โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Teen Coach EP.79 : 'การโกหก' เรื่องที่หลายคนไม่ชอบ แต่เคยโดนและเคยทำ!

Dek-D.com

อัพเดต 24 มี.ค. 2566 เวลา 07.09 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2566 เวลา 04.53 น. • DEK-D.com
จิตวิทยากับการโกหก

“ทำไมลูกบอกส่งงานไปแล้ว แต่ครูยังมาตามงานที่แม่อีก”

“เธอจะหลอกเราทำไมว่าไปเตะบอลกับเพื่อน แล้วไอจีสตอรี่ที่ไปอยู่กับกิ๊บมันคืออะไร”

“มึงหลอกเอาเงินกูไปทำไมวะ”

ปัญหาที่มีคนไข้มาปรึกษาพี่หมอแมวน้ำบ่อย คือ "เรื่องการโกหก"ไม่ว่าทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีอาการนี้ได้ เพียงแต่จุดประสงค์และรูปแบบของการโกหกอาจต่างกัน สิ่งที่เหมือนกัน คือ เมื่อเรารู้ความจริงว่าอีกฝ่ายโกหก มันทำให้เรารู้สึกแย่ เช่นโกรธ หงุดหงิด เสียใจ หมดความเชื่อใจ หากเด็กโกหก ผู้ใหญ่รอบข้างจะเกิดความกังวลว่าหากเด็กยังโกหกจนติดเป็นนิสัย เมื่อโตไปเด็กจะกลายเป็นคนไม่ดี ทำผิดกฎหมาย ต้องเข้าคุก หมดอนาคต ส่วนกรณีผู้ใหญ่โกหกเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง มันทำให้เราไม่อยากคบด้วยเพราะหัวจะปวดจากการที่ต้องมานั่งจับผิดหรือระแวงว่าจะมาทำเรื่องไม่ดีอะไรกับเราอีก

กรณีเด็กโกหก เด็กส่วนใหญ่โกหกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเช่น โกหกว่าส่งงานครบทั้งที่จริงยังไม่ได้ทำ แอบกินขนมแล้วบอกไม่ได้กินเพราะขี้เกียจไปแปรงฟัน บางครั้งเป็นเรื่องพัฒนาการตามวัย แต่ไม่ได้โกหกเพราะเจตนาร้ายซึ่งจะต่างกับเจตนาของผู้ใหญ่ที่ส่วนใหญ่โกหกเพราะความเห็นแก่ตัวหรือมาจากการเจ็บป่วยเมื่อเด็กโกหกผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจกับเหตุผลที่แท้จริงของการโกหก และสอนเด็กเรื่องวิธีการแก้ปัญหา มากกว่าการเพ่งเล็งว่าเด็กโกหกเพราะนิสัยไม่ดี การแก้ปัญหาเด็กโกหกตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นการลดปัญหาที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่โกหกที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

การโกหกที่เป็นพัฒนาการตามวัย

เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านความคิด ความสามารถในการแยะแยะเรื่องจริงกับไม่จริง และการจัดการปัญหาที่แตกต่างกัน

วัยก่อนประถม ก่อนอายุ 6 ปี เด็กจะมีจินตนาการมาก เแยกแยะเรื่องจริงออกจากจินตนาการไม่ได้ เช่น เด็กอายุ 4 ปี มาบอกพ่อว่าไปขี่มังกรเล่นกับเพื่อนมา เด็กไม่ได้เจตนาที่จะโกหกแต่เด็กเข้าใจแบบนั้นจริง ๆ

วัยประถม เด็กเริ่มแยกแยะระหว่างความจริง จินตนาการและเรื่องโกหกได้ เข้าใจผลที่ตามมาจากการกระทำต่างๆ เข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรม ยังคิดแบบขาวกับดำ (มีแต่ถูกกับผิด) เริ่มโกหกเพื่อทำให้คนอื่นสบายใจ เช่น ชมเพื่อนตัวท็อปว่าแต่งตัวสวยทั้งที่จริงมันดูแปลกมาก เพราะเด็กไม่อยากให้เพื่อนโกรธ เดี๋ยวทัวร์ลงโดนแบนจากเพื่อนคนอื่น

