ร้านอสูรดวงดาว (Astral Pet Store)
ข้อมูลเบื้องต้น
ร้านอสูรดวงดาว (Astral Pet Store)
ซูผิงตื่นมาในโลกใหม่ เป็นโลกต่างมิติที่คล้ายกับโลกเดิม
เพียงแต่มีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าไปมาก อีกทั้งยังขับเคลื่อนด้วยอสูรดวงดาว
และในโลกนี้ตัวเขาเป็นผู้ไร้พรสวรรค์อย่างแท้จริง
แต่แล้วชีวิตกลับพลิกผัน
เมื่อในวันหนึ่งที่เขาไปทำงานที่ 'ร้านขายอสูรพิกซี' ซึ่งเป็นร้านขายอสูรของครอบครัว
จู่ๆ เขาก็ได้รับระบบร้านขายอสูร และถูกบังคับให้ทำภารกิจต่างๆ ที่ระบบเป็นผู้กำหนด
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ร้านอสูรดวงดาว (Astral Pet Store)
ผู้เขียน : กู่ซี (古羲)
ผู้แปล : สิริลักษณ์ จันทร์ชื่น
ปก : Rami_rz
---
[超神宠兽店] / [古羲]
©2022 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
ตอนที่ 1 โลกของอสูรดวงดาว
“พี่ชายสุดหล่อ ได้เวลาตื่นแล้ว”
‘เอ๊ะ’
‘ใครเรียกฉันว่าสุดหล่อ?’
‘รอเดี๋ยว’
‘ฉันนอนคนเดียวนี่?’
ด้วยความแปลกใจ ซูผิงรีบลืมตาแล้วหันไปมองทั่วห้อง ทันใดนั้นก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาตกใจจนแทบลืมหายใจ!
มันเป็นผีที่มีเลือดไหลจากอวัยวะทั้งเจ็ดบนหน้ากำลังเอนพิงหมอนเขาอยู่ และมันกำลังอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันสีขาวน่าสยดสยอง
“อะไรวะเนี่ย!!”
ซูผิงตกใจฟาดหลังมือใส่ผีทันที
แต่มือของเขากลับพุ่งผ่านหน้าผีทะลุลงบนหมอนนุ่ม ราวกับฟาดใส่อากาศ!
ผียิ้มและแลบลิ้นสีแดง
ซูผิงกลัวมาก เขารีบหันหลังกลับและหนี แต่เพราะความตื่นตระหนกและไม่ทันได้สังเกตอะไร นั่นจึงทำให้เขาตกเตียงจนหน้ากระแทกพื้น
“โอ๊ย!…เจ็บ”
ทันทีที่ได้สติ ก็นึกได้ว่าเขากำลังถูกผีหลอกอยู่ พลันเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัว
“คิก อุบ…”
ทันใดนั้นก็มีเสียงใครบางคนที่ดูเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะไว้แต่ก็กลั้นไม่อยู่ จากนั้นเสียงหัวเราะก็ระเบิดลั่นดังออกมาจากด้านข้าง
ทำให้ซูผิงตัวสั่นจากความกลัว ผีกำลังหัวเราะใส่เขา?!
“ฮ่าๆๆ ซูผิง พี่ขี้กลัวอะไรขนาดนี้ อยากให้ฉันหัวเราะตายหรือไง!”
เสียงหัวเราะนั้นดังมาจากด้านข้างของห้อง
ซูผิงตกใจเขาหันไปมอง
ตรงปลายเตียง ได้มีเด็กสาวคนหนึ่งหน้าตาน่ารักดวงตาสดใสและมีฟันขาว เธอสวมชุดนอนสีส้มลายการ์ตูน รวมๆ แล้วเธอดูสวยแต่วินาทีที่เธอหัวเราะออกมาอย่างหนักนั้น ความสวยก็ไม่เหลืออยู่เลย
“เกิดอะไรขึ้น?”
ซูผิงสับสน จากนั้นก็พลันสังเกตเห็นว่าสภาพแวดล้อมภายในห้องของเขาเปลี่ยนไป
ที่เห็นสิ่งแรกคือโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของสัตว์ประหลาดบนกำแพงทางด้านหลังของเด็กสาว นั่นคือโปสเตอร์จากหนังสักเรื่องซึ่งเขาไม่รู้จัก
นี่มันไม่ใช่ห้องเขา!
ซูผิงไม่มีนิสัยชอบแปะโปสเตอร์ในห้อง
แล้วผีสาวตัวนั้นอยู่ไหน?
เมื่อนึกขึ้นได้ เขาก็รีบหันไปมองทั่วท้อง
แต่ไม่มีอะไรบนเตียง ผีสาวหายไปแล้ว!
“ไปแล้วเหรอ”
ซูผิงงุนงง ขณะที่กำลังจะถอนหายใจเพราะความโล่งอก
ทันใดนั้น เงาร่างสีดำก็กระโจนมาจากใต้ผ้าห่มเขา มันคือแมวดำ และแทนที่จะบอกว่ามันกระโจน ควรต้องบอกว่ามันกลิ้งออกมามากกว่า เพราะแมวตัวนี้มันอ้วนมาก
ตัวของมันกลมจนดูเหมือนกับลูกบอล
“บอลหิมะ มานี่” เด็กสาวกล่าวกับแมวดำ
เมื่อมันได้ยินเสียงของเธอ แมวดำตัวนั้นก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้น พลางสะบัดขนเล็กน้อย มันไม่วายเหลือบมองซูผิงและเดินไปทางเด็กสาวด้วยย่างก้าวที่สง่างาม
นี่เขากำลังถูกแมวมองเหยียดใส่อยู่เหรอ หรือเขาคิดมากไปเองกัน
ขณะนั้นซูผิงก็สังเกตเห็นว่าบนหัวแมวดำมีขนสีแดงเข้ม บนหน้าผากมันมีสิ่งที่คล้ายกับเปลวไฟ
มีคำถามมากมายค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวของซูผิง
ปิ๊ง!
ทันใดนั้น ราวกับมิติเวลาสั่นคลอน…
วิสัยทัศน์ของซูผิงเริ่มเลือนราง ข้อมูลมากมายนับไม่ถ้วนไหลเข้ามาในหัวเขาจากทุกทิศทางราวกับกระแสน้ำ
‘ซูผิง? ซูหลิงเยวี่ย?’
‘อสูรดวงดาว?’
