามผลการเจรจาการค้า โดยตลาดหุ้นไทย ผันผวนรายวัน จากแรงซื้อหุ้นที่ราคาลงมาลึก เนื่องจากภาพใหญ่ของตลาด ยังรอคอยผลเจรจาการค้า ขณะที่หุ้นธนาคารจะเริ่มทยอยส่งงบการเงิน 2Q คาดกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1115-1140 จุด
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มข้นในการใช้มาตรการทางการค้า โดยขู่ว่าจะขึ้นภาษี 35% กับสินค้าแคนาดาบางรายการ และจะขึ้นภาษี 30% กับสหภาพยุโรปและเม็กซิโกในเดือนหน้า…… ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าจากความเสี่ยงในเรื่องสงครามการค้า
• การเจรจาการค้าสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นต้องติดตามต่อ ตลาดสัปดาห์นี้ คาดทรัมป์จะร่อนจดหมายเรียกเก็บภาษีศุลกากรให้อีกหลายๆ ประเทศ ติดตามทีมไทยแลนด์จะเดินหน้าทำข้อเสนอใหม่ต่อสหรัฐฯ เสร็จก่อน 14 ก.ค. แต่เราเล็งว่า ข้อเสนอล่าสุด อาจรู้ผลไม่เกินสัปดาห์นี้ โดยยังหวังอะไรไม่ได้มากนัก
• สัปดาห์นี้ ตลาดจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ทั้ง GDP และตัวเลขส่งออกของจีน รวมไปถึง CPI สหรัฐฯ (คาดการณ์ 2.6%; ครั้งก่อน 2.4%) และ PPI สหรัฐฯ (คาดการณ์ 2.5%; ครั้งก่อน 2.6%) จากการประกาศใช้มาตรการภาษีของทรัมป์ คาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของ Fed ในการประชุมปลายเดือนนี้(29-30)
• สุญญากาศการเมืองไทยยังมีอยู่ กลางสัปดาห์นี้(16) จะเป็นช่วงสุดท้ายที่นายกฯ ต้องส่งคำชี้แจงต่อศาล รธน. ในประเด็นคลิปเสียงฮุนเซน หลังศาลฯ มีมติรับคำร้องและสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเมื่อต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา …. จากนี้หลังจากนายกฯ ส่งคำชี้แจงแล้ว คาดการเมืองยังคงเป็นสูญญากาศต่อจนกว่าศาลฯ จะมีคำตัดสิน ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายในเดือนก.ค.นี้
• ฤดูกาลเก็งงบการเงิน 2Q/25 ใกล้มาถึงแล้ว เราประเมินกำไรตลาด จะอยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. DAOL ประเมินกำไรกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งรายงานเป็นอันดับแรก ไว้ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท -2% yoy ; -10 qoq ใกล้เคียงกับ Bloomberg Survey ที่คาดว่าจะกำไรหุ้นทั้งกลุ่มจะ -4% YoY และ -10% qoq ….. หุ้นธนาคาร จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดแรก หลังส่งงบ จะหนุนให้ราคาหุ้นช่วงนี้ยังแข็งแรงอยู่
• Event สัปดาห์นี้ : ส่งออกจีน เดือนมิ.ย.(14)(คาดการณ์ 5.1%; ครั้งก่อน 4.8%) , China GDP Q2/25(15)(คาดการณ์ 5.1%; Q1/25 5.4%), CPI จีน(15)(คาดการณ์ 2.7%; ครั้งก่อน 2.4%), CPI สหรัฐฯ(15), PPI สหรัฐฯ(16), ตัวเลขเคลมการว่างงาน สหรัฐฯ(17)
Technical : BCH, KAMART
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้