‘Snail Girl’ ผู้หญิงที่เลือกจะก้าวไปช้าๆ ถอยเพื่อตั้งหลักเมื่อต้องการ โดยไม่ต้อง กดดันตัวเอง ว่าต้องเป็น Girlboss เท่านั้น ถึงจะนับว่าเป็นผู้หญิงเก่ง
การมีอยู่ของ ‘Girlboss’ หรือผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง ทำงานเก่ง เป็นผู้นำ ประสบความสำเร็จ และยืนหยัดในการใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง แง่หนึ่งถือเป็นการปลดแอกจากค่านิยมอันคร่ำครึที่เชื่อว่า ผู้หญิงต้องเป็นผู้ตาม ด้วยการให้ผู้หญิงรับบทผู้นำได้ และสามารถมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองรักได้เหมือนกับที่ผู้ชายทำได้ Girlboss จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้หลายคนมองว่า นี่ละ เฟมินิสต์อันทรงพลัง ทว่าในอีกด้านก็ทำให้ผู้หญิงอีกหลายคนรู้สึกกดดันกับการต้องดิ้นรนพาตัวเองไปอยู่ในจุดสูงสุดเพื่อการยอมรับบางอย่าง ทั้งที่จริงๆ การเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เร่งรัดให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ยังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งในที่ทำงานสูงๆ ไม่ได้ทำงานหัวหมุนตลอดเวลา หรือไม่ได้เก่งอะไรมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอมีคุณค่าน้อยกว่า หรือไม่ใช่เฟมินิสต์ หรือดูไม่เป็นผู้หญิงยุคใหม่เอาเสียเลย
เรากำลังพูดถึงหลักการของ‘Snail Girl’ ที่เป็นด้านกลับของ Girlboss คือการโอบรับ และ empower ผู้หญิงหลายๆ คนที่หันกลับมาทำอะไรช้าๆ เพื่อโฟกัสการดูแลรักษาจิตใจตัวเองเป็นหลัก ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งสูงในที่ทำงาน หรือยังไม่ถึงขั้นที่จะบอกว่า ฉันประสบความสำเร็จแล้ว คุณค่าในตัวพวกเธอก็ไม่ได้ลดลง เพราะบางครั้งการได้กลับมามีเวลา หรือแบ่งเวลาที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง อาจทำให้ชีวิตของบางคนพบความสุขมากขึ้นกว่าตอนที่ชีวิตต้องจมอยู่กับการแข่งขันหรือมีแต่งาน งาน งาน เท่านั้น
นิยามของ Snail Girl เกิดขึ้นโดย Sienna Ludbey เธอเป็นนักออกแบบ ที่เขียนบทความลงเว็บไซต์ Fashion Journal ในชื่อ ‘Snail girl era': Why I'm slowing down and choosing to be happy rather than busy’ ซึ่งก็ตรงตัวเลย เธอมีความสุขตอนที่ชีวิตของเธอช้าลง มากกว่าตอนที่ชีวิตของเธอยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยงาน เพราะก่อนหน้านี้เธอก็เป็นผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็น Girlboss ที่ทำงาน “เพื่อให้ถูกมองว่าประสบความสำเร็จ” จนเธอรู้สึกกดดัน และสุดท้ายเธอก็ตระหนักได้ว่า เธอไม่อยากเป็น Girlboss แล้ว แต่อยากเป็น Snail Girl ซึ่งเป็นคำเรียกตัวเองที่เธอคิดขึ้นมา โดยเธอบอกว่า Snail Girl นั้น “เธอจะก้าวไปช้าๆ ถอยเพื่อตั้งหลักเมื่อเธอต้องการ และเดินตามเส้นทางที่เธอกำหนดด้วยตัวเอง”
อย่างไรก็ตาม การเลือกเป็น Snail Girl ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกทำงาน หรือแค่อยู่เฉยๆ แต่อย่างใด เพราะจริงๆ แล้วมันหมายถึงการไม่กดดันตัวเอง และพยายามจะสร้าง work-life balance ที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า หรือพูดง่ายๆ ว่า มันคือการฟังเสียงหัวใจตัวเองว่าตัวเองกำลังต้องการอะไร และหัดใจดีกับตัวเองบ้าง เพราะขณะที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ Snail Girl ไม่จำเป็นต้องบี้ให้ตัวเองลงสนามตลอดเวลา เพราะบางทีสิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นการกลับบ้านและได้นอนพักผ่อนให้เพียงพอก็ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับที่หลายคนกำลังตั้งคำถามว่า การประสบความสำเร็จหรือไปให้สูงที่สุดมันมีความหมายกับชีวิตจริงๆ หรือไม่ หากเรายังไม่มีความสุข?
