โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตากองทุนหุ้นอินเดีย ผลตอบแทนติดลบน้อยสุด-เงินเฟ้อต่ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ธ.ค. 2565 เวลา 13.18 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2565 เวลา 00.17 น.

ปีนี้สถานการณ์การลงทุนในกองทุนรวมที่ไปลงในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อาจจะไม่ค่อยสดใสนัก เพราะส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่ติดลบ อย่างไรก็ดี มีประเทศที่โดดเด่นขึ้นมาในปีนี้ก็คือ อินเดีย ที่กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง 
ปัจจุบันขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 ของโลก แซงหน้าสหราชอาณาจักร (UK) ที่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่

ขณะเดียวกันอินเดียยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ย จึงนับว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเทศอินเดียมีการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 2 ปี 2565 ถึง 13.5% และไตรมาส 3 ที่ผ่านมาโต 6.3% เทียบจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว (YOY) ส่งผลให้อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 แทนที่สหราชอาณาจักร

“อินเดียมีการบริโภคในประเทศที่สูงขึ้น และภาครัฐมีการเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับศักยภาพทางด้านจำนวนประชากรของชาวอินเดีย ส่งผลทำให้ภาพในอนาคตของอินเดียมีโอกาสที่จะเติบโตได้สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ” ชญานีกล่าว

ทั้งนี้ กองทุนหุ้นอินเดียมีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ -10.3% (ข้อมูล ณ 9 ธ.ค. 2565) ถือว่าติดลบน้อยกว่ากองทุนหุ้นอื่น ๆ โดยมูลค่าการลงทุนในรอบ 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ของปีนี้ มีเงินไหลออกสะสม 385 ล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 7,500 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากสิ้นปี 2564

ซึ่งกองทุนที่มีผลตอบแทน YTD ติดลบน้อยที่สุดสะสม นำโดยกองทุน TISCOIN จากบริษัทหลักทรัพย์ (บลจ.) ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน YTD อยู่ที่ -2.64% ตามด้วยกองทุน KF-INDIA และกองทุน KFINDIARMF จาก บลจ.กรุงศรี ผลตอบแทนอยู่ที่ -4.95% และ -5.32% ตามลำดับ รวมถึงกองทุน KT-INDIA-A และกองทุน KT-INDIA-D จาก บลจ.กรุงไทย ผลตอบแทนอยู่ที่ -5.51% และ -5.52% (ดูตาราง)

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้นค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และไม่ได้มีปัญหาการเมืองแบบประเทศจีน หรือฝั่งยุโรปที่มีปัญหาเรื่องพลังงาน

ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีปัจจัยลบน้อยที่สุด ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียโดยรวมยังคงเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างดีเกิน 5% ขึ้นไป เพราะอินเดียพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก

“ตัวตลาดหุ้นอินเดียเองก็ยังมี EPS growth ที่ค่อนข้างสูง ทำให้นักลงทุนเองมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในอินเดียค่อนข้างดี แต่อินเดียมีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือ P/E ratio ที่สูงถึง 22 เท่า ถือว่าค่อนข้างแพง เทียบกับตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นสหรัฐที่ P/E ratio อยู่ที่ 14-15 เท่า

อย่างไรก็ดี โดยรวมมองว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าสนใจ เนื่องจากปีนี้หลายประเทศเจอปัญหาหนัก โดยเฉพาะเรื่องของเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่อินเดียยังคงมีการเติบโตที่ดีอยู่ เพียงแต่ว่าอัพไซด์ อาจจะไม่ได้มีเยอะมาก” สาห์รัชกล่าว

ด้าน “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า อินเดียเป็นประเทศที่เติบโตด้วยการส่งออกและมีการลงทุนโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19

ซึ่งปีนี้เงินดอลลาร์สหรัฐ
แข็งค่าหนัก ส่งผลให้สกุลเงินรูปีอ่อนค่าลง แต่การอ่อนค่าของรูปี ก็จะเห็นว่าอินเดียไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม โดยดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 6% ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ได้เกินกรอบเป้าหมาย อินเดียจึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว

“อินเดียมีการเติบโตหลักมาจากการส่งออก จึงได้ประโยชน์จากการที่รูปีอ่อนค่าและสะท้อนมาที่ GDP ที่เติบโต ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6-7% ถือว่าเป็นการเติบโตที่สูงมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคและในกลุ่ม G20” ชยนนท์กล่าว

โดยดัชนีตลาดหุ้น Sensex ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ก็กลับมาเป็นบวก ซึ่งน่าจะเป็นตลาดหุ้นเดียวในฝั่งเอเชียที่ยังบวกและมีผลตอบแทนดีที่สุด แต่การลงทุนในอินเดีย ด้วยปัจจุบัน P/E ratio ของอินเดียอยู่ที่ประมาณ 22 เท่า นับว่าแพงสุดในภูมิภาค สำหรับคนที่จะทยอยเข้าลงทุนอาจจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนลงทุน แต่ใครที่ลงทุนอยู่แล้ว ก็สามารถถือต่อไปได้

“การลงทุนในอินเดียน่าสนใจ แต่ไม่เหมาะกับการลงทุนในระยะยาวมากนัก เนื่องจาก P/E ratio ที่ 22 เท่า ถือว่าสูงมาก น่าจะไม่ได้มีอัพไซด์เยอะ เว้นแต่ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความท้าทายก็คือว่า อินเดียพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก หากประเทศฝั่งยุโรปหรือสหรัฐเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย อินเดียก็อาจจะส่งออกได้น้อยลง การเติบโตปีหน้าก็อาจไม่ดีเท่าปีนี้” ชยนนท์กล่าว

จากภาพทั้งหมดนี้ กองทุนหุ้นอินเดีย เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการที่นักลงทุนจะสามารถกระจายพอร์ตเข้าลงทุนได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...