‘อีกโลก?’
ข้อมูลที่ไหลเข้ามาในหัวทำให้เขาสับสน ซูผิงรู้สึกว่าหัวของเขากำลังจะระเบิดและมันเจ็บปวดมาก มากเสียจนเขาต้องกัดฟันเสียงดังกรอด
เขาไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนก่อนกระแสข้อมูลจะค่อยๆ สงบลง ความทรงจำบางส่วนนั้นผุดขึ้นมาให้เขารับรู้
กลายเป็นว่าเขาถูกส่งมายังอีกโลก…
พอซูผิงได้สติ เขาก็นึกได้และไม่แปลกใจที่เขาจะอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคยกับเด็กสาวและแมวแปลกๆ
‘ถูกส่งตัวมาโลกอื่น…แต่เมื่อกี้ฉันยังนอนอยู่บนเตียงที่โลกเดิมอยู่เลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
ภายในใจของซูผิงรู้สึกขมขื่นมาก เขาเริ่มมองผ่านความทรงจำในหัว
‘ที่นี่คือโลกที่คล้ายกับโลกเดิมของฉันเลย เพียงแต่เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่า ได้เข้าสู่ยุคท่องอวกาศแล้ว แต่ที่น่าสนใจสำหรับโลกนี้มันไม่ใช่การพัฒนาทางเทคโนโลยี แต่เป็นอสูรดวงดาว!’
‘อสูรดวงดาวมีหลากหลายชนิดและมีระดับแตกต่างกันมากมาย อสูรดวงดาวสามารถให้ความช่วยเหลือมนุษย์ในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอสูรค้างคาวทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรับผิดชอบงานโครงสร้าง อสูรดวงดาวที่ทำงานขนส่งหรือที่เป็นแม้กระทั่งนักวิจัย! อีกทั้งอสูรต่อสู้ที่จะรับผิดชอบการสำรวจพื้นที่ใหม่ในหมู่ดาวและก็ยังให้การสนับสนุนในสงคราม โดยรวมแล้วพลังของอสูรดวงดาวคือตัวชี้ขาด’
‘อสูรดวงดาว…’
ซูผิงจมอยู่ในความทรงจำ ยิ่งเขารู้เขาก็ยิ่งตกใจ จากจึงเข้าใจแล้วว่าผีสาวตนนั้นคืออะไร
‘มันคืออสูรต่อสู้ของตระกูลปีศาจ อสูรไฟนั่นเอง ความสามารถของอสูรไฟคือสร้างภาพลวงตาและควบคุมธาตุไฟ…”
อสูรไฟกลายเป็นแมวดำลักษณะแปลกๆ มีนิสัยแสนดุร้ายเนื่องด้วยมาจากตระกูลปีศาจ เจ้านี่เป็นสัตว์เลี้ยงดวงดาวที่เก่งทั้งการควบคุมจิตและธาตุ เป็นอสูรชนิดหายากที่แพงมาก!
ซูผิงไม่อยากจะเชื่อว่าน้องสาวเขาซูหลิงเยวี่ยนั้นจะใช้อสูรหายากตัวนี้มาเป็นผีหลอกเขาทุกวี่วัน…
เมื่อเขานึกค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ซูผิงพบว่าชีวิตของเขาทั้งตลกและน่ารำคาญ พี่ชายและน้องสาวคู่นี้ทะเลาะกันประจำ ทั้งคู่ไม่เห็นหัวกันตั้งแต่เด็ก ในตอนแรกนั้น ซูผิงคือคนที่มักรังแกน้องสาวของเขา แต่ว่าสถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อพวกเขาโตขึ้นก็ถึงคราวของซูผิงที่โดนน้องสาวแกล้งคืนบ้าง
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นเพราะว่าพวกเขาเข้าโรงเรียนต่างกันตอนอายุสิบสอง
ซูผิงไปโรงเรียนการค้าทั่วไป
ส่วนน้องสาวน้องสาวเขาซูหลิงเยวี่ยนั้น เข้าเรียนสถาบันนักรบอสูรดวงดาว!
ในโลกที่ศูนย์กลางเป็นอสูรดวงดาว ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นนักรบอสูรได้ มีเพียงคนที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิดถึงสามารถทำสัญญากับอสูรดวงดาวได้!
มันกำหนดตั้งแต่เกิดแล้วว่าซูผิงไม่มีพรสวรรค์ ซึ่งหมายความว่าเขาคือคนปกติธรรมดา
แต่ในวัยเด็ก เนื่องจากพี่น้องคู่นี้ไม่เข้าใจแนวคิดเช่นนี้ ดังนั้นซูหลิงเยวี่ยที่มีพรสวรรค์จึงมักถูกซูผิงรังแก
เมื่อทั้งคู่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขา หายนะของซูผิงก็ได้เริ่มต้นขึ้น
น้องสาวของเขาไม่ได้เอาคืนแบบเบาๆ เธอเก็บความขุ่นเคืองใจไว้ทุกครั้งที่ถูกพี่ชายรังแกและตอบแทนเขาคืนอย่างเจ็บแสบหลายเท่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
เวลาล่วงเลยจนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็แย่ลงไปกว่าเดิมมาก ซูหลิงเยวี่ยคือสาวน้อยอัจฉริยะที่เข้าเรียนในสถาบันชื่อดังพร้อมกับมีอนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า ส่วนซูผิงนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เขาต้องหยุดเรียนมาและออกมาช่วยครอบครัวทำธุรกิจ
“แล้วพี่ทำอะไรอยู่น่ะ เมื่อกี้นี้หัวกระแทกไหม?”
ซูหลิงเยวี่ยขมวดคิ้วจ้องมองซูผิงที่นั่งเงียบอย่างไม่มีสติ เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ พลันนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
เธอไม่ได้กังวลว่าเขาจะเจ็บตัวไหม แต่แค่ไม่ชอบที่พ่อแม่อาจจะดุเธอที่แกล้งซูผิงแบบนี้
“เอ๊ะ?”
ซูผิงได้สติกลับมา เขามองเด็กสาวที่ท่าทางอวดดียืนเชิดหน้ากอดอก เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเธอ
‘อย่าเล่นแผลงๆ แบบนี้อีก’ ซูผิงอยากบอกแบบนั้นมากเพราะเขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว เขาจึงไม่อยากถูกเธอกลั่นแกล้งอีก แต่ก็ได้แต่เงียบเอาไว้
ซูหลิงเยวี่ยแปลกใจมาก
‘ปกติเขาต้องโวยวายและด่าฉันว่านังตัวร้ายนี่’
‘ทำไมวันนี้เขาถึงเงียบจัง?’