การโกหกในวัยนี้ผู้ใหญ่เริ่มสอนได้ว่าเรามีสิทธิที่จะเลือกทำสิ่งต่างๆแต่ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เช่น ถ้าเด็กเลือกที่จะโกหกเพื่อแก้ปัญหา ผลที่ตามมา คือ คนอื่นจะไม่ไว้ใจ กลายเป็น “คนขี้โกหก” ในสายตาคนอื่น การสอนเด็กเรื่องการโกหกอาจสอนผ่านนิทานหรือเรื่องราวรอบตัวในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ

วัยรุ่น เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมและเหตุผลได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ แต่จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ทำให้ทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบ ต้องการความเป็นอิสระ ค้นหาตัวตน ไม่อยากให้พ่อแม่รู้บางเรื่องของตัวเอง อยากได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อน เลยเลือกที่จะโกหกมากกว่าบอกความจริง เพราะกลัวผู้ใหญ่ไม่อนุญาตหรือต่อว่า เช่น บอกไปนอนค้างบ้านเพื่อนเพื่อทำงานกลุ่มทั้งที่จริงหนีไปเที่ยวกลางคืน

รูปแบบของการโกหก

การโกหกหมายถึง การพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีองค์ประกอบ คือ ความจงใจ (intention) และผลลัพธ์ที่ต้องการ (goal) ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ผลดีที่เกิดกับตัวเอง หรือกับคนอื่น

แบ่งการโกหกออกเป็น 3 แบบ

  • การโกหกที่ไม่ได้เจตนาร้าย (White Lie)
  • การโกหกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและ/หรือคนอื่น
  • โรคที่ทำให้ไม่สามารถหยุดโกหกได้ (Pathological/Compulsive Liar

การโกหกที่ไม่ได้เจตนาร้าย (White Lie)

เป็นการพูดไม่จริงเพราะจุดประสงค์ดีเช่น ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนอื่น ลดความเครียดหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพื่อช่วยคนอื่น บางครั้งเราทำกันโดยไม่รู้ตัวตามกาละเทศะ เช่น

  • พูดไม่จริงเพื่อความสุภาพและมารยาททางสังคมเช่น ชมเพื่อนที่ไม่สนิทที่แต่งหน้าด้วยรองพื้นผิดเบอร์ว่าสวย
  • พูดไม่จริงเพื่อรักษาความรู้สึกของคนอื่น เช่น ภรรยาถามสามีว่าตัวภรรยาหรือผู้หญิงอีกคนใครสวยกว่ากัน สามีตอบเอาใจว่าภรรยาสวยกว่าทั้งที่ใจจริงไม่ได้คิดแบบนั้น
  • พูดไม่จริงเพื่อทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเช่น ไม่เห็นด้วยที่ถูกเกณฑ์ให้ไปเดินตากแดดถือป้ายท่ามกลางอากาศที่ร้อน แต่ต้องบอกว่าเต็มใจไป
  • พูดไม่จริงเพื่อป้องกันการไปขัดขาคนที่มีอำนาจ เช่น พูดแสดงความเห็นด้วยกับนายเพื่อที่จะได้ไม่เดือดร้อน

การโกหกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและ/หรือคนอื่น

การโกหกรูปแบบนี้ทำไปเพื่อเอาดีใส่ตัว ทำร้ายคนอื่น หวังผลประโยชน์ให้เกิดกับตัวเองหรือพวกพ้อง เรียกง่าย ๆ ว่า “เห็นแก่ตัว”บางคนถึงขั้นขาดศีลธรรม ไม่เห็นอกเห็นใจ ใครจะตายหรือฉิบหายยังไงก็ช่าง ไม่รู้สึกผิดบาปต่อสิ่งที่ทำไป พวกนี้จัดเป็นกลุ่ม Antisocial หรือ Psychopath ที่ทำผิดกฎหมาย ผิดกฎสังคม เช่น กลุ่มคนทำธุรกิจสีเทา การพนันออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฉ้อโกงเงิน

