โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทยต่ำบุ๊ก Deep Value โอกาสนี้น่าสนใจจริงไหม ?

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 03.03 น. • The Bangkok Insight

หุ้นไทยต่ำบุ๊ก Deep Value โอกาสนี้น่าสนใจจริงไหม ?

หนึ่งในความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ก็คือเรื่องของ Valuation โดยเฉพาะในแง่ของมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) ปัจจุบัน SET Index มีอัตราส่วน P/BV ใกล้เคียง 1 เท่า อีกทั้งยังมีหุ้นชั้นนำหลายตัวที่ซื้อ-ขายกันต่ำกว่าบุ๊ก

Book Value per Share เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่นิยมนำมาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อดูว่าหุ้นตัวนั้น “ถูกหรือแพง” ด้วยการเปรียบเทียบกับราคาหุ้น ณ ขณะนั้น กับมูลค่าทางบัญชี (Book Value) มาจากมูลค่าของสินทรัพย์สุทธิ ตามงบดุลล่าสุดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ดังนั้น มูลค่าทางบัญชีจะเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับหากบริษัทตัดสินใจที่จะเลิกกิจการ โดยคำนวณได้จากการนำสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวม

ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับ 100 ล้านบาท และมูลค่าหนี้สินทั้งหมดเท่ากับ 80 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทจะเท่ากับ 20 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งถ้าบริษัทขายสินทรัพย์และจ่ายหนี้สินทั้งหมด มูลค่าของหุ้นหรือมูลค่าสุทธิทางบัญชีของธุรกิจจะเท่ากับ 20 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินยอดนิยมในการเปรียบเทียบราคาหุ้น กับมูลค่าทางบัญชีที่นักลงทุนคุ้นเคยกันดี คือP/BV Ratio ที่แสดงให้เห็นถึงจำนวนเท่าของราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ ต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัทต่อหุ้น ยังเป็นตัวชี้วัดให้กับนักลงทุนว่า ลงทุนหุ้นนั้นในราคาที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

โดยโอกาสที่บริษัทจะมีค่า P/BV เท่ากับ 1 เท่า เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก เพราะแสดงว่าราคาตลาดของหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นแล้ว ถือเป็นโอกาสดีของนักลงทุน เพราะจะได้ซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนในระยะยาว

มุมมองนักวิเคราะห์บล. กสิกรไทย ระบุว่า การเพิ่มตัวคูณ P/BV ของ SET Index จะยังจำกัด แม้ SET Index ซื้อขายด้วย PBV ที่ 0.9 เท่า ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในอดีต แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีการปรับเพิ่มตัวคูณในระยะใกล้ สะท้อนว่าผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นน่าจะลดลง เนื่องจากคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยอยู่ที่แค่ 1.4% ในปี 2568 และชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่ 2.5% ในปี 2567

นอกจากนี้ ยังคาดว่าแต่ละบริษัทจะให้ความสำคัญกับการสำรองเงินสดเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและแนวโน้มการเติบโตที่น่าท้าทาย อย่างไรก็ดี กลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรเชิงบวกในครึ่งหลังของปี 2568 และ ปี 2569 จะหนุนตัวคูณมูลค่าที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึงกลุ่มพลังงาน จากสัดส่วนการจ่ายเงินปันผลที่คาดสูงขึ้น

โอกาสลงทุนในหุ้น SET100 เมื่อดัชนี SET เข้าใกล้ระดับมูลค่าทางบัญชี พบว่าในจำนวนหุ้น 56 ตัวจากหุ้น 100 ตัวใน SET100 ที่วิเคราะห์อยู่นั้นซื้อขายด้วย PBV ที่ต่ำกว่า 1.0 เท่า ในปี 2569 สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการสะสมหุ้นคุณภาพดี

สำหรับหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ที่แนะนำในสถานการณ์เช่นนี้ ได้แก่ SPALI, CPN, CENTEL, AMATA และ PTT

หุ้นไทย

มุมมองบทวิเคราะห์บล. กรุงศรี (KSS) มองว่าตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ภาษีตอบโต้สหรัฐฯ และประเด็นการเมืองไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ SET Index ปรับลงกว่า 24% จากต้นปี

แต่ดัชนี SET ปัจจุบัน สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว จึงเป็นจังหวะ “สะสมหุ้น Value Play” ที่มีพื้นฐานดี ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และจากหุ้นในตลาดทั้งหมด 914 บริษัท พบสถิติที่น่าสนใจว่า
384 บริษัท PER < 12 เท่า
486 บริษัท ปันผล > 3%
626 บริษัท PBV < 1 เท่า
214 บริษัท มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ

เพราะฉะนั้น แนะนำหุ้นเด่นกลุ่ม Big Cap ได้แก่ LH, BLA, AP, TLI, BBL, TOP, PTTEP, PTT, KBANK, KTB ส่วนหุ้นเด่นกลุ่ม Mid-Small Cap ได้แก่ GLOBAL, AMATA, ERW, SC, JUBILE, ILM, ROJNA, BCPG

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...