‘หรือว่า…เขาคิดว่าฉันจะใจอ่อนแค่เพราะเขายอมจำนน?’
‘น่าจะใช่!’
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แต่บางทีพี่อาจฉลาดขึ้นเพราะหัวที่ถูกกระแทกก็ได้นะ” ซูหลิงเยวี่ยแค่นเสียงบอก พลันหมุนตัวและเดินออกไป “อย่ามัวลีลาล่ะ รีบลงไปกินข้าวเช้าได้แล้ว และอย่าบอกแม่เชียว ว่าฉันขึ้นมาและแกล้งพี่อีก!”
ปึง!
เธอปิดประตูออกไปอย่างแรง
ซูผิงยิ้มแห้ง ทำไมเธอถึงอารมณ์รุนแรงขนาดนี้?
แอ๊ด!
ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง
ซูผิงตกใจ แต่เห็นเป็นซูหลิงเยวี่ยที่กลับมา เธอซ่อนใบหน้าสยดสยองไว้หลังประตู กล่าวว่า “จำเอาไว้ว่า อย่าบอกแม่เรื่องฉัน ไม่อย่างนั้นล่ะก็…” จากนั้นเธอก็ทำท่าปาดคอเป็นเชิงขู่ แล้วกลับออกไปทันที
ปึง!
ประตูที่น่าสงสารต้องถูกกระแทกอีกครั้ง
“…”
ซูผิงนั่งตรงนั้นสักพักแล้วคลานกลับขึ้นเตียง หลังมั่นใจว่าไม่มีอะไรอีก
เขามองไปรอบๆ ห้อง เห็นโปสเตอร์และหุ่นของอสูรดวงดาวมากมาย แม้เขาจะเป็นคนธรรมดาในโลกนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ด้อยกว่านักรบอสูรดวงดาวเลยในแง่ของความรู้
ความรู้มากมายนี้แน่นอนว่านี่ไม่ได้เกิดจากความรักอันยิ่งใหญ่ต่ออสูรดวงดาว เขาเกลียดอสูรดวงดาว เขาแค่ศึกษาเพื่อหาทางเอาชนะอสูรดวงดาวในฐานะคนทั่วไป!
พูดให้ถูกก็คือ เขากำลังหาทางเอาชนะอสูรดวงดาวของน้องสาวเขา!
แต่หลายปีผ่านไป เขาก็ยังได้รับการกลั่นแกล้งและดูถูกจากน้องสาว โดยไม่มีความสามารถในการโต้กลับ ใครจะจินตนาการได้ว่าชีวิตของเขาต้องยากลำบากเพียงใด เขาจึงต้องทุ่มเทค้นคว้าหาความรู้มากมายขนาดนี้
ซูผิงมีความรู้สึกผสมปนเปกันหลังทบทวนชีวิตสิบแปดปีของชายคนนี้ ไม่เพียงเขาจะเป็นคนไร้ค่า แต่เขายังทำให้คนในครอบครัวเดียวกันและเป็นที่พึ่งพาได้โกรธ เขาสร้างปัญหามากมาย กลั่นแกล้งน้องสาวอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ใส่หนอนผีเสื้อไว้ในกล่องอาหารกลางวัน หลอกเธอตอนกลางคืนด้วยการสวมชุดเป็นผี อีกทั้งเขายังเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บในวัยเด็กของเธอ
ดูจากผลลัพธ์ในปัจจุบันแล้ว เขาเปลี่ยนเด็กสาวที่เขาสามารถพึ่งพาได้ให้กลายเป็นศัตรู อีกทั้งตอนนี้น้องสาวของเขาไม่ใช่คนจิตใจดีอะไร
ซูผิงคงต้องหาโอกาสคืนดีกับเธอ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะต้องเจ็บตัวหรือกลายเป็นบ้าไปในสักวัน
ซูผิงจัดการตัวเองเสร็จก่อนจะสวมรองเท้าแตะเดินลงไปชั้นล่าง
“ทำไมถึงนานจังล่ะลูก? โจ๊กจะเย็นหมดแล้ว รีบมากินเร็ว” แม่ของเขาหลี่ฉิงรู่กล่าว เธอดูเหมือนจะอยู่ในวัยสี่สิบปี ทั้งอ่อนโยนและละเอียดอ่อน
ซูหลิงเยวี่ยยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ เธอวางอสูรไฟชื่อ ‘บอลหิมะ’ ไว้บนเก้าอี้ข้างๆ ซึ่งที่ตรงนั้นควรจะเป็นที่นั่งของเขา
ซูผิงเม้มปาก เธอยังไม่วายหาวิธีกลั่นแกล้งเขาแม้จะเป็นตอนกินข้าวเช้าก็ตาม
“ผมมาแล้ว”
ซูผิงตรงไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อเอาเก้าอี้มาอีกตัว เขามองดูอาหารเช้าบนโต๊ะมากมายที่ส่งกลิ่นหอม มีทั้งโจ๊ก พายเนื้อ และนมถั่วเหลือง กลิ่นหอมนี้ทำให้เขาเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
ซูหลิงเยวี่ยเลิกคิ้วและเหลือบมองซูผิง เธอจงใจวางบอลหิมะยึดที่นั่งของเขาเพื่อยั่วโมโห เธออยากเห็นเขาโกรธและโวยวาย นั่นจะทำให้แม่ดุเขาได้ แต่ทำไมเขาถึงยังทน? เธออยากรู้
ในแววตาของซูหลิงเยวี่ยมีแต่ความแปลกใจ หรือว่าเขาจะแสดง?
“แม่ หนูกินเสร็จแล้ว หนูจะไปเรียนแล้วนะคะ” เนื่องจากแผนของเธอล้มเหลว ซูหลิงเยวี่ยจึงไม่มีอารมณ์จะอยู่ทานต่ออีก
แต่พอเธอกำลังจะออกไป หลี่ฉิงรู่ก็รั้งเธอไว้ก่อน “เสี่ยวเยวี่ย รอก่อน”
“คะ?” ซูหลิงเยวี่ยหันไป
“ช่วงนี้ ร้านขายอสูรที่พี่ของลูกดูแลอยู่นั้นสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก มันไม่ค่อยเป็นที่นิยม ลูกช่วยเอาบอลหิมะไปนั่งโชว์ตัวที่ร้านได้ไหม?”