รูปแบบพฤติกรรมโกหกที่พบได้ เช่น

  • โกหกสิ่งที่ตัวเองไม่ได้มีหรือไม่ได้เป็น เพื่อสร้างภาพความน่าเชื่อถือเช่น บอกว่ามีตำแหน่งใหญ่โต เพื่อหลอกให้คนมาลงทุนด้วย การโกหกแบบนี้ส่งผลเสียกับคนที่โกหกเอง คือ คนอื่นจะจับได้สักวันว่าพูดเรื่องไม่จริง หลังจากนั้นคนอื่นจะไม่ให้ความเชื่อถืออีก นอกจากนี้คนอื่นก็เสียหายไปด้วย
  • โกหกเพื่อเอาตัวรอดจากการทำผิด เช่น ตัวเองเป็นคนทำเรื่องไม่ดี แล้วโยนความผิดว่าคนอื่นทำ
  • โกหกเพื่อใส่ร้ายคนอื่น ให้ข้อมูลเท็จ เช่น สร้างข่าวลือให้อีกฝ่ายเสียหายเพื่อให้ตัวเองได้รับ
  • โกหกเพื่อให้ได้ข้าวของ ทรัพย์สินเงินทอง ทุจริต คอรัปชั่น

โรคที่ทำให้ไม่สามารถหยุดโกหกได้ (Pathological/Compulsive Liar/ Pseudologica Fantastica)

การโกหกในรูปแบบนี้เกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ทำให้คนไข้พูดโกหกทุกอย่างไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่อย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เป็นมาต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรแฝงในนั้นเพราะปกติคนเราจะโกหกด้วยจุดประสงค์บางอย่าง เช่น หลีกเลี่ยงการรับผิด เอาตัวรอด แต่คนที่เป็นโรคนี้จะโกหกอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัวว่ากำลังโกหก

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการโรคนี้มีสมมุติฐานหลายอย่าง เช่น สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ ฮอร์โมนคอร์ติซอลไม่อยู่ในสมดุล เริ่มมีอาการให้เห็นชัดตั้งแต่วัยรุ่น อาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ

คนไข้ที่เป็นโรคนี้พูดโกหกเป็นตุเป็นตะ ดราม่าสมจริงมาก ทำให้ได้รับความสนใจหรือเห็นใจจากคนฟัง เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากว่าจริงหรือไม่เช่น เนื้อเรื่องคือคนไข้เป็นตัวเอก อาจเป็นฮีโร่ที่เข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์ ช่วยเหลือคนอื่น หรือคนไข้เป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร หรือคนไข้เป็นคนกว้างขวางรู้จักกับคนที่มีชื่อเสียง มีชีวิตที่ไฮโซหรูหรา

บางครั้งคนไข้ที่โกหกกับทุกเรื่องอาจเริ่มเชื่อเรื่องที่ตัวเองเล่าว่าเป็นเรื่องจริง จนป่วยเป็นโรคหลงผิด (Delusional disorder) คิดว่าเรื่องไม่จริงเป็นเรื่องจริงได้

คนที่ป่วยเป็นโรคนี้บางคนรู้ตัว (conscious) ว่ากำลังโกหก ทำให้รู้สึกผิดและคิดว่าจะไม่ทำอีก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดเล่าเรื่องกับคนอื่นก็จะพูดโกหกซ้ำๆอย่างห้ามไม่ได้ (Compulsive) แต่บางคนไม่รู้ตัวว่ากำลังโกหกเลยไม่รู้สึกผิด ไม่คิดถึงผลที่จะตามมาหากถูกจับผิดได้ พฤติกรรมการโกหกทำให้เกิดผลเสียตามมา เช่น เพื่อนเลิกคบ ถูกให้ออกจากงานเพราะโป๊ะแตกจับได้ว่าโกหก

