'ใบเตย อาร์สยาม' ภาพลักษณ์หรูที่แค่ดูก็เหนื่อยแล้ว
ใบเตย สุธีวัน ทวีสิน เด็กสาวชาวหาดใหญ่ ที่มีใจรักการร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก แต่เวทีประกวดแรกของเธอในตอน 7 ขวบ ใบเตยเลือกร้องเพลงแนวสตริง จนเมื่ออายุ 9 ขวบเธอเลือกเพลง 'เลิกแล้วค่ะ' ของฮาย อาภาพร ประกวดบนเวทีเพลงลูกทุ่ง
ใบเตยคว้ารางวัลระดับจังหวัดครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี และค่อยๆ ก้าวไปคว้ารางวัลบนเวทีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น ได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมระดับภาค จากโครงการพานาโซนิค สตาร์ ชาเลนจ์ เป็นต้น
ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับค่ายอาร์สยาม ใบเตยเป็นศิลปินฝึกหัดของค่ายอาร์เอสมาก่อน และได้ร่วมร้องเพลงในชุดพิเศษกับศิลปินอื่นๆ จนเมื่อปี พ.ศ.2547 เธอก็สังกัดค่ายอาร์สยาม ปล่อยซิงเกิลแรกคือเพลง 'ปากไม่…ใจคิดถึง' ในลุคสาวหวาน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นสาวเซ็กซี่ในซิงเกิ้ลเพลง 'โคโยตี้ค่ะพี่'
เธอมีชื่อที่แฟนคลับเรียกติดปากมาตลอดว่า 'ใบเตย อาร์สยาม' พร้อมวลีเด็ดประจำตัว 'ไม่สั้นเสมอหู อย่าเรียกหนูใบเตย 'และแม้ใบเตย อาร์สยาม จะยังคงเป็นชื่อเรียกติดตัว ติดปากมาจนถึงปัจจุบัน แต่ใบเตยก็ออกจากค่ายมาตั้งแต่ปี 2565
ส่วนชีวิตรักใบเตย แต่งงานกับ 'ดีเจแมน' พัฒนพล กุญชร เมื่อปี 2562 และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน
ลุคของใบเตยที่หลายคนเห็นภาพคือเธอมีไลฟ์สไตล์สนุกสนานมาโดยตลอด แต่งตัวเซ็กซี่ มีของแบรนด์เนมติดตัว ชีวิตดูหรูหรามากขึ้นตามชื่อเสียงที่โด่งดังมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นนักร้องที่รายได้ไม่น้อยแล้ว ใบเตยเล่าผ่านตามรายการต่างๆ และในโซเชียลมีเดียตลอดว่าเธอมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
ธุรกิจส่วนตัวของนักร้องสาวมีหลายด้าน เช่น ด้านความบันเทิง คลินิกความงามและศัลยกรรมครบวงจร แม่ค้าขายของแบรนด์เนมมือสอง และยูทูปเบอร์
เมื่อใบเตยเผยว่า เธอสนุกกับการช็อปของแบรนด์เนมเดือนละ 5 ล้าน โดยเฉพาะของรุ่นลิมิเต็ด และเป็นลูกค้า VVIP ของหลายแบรนด์ รวมถึงการเปิดแอร์ให้เฟอร์นิเจอร์ทั้งบ้านของเธอนั้น ก็กลายเป็นที่พูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง
ทำให้หลายคนสงสัยที่มาการเงินของเธอ แต่ก็เข้าใจว่าเพราะเธอมีงานจ้างร้องเพลงไม่น้อย และรายได้จากธุรกิจก็คงมากเพียงพอที่จะซัพพอร์ตไลฟ์สไตล์นี้ของเธอ
แต่ใบเตยก็กลายเป็นประเด็นทางสังคมหลายครั้ง จนมีชาวเน็ตตามจับโป๊ะและตั้งคำถามว่า เธอพูดจริงหรือไม่ เช่น มีลูกค้าซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากเธอในราคาครึ่งแสน สภาพสินค้าที่เห็นในไลฟ์ดูไม่มีตำหนิเท่าของจริงที่ได้รับ ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าเป็นความจริงและมีการคืนเงินกันไป
เมื่อนานมาแล้วเธอเคยเล่าว่า ไปสอบแอร์โฮสเตส ผ่านแล้วทั้งคะแนนภาษา ส่วนสูง แต่สุขภาพไม่ผ่าน แต่ภายหลังเธอปฏิเสธว่าไม่เคยพูดว่าไปสอบเป็นแอร์ฯ แค่เคยเรียนในโรงเรียนขั้นพื้นฐานที่จะเป็นแอร์ฯ เท่านั้น