ซูหลิงเยวี่ยประหลาดใจ เธอเหลือบมองซูผิงที่กำลังทานโจ๊ก พลันกลอกตาและให้เหตุผลกับแม่ว่า “แม่คะ ธุรกิจก็แย่ลงทุกวันเพราะแม่ปล่อยให้เขาจัดการ เหตุผลก็เพราะเขาทำหน้าที่ได้ไม่เหมาะสม แม่ยังจำตอนที่มีคนเกือบจะร้องเรียนร้านของเราที่สมาคมอสูรดวงดาวได้ไหมคะ?”
“มีคนทิ้ง ‘นกส่งสาร’ ไว้ที่นั่นเพื่อบริการขนส่ง แต่ทว่า มันเริ่มพูดด่าทุกคนที่มันพบและมันยังก่นด่าไปทั่ว ไม่ถึงอาทิตย์ นกตัวนั้นก็ถูกทุบตีจนตายและคดีนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย!”
“แม่ยังคิดจะให้เขาเอาบอลหิมะของหนูไปดูแล ทั้งๆ ที่ยังดูแลนกส่งสารไม่ได้? แล้วนับประสาอะไรกับบอลหิมะของหนูล่ะคะ ถ้าแม่ไม่ว่าอะไรหนูก็จะไม่มีทางให้เขาเอาไป เพราะยังไงซะคนซื้อบอลหิมะให้หนูก็คือแม่ ตอนนี้มันเป็นของหนู”
หลี่ฉิงรู่พูดไม่ออก
ถ้าไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าหลี่ฉิงรู่มีสภาพร่างกายที่ไม่ดี เธอคงไม่ขอให้ซูผิงไปดูแลร้านค้า
ซูผิงรู้สึกถึงสายตาอาฆาตของน้องสาวที่จ้องมองมา เขาก็ตัดสินใจเงียบและก้มหน้าลงกินโจ๊กต่อ
“ฮึ่ม!” ซูหลิงเยวี่ยแค่นเสียง พอรู้ว่าซูผิงทราบวิธีวางตัวต่อสถานการณ์แบบนี้ เธอก็อุ้มบอลหิมะที่ยังกินกระดูกขึ้นมา เพื่อกลับห้องไปเปลี่ยนชุดและออกจากบ้านไป
ไม่นานซูผิงก็กินเสร็จ หลังหลี่ฉิงรู่บอกให้เขาไปทำงาน เขาก็ขี่จักรยานไปทำงานที่ร้านเหมือนเช่นเคย
มันคือร้านขายอสูรดวงดาว
ซูผิงคือผู้ฝึกสอน มันเหมือนเป็นการบริการอสูรดวงดาวมากกว่าการฝึกจริงๆ
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ฝึกสอนที่แท้จริงสามารถเปลี่ยนศักยภาพและขั้นของอสูรดวงดาวได้ ผู้ฝึกสอนจะเพลิดเพลินกับตำแหน่งที่คล้ายกันหรือสูงยิ่งกว่านักรบอสูรดวงดาว!
ระหว่างทาง ซูผิงเห็นอาคารสูงและคฤหาสน์ใหญ่ ที่เหมือนกันกับบนโลก แต่สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ มีอสูรดวงดาวหน้าตาประหลาดที่เดินพร้อมคนเดินเท้าส่วนใหญ่ด้วย
“ฉันมาอยู่ในอีกโลกจริงๆ…” ซูผิงพึมพำ ทุกอย่างเหมือนฝัน แต่ก็เหมือนจริง
ไม่ช้า เขาก็มาถึงร้านของตระกูลเขา
ร้านอยู่ปลายถนนสายการค้า ตำแหน่งค่อนข้างห่างไกล มันเคยเป็นที่นิยม เมื่อก่อนแม่ของซูผิงคือผู้ฝึกอสูรดวงดาวของสหพันธ์ แม้เธอจะเป็นแค่ผู้ฝึกขั้นต้น แต่เธอก็สามารถเปิดร้านเล็กๆ แบบนี้ได้ และมีลูกค้าประจำมากพอสมควร
แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเมื่อซูผิงมาดูแลร้าน
แอ๊ด!
ซูผิงเปิดประตู แสงแดดได้สาดเข้าไปในร้าน ทำให้เขามองเห็นฝุ่นมากมายที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศ
ดูเหมือนว่าร้านจะไม่ได้ทำความสะอาดมานาน มีกลิ่นฉุนของปัสสาวะและอุจจาระจากสัตว์ด้านใน
ซูผิงขมวดคิ้วและกลั้นลมหายใจ
ทันใดนั้น เสียงจักรกลก็ดังขึ้นในหัวเขา
“ตรวจพบวิญญาณที่เหมาะสมภายในระยะเป้าหมาย กำลังทำสัญญา…”
“ทำสัญญาเสร็จสิ้น เพิ่มลงระบบ…”
“สำเร็จ…พร้อมปล่อยตัว…”
“ระบบ?”
ซูผิงหยุดชะงัก จากนั้นแสงก็เปล่งประกายออกจากตาเขา
สิ่งที่ควรมากำลังมาแล้วอย่างนั้นเหรอ
………………………………………
ตอนที่ 2 สถานที่บ่มเพาะโบราณ
ในฐานะที่เป็นโอตาคุ ซูผิงใช้เวลาตลอดทั้งวันกับการ ‘เรียน’ บนอินเทอร์เน็ต
หลังจากประหลาดใจ เขาถามทันทีเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของระบบ
“ฉันคือระบบสัตว์เลี้ยงขั้นสุดยอดที่อุทิศตนเพื่อการบ่มเพาะสัตว์เลี้ยงที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก จุดประสงค์ของระบบนี้คือ ทุกสิ่งสามารถเลี้ยงดูได้ ทุกอย่างคือสัตว์เลี้ยง!”
“ระบบสัตว์เลี้ยง?!” ซูผิงอุทาน
เขาแปลกใจเล็กน้อย
‘มันฟังดูบ้ามากนะ ทุกอย่างเป็นสัตว์เลี้ยง ถ้าอย่างนั้นดอกไม้และหญ้าข้างถนนล่ะ?’