หากสงสัยว่าเป็นโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา การรักษาค่อนข้างยาก เพราะตอนให้ข้อมูลกับผู้รักษาคนไข้พูดไม่จริง ดังนั้นต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมจากคนใกล้ชิด

การจัดการกับคนที่โกหก

เมื่อเรารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกเราต้องจัดการกับอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน เพราะการที่เราจับได้มันทำให้เรารู้สึกแย่ เสียความรู้สึก เช่น โกรธ เสียใจ จนทำให้การตัดสินใจในสถานการณ์นั้นทำได้ไม่ดี ต้องรอให้อารมณ์สงบ แล้วค่อยคิดหาวิธีแก้ปัญหา

  • ประเมินความรุนแรงของเรื่องที่เขาโกหกว่าส่งผลเสียมากน้อยแค่ไหน ถ้าแค่ระดับน่ารำคาญอาจเลือกที่จะไม่ไปยุ่ง แต่ถ้ามีคนที่โกหกทำให้เกิดความเสียหาย ต้องมีการจัดการหยุดวงจรปัญหานั้น
  • หากการโกหกของคนใกล้ตัวทำให้เราเดือดร้อน เราต้องเลือกวิธีการจัดการกับปัญหานั้นโดยทั่วไปเมื่อคนเราเผชิญกับปัญหาต่างๆ ทางเลือก คือ หนี (Flight) หรือสู้ (Fight) การตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ โดยที่เราต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่มากพอ
  • หากเลือกที่จะหนี (Flight) ไม่ไปปะทะโดยตรง เช่น คนที่โกหกใส่ร้ายเราเรื่องการทำงานเป็นระดับหัวหน้า มีนิสัยก้าวร้าว บ้าอำนาจ ไม่ฟังคนที่ฐานะทางสังคมต่ำกว่า ถ้าเรามีความจำเป็นที่จะต้องทำงานที่นั่นต่อ ทางแก้ คือ ไม่ควรไปโต้ตอบเถียงกับเขาซึ่งๆหน้าหรือโพสต์ด่าทางเฟซบุ๊กหรือประกาศตัวเป็นศัตรูชัดเจน เพราะประเมินแล้วว่าชนตรงๆไปก็ไม่ได้อะไร แถมอาจจะโดนไล่ออก ทางแก้มีหลายอย่าง เช่น ไปคุยชี้แจงข้อเท็จจริงกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ตั้งใจทำงานต่อไปเพื่อพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาโกหก หรืออาจขอย้ายแผนกถ้าเป็นไปได้
  • หากเลือกที่จะสู้ (Fight) คือ ต้องการจะเปิดเผยความจริงทั้งให้เจ้าตัวรู้และ/หรือให้คนอื่นรู้ ควรวางแผนดีๆ อย่าลืมคิดถึงผลที่จะตามมาหรือความปลอดภัยของตัวเอง

ขั้นตอนที่ควรทำเมื่อเจอคนโกหก

  • เก็บรวบรวมหลักฐาน จดบันทึกข้อมูลต่างๆ
  • หากเลือกที่จะบอกเขาว่าเรารู้นะว่าคุณโกหก!!! ควรบอกในที่ที่เป็นส่วนตัว (Private)หลีกเลี่ยงการประจาน เพราะเขาจะยิ่งโกหก ไม่ยอมรับ โกรธ และอาจจะเอาเราคืนมากกว่าเดิม
  • ให้โอกาสเขาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น หากยังไม่ยอมรับ เอาหลักฐานที่เรามีให้เขาดู และบอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำมันทำให้เราหมดความเชื่อใจเขา (Trust)
  • หากเขาสำนึกผิดต้องการขอโอกาสแก้ตัว อันนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราแล้วว่าจะให้อภัยและให้โอกาสหรือไม่
  • ถ้าไม่มั่นใจว่าเขาจะโกหกกับเราอีกมั้ย ให้พยายามอยู่ห่างๆอย่าไปยุ่งจะดีกว่า
  • หากให้โอกาสเขาแล้วเขายังโกหกซ้ำๆ เราต้องทำใจเองแล้วว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ และเราพยายามทำดีที่สุดแล้ว