ถึงอย่างนั้น Sienna Ludbey ก็ตระหนักดีว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถพูดง่ายๆ ว่าฉันจะเป็นสาวหอยทาก ที่โฟกัสกับความรู้สึกเป็นหลักได้ เพราะในบางคนก็มีเรื่องของสถานะทางการเงิน ที่ต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก แต่เธอก็อยากให้ทุกคนลองกำหนดขอบเขตความไหว ไม่ไหว ในการทำงาน และอย่าลืมแบ่งเวลามาสนใจ ‘ชีวิต’ ความเป็นอยู่ของตัวเองบ้างด้วยเหมือนกัน เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี
“บางทีคนเรา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อมอบความหมายบางอย่างให้ชีวิตจากสิ่งที่ทำ” Sienna Ludbey กล่าว
ยกตัวอย่างผู้หญิงที่เป็น Snail Girl อย่าง Margaret Hyde ซึ่งก่อนหน้านี้เธอทำงานประชาสัมพันธ์เป็น 10 ปี ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน และอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท็อกซิก โดยเธอโดนลูกค้าตะคอกใส่อย่างต่อเนื่อง และต้องคอยตอบงานใน Slack อยู่ตลอดเวลา เธอกล่าวว่า “ใช่ ในฐานะลูกจ้าง ฉันก็ต้องการที่จะเติบโตในอาชีพการงานของฉัน แต่แนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายนี้มันกลับทำให้ฉัน burnout อย่างรวดเร็ว แบบที่คาดเดาไม่ได้เลยแหละ”
หรือจะเป็น Lucy Hall ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาผู้ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการที่เป็นเจ้านายตัวเอง เธอกล่าวว่า “ฉันเพิ่งมีเวลาถามตัวเองว่า ‘เมื่อไหร่การเป็นเกิร์ลบอสจะจบลง? เมื่อไหร่ที่ฉันจะสนุกกับการใช้ชีวิตกันนะ การทำงานหนัก เร่งรีบ และเสียสละแบบนี้ มันทำให้ฉันมีชีวิตแบบนั้นได้เหรอ?’”
ความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจจาก Michelle P. King อดีตผู้อำนวยการฝ่ายความหลากหลายและความเสมอภาคของ Netflix ที่บอกกับ Insider ว่า ความคิดที่ว่าผู้หญิงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวให้เข้ากับผู้ชาย และแข่งขันกับผู้ชายในที่ทำงาน (เพื่อที่จะได้รับการยอมรับ) แง่หนึ่ง “มันเป็นไอเดียที่เกลียดชังผู้หญิง เพราะว่ามันเป็นการบอกว่าผู้หญิงจำเป็นต้องทำงานให้มากขึ้นเพื่อให้ก้าวหน้ามากขึ้นในที่ทำงาน จริงๆ มันก็เหมือนการบอกว่าพวกเธอไม่ได้ดีพอตั้งแต่แรกไง” นั่นทำให้ “เทรนด์ Snail Girl เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของลูกจ้างที่ต้องการคัดค้านวัฒนธรรมคลั่งงานหรือวัฒนธรรมที่ทำงานอันท็อกซิก ซึ่งส่งเสริมให้เราทำงานเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง กระตือรือร้นอยู่ตลอด และให้ทนกับผู้จัดการที่แย่ๆ”
ฉะนั้นแล้ว การจะเป็น Girlboss ผู้เป็นสาวทำงานเก่ง และมีเป้าหมายเพื่อประสบความสำเร็จ ก็ควรเกิดขึ้นเพราะตัวเราเองอยากไปสู่สิ่งนั้น และมีจุดมุ่งหมายที่อยากไปให้ถึงเพื่อตัวเอง ไม่ควรเป็นเพราะถูกกดดันให้ต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เพราะความคาดหวังของสังคมด้านนอก เช่นเดียวกับการเป็น Snail Girl ที่หากรู้สึกไม่ไหวจากความวุ่นวายกับการทำงานหัวหมุนจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง การได้ลองใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง แบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราถูกด้อยค่าลง กลับกัน นั่นคือความแกร่งอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถก้าวข้ามผ่านความกดดันเพื่อกลับมารักตัวเองอีกครั้งเสียด้วยซ้ำ และท้ายที่สุดจะ Girlboss หรือ Snail Girl หรือเลือกใช้ชีวิตแบบอื่นๆ ใครเป็นอะไรแล้วมีความสุข ก็เป็นได้เลย ขอเพียงไม่ตัดสินคนอื่น หรือทับถมซึ่งกันและกันก็น่าจะพอ
อ้างอิง:
https://www.businessinsider.com/tiktok-trend-snail-girl-women-girl-bossing-slower-lifestyle-2023-10
https://nypost.com/2023/10/07/snail-girl-how-gen-z-workers-are-ditching-hustle-culture-now/
https://finance.yahoo.com/news/meet-women-ditching-corporate-rat-100000425.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘Snail Girl’ ผู้หญิงที่เลือกจะก้าวไปช้าๆ ถอยเพื่อตั้งหลักเมื่อต้องการ โดยไม่ต้อง กดดันตัวเอง ว่าต้องเป็น Girlboss เท่านั้น ถึงจะนับว่าเป็นผู้หญิงเก่ง
- การกลับมาของ Dragonfly แพลตฟอร์มขับเคลื่อนสังคม โดย 3 แม่ทัพที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลง “แพม - วู้ดดี้ - ซินดี้” ประกาศจัดงานยิ่งใหญ่แห่งปี Dragonfly Summit 2024
- เรื่องของชนชั้น และประสบการณ์เซ็กซ์ เมื่องานวิจัยศึกษาเรื่องผู้หญิงในชนชั้นแรงงานที่มักถูก slut-shame มากกว่า และพลอยมองข้ามปัญหาเรื่อง sex-education
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com