“ดอกไม้และหญ้าที่ปลุกจิตวิญญาณก็ถือเป็นสัตว์เลี้ยงด้วย อสูรตระกูลพืชก็วิวัฒนาการจากพืชทั่วไป” ระบบให้คำตอบ
ซูผิงตัวแข็ง “นายได้ยินความคิดของฉันด้วยเหรอ?”
“ระบบเชื่อมต่อกับวิญญาณผู้ใช้ แน่นอนว่า ฉันรับรู้ถึงความคิดของผู้ใช้ฉัน…คำเตือน ห้ามดูหมิ่นกัน!”
“…”
ซูผิงเงียบลง
“ระบบเปิดใช้งานแล้ว นาย ผู้ใช้ฉัน นายจะต้องเพิ่มร้านขายสัตว์เลี้ยงที่เป็นของนายภายใน 24 ชั่วโมง หากการเชื่อมโยงล้มเหลว ระบบจะถูกลบและความทรงจำของวันนี้ก็จะถูกลบด้วย…”
“ถูกลบด้วย?”
ซูผิงเลิกคิ้ว เมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ แม้ว่าระบบนี้จะแปลกไปเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
“ฉันมีร้านขายอสูรอยู่ข้างหน้า มันจะผูกมัดได้ไหม?” ซูผิงถาม
“สามารถผูกมัดได้ โปรดยืนยัน”
ซูผิงยืนยันทันที
อย่างไรก็ตามร้านนี้เป็นของเขา และเขาจะไม่ยอมเสียไป
“การผูกมัดสำเร็จแล้ว กำลังสร้างร้านขายอสูร…”
“ก่อตั้ง ก่อตั้ง ก่อตั้งขึ้น…”
“การสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เริ่มต้นภารกิจของผู้เริ่มต้น…”
“สัตว์เลี้ยงสองตัวถูกตรวจพบภายในร้าน โปรดเลือกหนึ่งตัวและเพิ่มความแข็งแกร่งของมันเป็นสามเท่าภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้ถึงมาตรฐาน ‘ผ่าน’ ที่ตัดสินโดยระบบนี้”
หลังจากระบบเสร็จสิ้น ซูผิงก็รู้สึกว่าร้านขายอสูรดวงดาวที่เขาอยู่นั้นแตกต่างไปเล็กน้อย กลิ่นฉุนของปัสสาวะและอุจจาระหายไป ในเวลาเดียวกัน ร้านดูเหมือนจะสะอาดกว่าเดิมมาก ให้ความรู้สึกใหม่
“เพิ่มพลังให้อสูรดวงดาวสามเท่าภายในหนึ่งสัปดาห์?”
ซูผิงสงสัยว่าเขาได้ยินผิดหรือระบบรวน
ยากแค่ไหนที่จะเพิ่มความแข็งแกร่ง?
โดยปราศจากการล่าสัตว์และฝึกฝนแบบวันต่อวัน รวมถึงอาหารดีๆ มันเป็นไปไม่ได้!
ไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งสามเท่าในหนึ่งสัปดาห์เลย แม้เพิ่มขึ้นแค่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นเรื่องยากมากอยู่ดี
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าภารกิจล้มเหลว” ซูผิงถาม
“เจ้าของจะต้องยอมรับการลงโทษสำหรับความล้มเหลว วิธีการลงโทษจะเป็นแบบสุ่ม จะมีการลงโทษด้วยสายฟ้า การลงโทษจากนรก การลงโทษด้วยประสบการณ์ที่เจ็บปวดสุดขีด…” ระบบกล่าว
ซูผิงกลอกตา
“ขอเปลี่ยนเป็นภารกิจอื่นได้ไหม?” ซูผิงไม่ยอม
“ไม่ได้” ระบบปฏิเสธอย่างไร้ความเห็นใจ “คำเตือน นี่เป็นการดูหมิ่นครั้งที่สอง!”
“…”
“เตือนครั้งที่สาม! สุ่มเลือกได้การลงโทษแบบสายฟ้า!”
ทันทีที่เสียงของระบบจบลง ซูผิงก็รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่ร่าง เขาชักกระตุกทันทีเหมือนซอมบีที่เต้นเพลงดิสโก
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้ามาและหายไปอย่างรวดเร็ว ซูผิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ลุกไหม้อยู่ภายในร่างกายของเขา เขาเจ็บจนอยากตะโกนด่า แต่ก็ต้องกลั้นไว้ไม่ให้เสียหน้า
“ช่างมันแล้วกัน ลองทำดูก่อนก็ได้ แต่ถ้าล้มเหลวก็คงต้องบอกว่าระบบมันขยะ!” ซูผิงกัดฟัน
เขาลากร่างที่เจ็บปวดของเขาไปที่ห้องอสูรในร้าน
ทันทีที่เข้าไปในห้องอสูร ซูผิงก็พบว่าพื้นที่ภายในร้านกว้างขวางกว่าเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิมยกเว้นกรงเหล็กที่หายไป มันถูกแทนที่ด้วยกรงหินสองแถว
แต่มันดูเป็นแถวหินแปลกๆ มากกว่ากรงหิน
หินงอกนั้นยื่นออกมาจากพื้นดินและล้อมอสูรดวงดาวสองตัวไว้ แต่ช่องว่างระหว่างหินงอกมีขนาดใหญ่มากและไม่มีอะไรกั้นอยู่ อสูรดวงดาวจึงสามารถกระโดดออกมาเบาๆ หรือเจาะออกมาจากช่องว่างได้
อย่างไรก็ตามแต่ สัตว์เลี้ยงสองตัวนี้กลับนอนแน่นิ่งราบกับพื้น
ซูผิงเลิกคิ้วขึ้น รางน้ำสัตว์เลี้ยงสิ่งนี้น่าจะเป็นของจากระบบ
เขาจ้องมองอสูรสองตัวในหินงอก ซึ่งทั้งสองเป็นอสูรต่อสู้ที่พบได้บ่อย
หนึ่งคือหนูสายฟ้า อสูรเกรดต่ำของสายความเร็ว ซึ่งต่อให้มันโต หนูสายฟ้าก็จะเป็นแค่ระดับ 1 ขั้นกลาง ความเป็นไปได้ที่หนูสายฟ้าจะวิวัฒนาการต่ำมาก ต่อให้พวกมันวิวัฒนาการเป็นหนูพายุสายฟ้า พวกมันก็เป็นแค่ระดับ 3 ซึ่งสูงสุดเท่าที่จะไปถึงได้แล้ว
อีกตัวคือสุนัขไล่ตามจันทร์ ซึ่งเป็นอสูรต่อสู้เกรดต่ำของสายความเร็ว เมื่อมันโตขึ้น มันจะเป็นระดับ 1 ขั้นสูง เกือบจะทรงพลังเท่าเสือไซบีเรียบนโลก
ซูผิงจำได้ว่าอสูรดวงดาวสองตัวนี้ถูกฝากเลี้ยงไว้และกำลังจะโดนรับตัวกลับไป
“ฉันเลือกหนูสายฟ้าแล้วกัน”
ซูผิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลือกหนูสายฟ้า ที่เขาเลือกเพราะมันดูอ่อนแอและดูเหมือนจะมีช่องทางในการพัฒนามากกว่า
“อสูรได้รับการคัดเลือกแล้ว โปรดเลือกสนามบ่มเพาะ” ระบบส่งเสียงดังขึ้น
ทันทีที่ระบบพูดจบ แสงสีขาวก็พลันปรากฏตรงหน้าซูผิงและมันก็แหวกเป็นทรงลูกตา มีกลิ่นอายทำลายล้างบนอีกฝั่งของตาที่เปิดอยู่ ราวกับว่ามันสามารถบิดเบือนทุกสิ่งที่สัมผัสกับมันได้
ซูผิงรู้สึกประหลาดใจ หลังจากได้รับการยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่เป็นอันตรายต่อเขา เขาจึงถามระบบว่า “สนามบ่มเพาะคืออะไร?”