อีกครั้งเมื่อเรื่องนามสกุลใหม่เป็นเหตุให้ทุกคนถล่มทั้งตัวเธอและสามี เนื่องจากนามสกุล 'กุญชร ณ อยุธยา' ที่เธอเปลี่ยนมาใช้หลังจากจดทะเบียนสมรสนั้นตามกฎหมายนั้น ใบเตยเป็นสะใภ้ที่ไม่ได้สืบเชื่อสายโดยตรง จึงไม่สามารถใช้ ณ อยุธยา ตามหลังนามสกุลได้ รวมถึงลูกสาวก็เช่นกัน
แต่เรื่องที่พีคที่สุดจนเปลี่ยนชีวิตของใบเตยเลยก็คือ 'คดี Forex-3D' ที่สุดท้ายได้ส่งเธอและสามีเข้าไปอยู่ในคุกตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2566 โดยย้อนกลับไปในช่วงปี 2559 ที่ดีเจแมนลงทุนด้วยเงิน 1 แสนบาท เทรดเงิน Forex-3D กับอภิรักษ์ โกฎธิ เพื่อได้รับเงินปันผล จนติดระดับแพลตตินัมเงินลงทุน 1 ล้านบาท
คดีของ Forex-3D ได้ทยอยมีผู้ได้รับความผิดมาตลอดตั้งแต่เกิดเป็นคดีความ ในส่วนของรอบเดือนกันยายน 2565 มีคน 4 ราย ซึ่ง 2 ใน 4 มีใบเตย และดีเจแมนอยู่ด้วย และโลกโซเชียลก็ได้เห็นหลักฐานแรกคือภาพร่วมโต๊ะ CEO ของ Forex-3D ของดีเจแมน
ทั้งสองมีการมารับทราบข้อกล่าวหาและเข้าแยกสอบสวน พร้อมความเชื่อมั่นว่าจะผ่านคดีนี้ไปได้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง และยังมีการยื่นแก้ข้อกล่าวหาและเอกสารชี้แจงต่างๆ แม้จะมีการเลื่อนฟังคำสั่งฟ้องบ้าง ขอเลื่อนฟังคำสั่งฟ้องบ้าง ตลอดระยะเวลาที่เป็นคดีความ
ในที่สุดวันที่ 9 พ.ค. 2566 ทั้งใบเตยและดีเจแมน พร้อมทนายความก็เข้าพบพนักงานอัยการเพื่อฟังคำตัดสินคดีโกงแชร์ Forex-3D ทั้ง 3 ข้อหา คือทุจริต โดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งศาลยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2566 นี้ ติ๋ม ทีวีพูล เป็นผู้อัปเดตสภาพจิตใจของใบเตยว่า ทุกครั้งที่เธอออกมาศาลและกลับเข้าไปที่ราชทัณฑ์ ใบเตยจะต้องถูกกักตัวโควิดเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งช่วงนั้นเธอจะรู้สึกทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะต้องอยู่คนเดียว ไม่มีแม้แต่เพื่อนนักโทษคนอื่นๆ
และอีกความจริงที่ว่า ใบเตยไม่ได้ร่ำรวย มีกระเป๋าแบรนด์เนมเป็นร้อยใบอย่างที่สร้างภาพเอา ไว้จนทำให้โดนหมั่นไส้ตลอดมา เธอรู้สึกอยากขอโทษ แต่ตัวเธออยากจะอัปเกรดตัวเองให้ดูรวย ชีวิตหรู และการขายของแบรนด์เนม รวมถึงการใช้ของแบรนด์เนมก็เป็นทางหนึ่งที่ใบเตยคิดว่าจะตอบโจทย์ชีวิตด้านนี้
สรุปว่าที่เล่าเรื่องราวชีวิตและดรามามากมายของใบเตย ก็เพียงเพราะเพื่อเป็นตัวอย่างการตกเป็นเหยื่อของภาพลักษณ์หรูหรา ที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึง แต่ว่าคนส่วนหนึ่งเช่นเดียวกันกับใบเตย สุธีวัน คงเชื่อว่านี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เธอมีทางเลือกและโอกาสอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะมีชีวิตที่ดีได้และไม่ต้องทำร้ายคนอื่นและตัวเองอย่างช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านไป
ใบเตยคือคนที่มีงาน มีความสามารถ มีโอกาสที่ดีกว่าคนมากมาย เธอไม่จำเป็นต้องฝืนเป็นในสิ่งที่เธอไม่ได้เป็นเพื่อหลอกคนทั้งโลก คนก็รักเธอในแบบที่เธอเป็นได้ เพียงแต่เธออาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกหลอกด้วยมูลค่าของเงินที่สูงมากกว่ามาอีกทอดเช่นกัน
และในปัจจุบันเธอก็กำลังรับโทษตามบทกฎหมาย เพื่อรอเวลากลับมาใช้ชีวิตปกติต่อไป โดยที่อาจจะรู้หรือไม่ก็ตามว่าจากเหตุที่เธอมีส่วนร่วมก่อนั้นได้ดับโอกาสของหลายๆ คนไปตลอดกาล