การช่วยเหลือเด็กที่โกหก

  • คุยข้อเท็จจริงด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ใช้อารมณ์ แสดงความเป็นห่วงที่เด็กมีพฤติกรรมโกหก ปัญหาที่พบคืออะไร และถ้าแก้ปัญหาด้วยการโกหก ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
  • ให้โอกาสเด็กชี้แจง โดยผู้ใหญ่พยายามทำความเข้าใจว่าเด็กโกหกเพราะอะไรเพื่อที่จะช่วยสอนวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมกว่าให้
  • ให้เด็กรับรู้ว่าผู้ใหญ่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าได้เกิดไปแล้ว (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วย) หากบอกความจริงจะไม่ถูกด่า เพื่อให้เด็กรู้สึกสบายใจ และกล้าที่จะเล่าความจริง
  • คุยข้อตกลง บทลงโทษที่ตามมาหากมีการโกหกเกิดขึ้นอีก เช่น ตัดค่าขนม ลดเวลาเล่นเกม ซึ่งผู้ใหญ่ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้
  • หลีกเลี่ยงการสั่งสอนยืดยาวเพราะเด็กจะเบื่อไม่สามารถจับประเด็นสำคัญที่ผู้ใหญ่ต้องการสื่อสารได้ ควรสอนให้เห็นเป็นรูปธรรม บอกเหตุและผลที่จะตามมาตามความเป็นจริง ให้เด็กเข้าใจได้ตามวัย ไม่ใช้การขู่
  • คุยในสถานที่ที่สงบคนที่อยู่ด้วยตอนคุยกัน ควรเป็นคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเด็กเท่านั้น เช่น มีแค่พ่อกับแม่ที่คุยกับเด็ก ไม่ให้พี่น้องเข้ามาอยู่คุยด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการประจาน
  • ไม่ตราหน้าตอกย้ำว่าเด็กเป็น “เด็กขี้โกหก” “เด็กเลี้ยงแกะ” แต่ให้แยกคุยเป็นพฤติกรรมไปเพราะการตราหน้าตอกย้ำ เด็กจะเชื่อว่าตัวเขาทั้งหมดเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทั้งที่จริงเด็กมีพฤติกรรมนิสัยอย่างอื่นที่ดี ควรคุยเฉพาะเหตุการณ์นั้นๆ ไม่พาดพิงเรื่องอื่นๆ ผู้ใหญ่ต้องมีความเชื่อมั่นว่าเด็กเป็น “เด็กดี” มีศักยภาพที่จะกล้าหาญ พูดความเป็นจริงได้ และให้โอกาสเด็ก
  • หากเด็กเสียใจ รู้สึกผิด ให้สอนเด็กว่าอารมณ์พวกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แสดงให้เห็นว่าเด็กสำนึกผิด เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่จะแก้ได้ คือ เด็กต้องเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
  • ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ให้กับเด็กเรื่องการพูดความจริง
  • หากเด็กมีพฤติกรรมโกหกบ่อย รุนแรงมากขึ้น แม้จะให้การช่วยเหลือแล้วก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยา เพื่อหาสาเหตุและให้การช่วยเหลือต่อไป

พี่หมอแมวน้ำเชื่อว่าทุกคนน่าจะต้องมีประสบการณ์ถูกคนรอบข้างมาโกหกใส่หรือตัวเราเองเป็นฝ่ายโกหก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง หากใครเคยทำแล้วรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไป อาจไปขอโทษหรือทำอะไรที่เป็นการชดเชยความรู้สึกผิดนั้น หรือถ้าใครยังโกหกอยู่ ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ทำจะนำไปสู่ผลเสียอะไรบ้าง หากยังหาทางแก้ไม่ได้การพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยาจะช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ได้ ถ้าใครมีข้อสงสัยหรืออยากแชร์ คอมเมนต์ข้างใต้นี้ได้เลยค่าาา

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...