“สนามบ่มเพาะเป็นสถานที่หลักสำหรับการเพาะเลี้ยงอสูรและผู้ใช้สามารถเลือกสถานที่ที่สอดคล้องกับอสูรเพื่อการบ่มเพาะมันได้”
“สนามบ่มเพาะเหรอ”
ซูผิงค่อยๆ นึกความรู้การบ่มเพาะง่ายๆ ในความทรงจำของเขาได้ การบ่มเพาะของอสูรดวงดาวจะพึ่งพาสนามบ่มเพาะ ดังนั้น ร้านผสมพันธ์ุอสูรดวงดาวจึงเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อสร้างสนามบ่มเพาะ หรือเรียกกันว่าสนามล่ามืออาชีพ
และร้านค้าสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่บางแห่งก็จะมีบริการนี้ให้ เพื่อการบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น
มีเพียงร้านค้าอสูรขนาดเล็กอย่างซูผิงเท่านั้น ที่มีแค่บริการป้อนอาหารและทำความสะอาด
“กำลังตรวจจับอสูร หนูสายฟ้า สัตว์เลี้ยงของตระกูลสายฟ้า พบสนามบ่มเพาะที่เหมาะสม อาณาจักรเมฆสายฟ้าโบราณ กำลังเข้า ตกลงหรือไม่?”
“ตกลง…”
หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็รู้สึกว่าชื่อของสนามบ่มเพาะนี้คุ้นๆ
ต้นกำเนิดของอสูรดวงดาวนั้นแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มาจากรอยแยกบนอวกาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวหรือดาวเคราะห์ประหลาดบางดวงและบางส่วนมาจากดาวเคราะห์โบราณ
อาณาจักรเมฆสายฟ้า ดูเหมือนจะเป็นสถานที่กำเนิดของอสูรดวงดาวในตระกูลสายฟ้าที่ล่มสลายไปนานแล้ว
กล่าวกันว่ามีอสูรดวงดาวระดับสูงมากมายในตระกูลสายฟ้า เช่นมังกรสายฟ้าของทะเลสีฟ้า เทพสายฟ้าเก้าหัว และอสูรเซเฟอร์ ทั้งหมดมาจากอาณาจักรเมฆสายฟ้า ด้วยการล่มสลายและการหายไปของอาณาจักรเมฆสายฟ้า อสูรดวงดาวระดับสูงเหล่านี้กลายเป็นตำนานที่ยากจะพบเห็น
เป็นไปได้ไหมว่าสถานที่ที่เขาจะไปตอนนี้เป็นอาณาจักรโบราณที่สูญหายไป?
ก่อนที่ซูผิงจะฟื้นตัว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีแรงดูดดึงเกิดในร่างกายของเขาและบินไปที่แสงสีขาวลวงตาตรงหน้า
บรรยากาศโดยรอบกำลังหมุน
ทันใดนั้นมันก็มืดลง
ซูผิงมองไปรอบๆ เมื่อสายตาเริ่มปรับภาพตรงหน้าได้ มันก็ปรากฏให้เห็นเป็นหมอกสีขาวขุ่นและเสียงฟ้าร้องดังสนั่น
ซูผิงตัวแข็งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า!
นี่คือสถานที่โบราณที่หายไป?
พื้นที่กว้างใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ยักษ์ ด้านบนของต้นไม้อยู่ห่างกับท้องฟ้าเพียงสิบเมตรและมีเมฆกับหมอก สายฟ้าเป็นสีม่วงประกายดูราวกับว่ามีมังกรเคลื่อนไหวอยู่ในเมฆ
บนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด ดวงดาวบนนั้นสามารถเห็นได้ผ่านทะเลเมฆและหมอกบาง ทั้งดวงดาวขนาดยักษ์ที่ไม่ว่าจะใกล้และไกล ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
………………………………………
ตอนที่ 3 การตายได้ไม่จำกัด
“เจ้าของได้เชื่อมต่อกับอาณาจักรเมฆสายฟ้า”
“ระยะเวลาในการเชื่อมต่อสามวัน…”
“ในระหว่างภารกิจตลอดสามวันนี้ เจ้าของจะได้รับการคุ้มครองสำหรับมือใหม่ ไม่จำกัดจำนวนการตายในช่วงสำรวจ!”
“เจ้าของทำสัญญาชั่วคราวกับอสูร…”
“โปรดสำรวจด้วยตัวเอง…”
ซูผิงที่ยังคงจมอยู่กับโลกโบราณตรงหน้า เขาถูกดึงกลับมาเพราะเสียงระบบแจ้งเตือนในหัว
เขาตกตะลึงและจับคำอันตรายได้ทันที การไม่จำกัดจำนวนการตายหรือ?
ลางสังหรณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในใจของเขาทันที
ทันใดนั้นเงาขนาดใหญ่ก็บินผ่านศีรษะของเขาไปทำให้ท้องฟ้ามืดลงฉับพลัน
ซูผิงเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ก่อนที่รูม่านตาของเขาจะหดลงและเขาก็เห็น ปีกยักษ์คู่หนึ่งที่ปกคลุมท้องฟ้าตรงที่ซูผิงยืนอยู่
ในทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ ปีกสีม่วงเข้มที่ดูเหมือนจะกว้างไม่มีที่สิ้นสุดได้กระพือผ่านเขาไป
‘นั่นมันตัวบ้าอะไรเนี่ย?!’
ซูผิงตกตะลึง
แม้แต่ปลาวาฬสีน้ำเงินก็ยังไม่ใหญ่เท่ากับขนของสัตว์ยักษ์ตัวนี้!
ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้น ลมที่รุนแรงราวกับใบมีดจำนวนนับไม่ถ้วน ก็พัดโฉบจากที่สูงลงมาหาเขาทันที
‘หนี’
ทันทีที่ความคิดของซูผิงกลับมา เขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดทั่วร่างกายโดยที่เขาไม่ทันได้ทำอะไรสักนิด จากนั้นดวงตาของเขาค่อยๆ ปิดลงและความมืดก็เข้าจู่โจม
‘ฉันตายแล้วเหรอ?’
ซูผิงหมองหม่น แต่ในไม่ช้าแสงก็กลับมาอีกครั้งเขาลืมตาขึ้น ภาพเก่าๆ และผื่นแดงยังคงอยู่ตรงหน้าเขา แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ตอนนี้มันไม่ได้ถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ยักษ์อีกต่อไป แต่กลับเป็นหญ้าเขียวชอุ่มแทน
เมื่อนึกถึงการแจ้งเตือนของระบบก่อนหน้านี้ ที่ซูผิงสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าการตายไม่จำกัดจำนวนใช่หรือไม่?
แสดงว่าต่อจากนี้เขาจะตายอีกกี่ครั้งก็ได้ใช่ไหม?
เมื่อคิดได้แบบนั้นซูผิงก็รู้สึกโล่งใจ
แม้ว่าเขาจะสามารถตายกี่ครั้งก็ได้ แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะทนต่อความเจ็บปวดการตายอย่างก่อนหน้านี้
มันเจ็บปวดมาก!
“ระบบฉันอยากกลับบ้าน”
ซูผิงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเชิงอ้อนวอนแทน
“ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นและนายไม่สามารถกลับก่อนเวลาได้”
“บ้า…”
“โปรดทราบ! การเตือนครั้งแรก!”
“…!!!”
ซูผิงหน้าซีด เขาต้องอยู่ในโลกที่อสูรยักษ์เดินกันให้ควั่กสามวัน? เขาต้องทนกับการตายอีกกี่ครั้งถึงจะพอ?
เขารู้สึกไม่พอใจมาก ระบบบ้านี่มันอะไรกัน!
“กรอบแกรบ!”
ทันใดนั้นมีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นเบาๆ
ขนของซูผิงตั้งขึ้นด้วยความสยอง แต่ก็พบว่าเป็นแค่หนูตัวเล็กที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
เพื่อนตัวน้อยก็เห็นอสูรยักษ์บนฟ้าและกลัวตายเช่นกัน
‘เพื่อนตัวน้อยที่น่าสงสาร นายจะต้องมาตายด้วยกันกับฉันถึงสามวัน…’
ซูผิงถอนหายใจและรู้สึกสงสารเจ้าหนูตัวน้อย
อาจเป็นเพราะสัญญาชั่วคราว เขาจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อหนูสายฟ้า เมื่อเห็นร่างที่สั่นเทาของมัน เขาก็รู้สึกสงสารเขานั่งยองๆ และลูบมันเบาๆ เพื่อบรรเทาความหวาดกลัวของมัน
ลูบลูบ…
จู่ๆ ซูผิงก็คิดว่าจุดประสงค์ของการถูกส่งมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อการทดสอบเพื่อนตัวน้อยนี่เหรอ?
เพิ่มความแข็งแกร่งเป็นสามเท่าในหนึ่งสัปดาห์
แม้ว่ามันจะยาก แต่ตัวเอกของงานนี้ก็คือมัน!
และแหล่งเพาะพันธุ์ที่น่าสยดสยองนี้ก็เตรียมพร้อมสำหรับมันแล้วด้วย!
‘ตราบเท่าที่การทดสอบเป็นไปตามที่กำหนด ก็สามารถจบภารกิจได้เร็วขึ้น แม้ว่าจะมันยากแต่ถ้าไม่ลองจะรู้ได้ยังไง’
เมื่อนึกได้ดังนั้น สายตาของซูผิงก็เปลี่ยนไป เขาค่อยๆ หันไปมองที่หนูสายฟ้าขณะที่มันกำลังสงบลง
หนูสายฟ้าที่สงบลงภายใต้ฝ่ามือที่อบอุ่น จู่ๆ มันก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
จากนั้นมันก็สังเกตเห็นสายตาแสนน่ากลัวของเจ้านายมัน
หนูสายฟ้ารู้สึกงง แต่แล้วก็ต้องตกใจกับท่าทางของเจ้านาย “?!”
“มาเถอะ แกทำได้” ซูผิงแสยะยิ้ม
ขนของหนูสายฟ้าตั้งขึ้นขู่ ราวกับรู้ตัวว่ามันกำลังจะโดนอะไร
มันดิ้นรนอย่างรุนแรงในมือของซูผิง
แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความอ่อนแอและขี้กลัว แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างซูผิง มันจึงดิ้นและเป็นอิสระได้ทันทีแล้ววิ่งออกไป
“กลับมานะ!” ซูผิงรีบตะโกนเรียก
แต่ทันทีที่นึกได้ คอของเขาก็หดกลับ
ที่นี่คืออาณาจักรเมฆสายฟ้า มีสัตว์ดุร้ายอยู่ทั่วทุกแห่ง การตะโกนเสียงดังก็ไม่ต่างกับการร้องเรียกหาความตายหรอกหรือ!?
แต่เขานึกได้ว่าเขาได้ทำสัญญาชั่วคราวกับหนูสายฟ้าไว้ และเมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกทันทีว่ามีอะไรบางอย่างที่คลุมเครือครอบคลุมจิตสำนึกของเขา
จิตสำนึกนี้ถ่ายทอดอารมณ์และความคิดที่อ่อนแอของเจ้าหนูสายฟ้า
ความกลัว วิตกกังวล หลบหนี!
นี่คือความคิดของหนูสายฟ้า
“นี่คือพลังของสัญญาอสูรดวงดาวใช่ไหม? ไม่แปลกใจเลยที่อสูรดวงดาวและเจ้าของจะมีความคิดเดียวกัน มันคงยากที่จะอธิบายถ้าไม่รู้สึกด้วยตัวเอง…”
ดวงตาของซูผิงเป็นประกาย พลังของสัญญานี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นความฝันของเจ้าของร่างเดิมและยังเป็นช่องว่างที่ตัดแบ่งเขตแดนระหว่างคนธรรมดาออกจากนักรบอสูรดวงดาว
“จี๊ด”
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของหนูสายฟ้าก็ดังมาจากป่าที่ห่างไกล
ซูผิงตกใจและรีบวิ่งไปหา
ตรงหน้านั้นมีรากขนาดใหญ่ที่ความสูงเจ็ดหรือแปดเมตร ตอนนี้หนูสายฟ้ากำลังดิ้นรนสุดชีวิต ฟันของมันแยกเขี้ยวขู่ใส่อสูรยักษ์ตัวหนึ่ง
อสูรยักษ์ตัวนี้มีความยาวสองเมตรปกคลุมไปด้วยสีเขียวและมีลวดลายสีม่วงพร้อมกับรังสีไฟฟ้าก็กระจายออกมาเป็นครั้งคราว
มันคืออสูรสายฟ้า!
“มันดูเหมือน…หนอน?” ซูผิงมองไปที่หนอนยักษ์พลันนึกถึงหนอนผีเสื้อ แต่มันดูน่ากลัวกว่าหนอนผีเสื้อหลายร้อยเท่า
“ให้ตายเถอะ แกคงจะไม่ถูกหนอนตัวนี้กลืนลงไปหรอกใช่ไหม?” ซูผิงเริ่มกังวล เมื่อเขาเห็นปากของหนอนยักษ์ที่เต็มไปด้วยฟัน ถ้าต้องติดอยู่ในปากหนอนยักษ์ตัวนี้ก็ขอตายดีกว่า!
เขาถึงกับคิดอยากฆ่าตัวตายทันทีแต่หากเขาฆ่าตัวตาย เขาจะถูกสุ่มส่งไปตำแหน่งอื่น และดูเหมือนจะไม่มีอาวุธมีคมอยู่รอบๆ
ซูผิงมองไปรอบๆ และพบก้อนหินบนพื้น
ทุบตัวเองจนตายดีไหม?
เขาต้องใช้พลังขนาดไหนเพื่อทุบตัวเองให้ตายในทีเดียว?
แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดไม่ตาย?
คำถามนี้สร้างความกังวลให้กับจิตใจของซูผิงเป็นอย่างมาก
“จี๊ดๆ!”
ในขณะที่ซูผิงยังคงคิดว่าควรจะทุบมุมไหนในการฆ่าตัวตายจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างรุนแรง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามอง
หนูสายฟ้ากำลังจะตายแล้ว หนอนยักษ์จับมันขึ้นมาและเจาะท้องอ่อนๆ จนเลือดของมันไหลไปทั่ว หลังดิ้นรนสักพักหนูสายฟ้าก็ตายไปต่อหน้าต่อตาของซูผิง
เขาหน้าซีดขึ้นมาทันทีและรู้สึกโกรธ
“ต้องการที่จะชุบชีวิตสัตว์อสูรในทันทีหรือไม่?” ระบบแจ้งเตือนดังขึ้นกะทันหัน
ซูผิงสะดุ้ง
เมื่อเห็นว่าร่างของหนูสายฟ้ากำลังจะถูกหนอนยักษ์ยัดเข้าปาก เขาก็ตะโกน “คืนชีพ!”
ทันทีที่สิ้นเสียง หนูสายฟ้าที่เพิ่งเข้าไปในปากของหนอนยักษ์ก็กลายเป็นแสงดวงน้อยๆ และตกลงไปที่พื้นต่อหน้าหนอนยักษ์และรวมตัวกันอีกครั้งเป็นหนูสายฟ้า
กึก!
หนอนยักษ์กัดโดนอากาศ
เมื่อมองไปที่เหยื่อที่หายไปและกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนอนยักษ์ก็ตะลึง
หนอนยักษ์ “???”
ซูผิงไม่คิดจะอธิบายเหตุการณ์นี้ เนื่องจากหนูสายฟ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้ว
ซูผิงจึงตะโกน “โจมตี!”
เมื่อพลังแห่งอารมณ์ผ่านสัญญาความหมายในคำพูดของซูผิงได้ถูกส่งไปหาหนูสายฟ้าทันที
หนูสายฟ้าตัวแข็ง เพราะความกลัวก่อนหน้ายังอยู่ แต่เสียงของซูผิงทำให้มันตื่นขึ้นและสัญชาตญาณการเชื่อฟังเมื่อมันได้รับคำสั่งก็กลับมา มันแทบจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
หนูสายฟ้าเร่งความเร็วขึ้นและชนหนอนยักษ์ในครั้งเดียว
ตูม!
หนอนยักษ์ถูกกระแทกและเอนไปข้างหลังแต่ก็หยุดอย่างได้ทัน! ทันใดนั้นกรงเล็บของมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว มันคว้าหนูสายฟ้าไว้ในวงแขนและฉีกทึ้งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
หนูสายฟ้าตายอีกแล้ว!
“ต้องการที่จะชุบชีวิตสัตว์อสูรในทันทีหรือไม่?”
“ทันที!”
ซูผิงไม่ได้คิดเรื่องอื่นอีก เมื่อหนูสายฟ้าฟื้นคืนชีพอีกครั้งเขาก็สั่งโจมตีอีกครั้ง
เนื่องจากเขาสามารถฟื้นคืนชีพได้อย่างไม่มีกำหนด ซูผิงจึงคิดทำให้หนอนยักษ์ตัวนี้ตายให้ได้ แม้ว่าช่องว่างของพลังระหว่างทั้งสองจะสูงมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้
แม้ว่าจะมีโอกาสเพียงหนึ่งในหมื่นแต่เขาก็จะทำให้ได้!
………………………………………