ICHI ไตรมาส 4/65 เป็นเทรนด์ขาขึ้น พร้อมลุยสินค้าให้มาร์จิ้นสูง ดันปี 66 รายได้โต 15%
ICHIตั้งเป้าหมายรายได้ปี 66 เติบโตไม่ต่ำ 15% เผยธุรกิจ OEM ลูกค้าใหม่เพิ่มต่อเนื่อง ด้านส่งออกแนวโน้มสดใส พร้อมบุกตลาดใหม่ซาอุดิอาระเบีย คาดรับรู้รายได้เดือนม.ค. 66 มั่นใจปีนี้ผลงานตามเป้า 6,500 ล้านบาท
นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI กล่าวว่า คาดปี 2566 รายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น หลังสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลาย ทำให้ผู้บริโภคกลับมาทำกิจกรรมได้ตามปกติ โดยประเมินช่วงเทศกาลบรรยากาศจะกลับมาคึกคัก ช่วยสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มเติบโต
ทั้งนี้บริษัทจะเน้นผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นสูง เช่น TANSUNSU (ตันซันซู) น้ำอัดลมแบรนด์ใหม่ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมาก โดยตั้งเป้ายอดขายปีหน้าไว้ราว 600 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจ OEM และการส่งออกที่น่าจะฟื้นตัวได้ดี หนุนรายได้เติบโตตามเป้าหมาย
สำหรับปี 2565 ประเมินว่ารายได้ยังเติบโตตามเป้าที่ 6,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดจะปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อยที่ 18% จากช่วง 9เดือน อยู่ที่ระดับ 17.5%โดยไตรมาส 4/65 คาดยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ ได้แก่ อิชิตัน คาเทชิน 0 แคลอ 2 รสชาติ, อิชิตัน น้ำด่าง 8.5+สารสกัดจาก CBD และ TANSUNSU ที่เปิดตัวมาแล้ว 2 รสชาติ คาดว่าจะทยอยเปิดรสชาติที่ 3 และ 4 ภายในเดือนธ.ค. 65 ซึ่งปีนี้ตั้งยอดขายอยู่ที่ 150ล้านบาท
ส่วนธุรกิจ OEM มีแนวโน้มสดใส จากประสบการณ์ในการผลิตเครื่องดื่มมามากกว่า 10 ปี และทีม R&D ที่เชี่ยวชาญ ทำให้เริ่มมีการรับรู้รายได้จากลูกค้าใหม่ 2 รายเข้ามาในไตรมาส 3/65 และไตรมาส 4/65ได้แก่ เครื่องดื่ม Acer Predator Shot Vitamin Drink และ Thaitanium Power Energy Drink เครื่องดื่มเพิ่มพลังผสมวิตามินสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่วางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สนับสนุนการใช้อัตราการกำลังการผลิต (Utilization Rate) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 65% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 49 % เป็นสัญญาณแนวโน้มที่ดีในการช่วยต้นทุนต่อขวดลดลง
ขณะที่ตลาดส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากราคาต้นทุนลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้ในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดในประเทศอินโดนีเซียทีเดิมคาดว่าจะส่งกำไรกลับมาให้กับบริษัทได้ราว 75 ล้านบาท แต่สิ้นปี 65 น่าจะสามารถส่งกำไรกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรกส่วนแบ่งกำไรธุรกิจร่วมค้าในอินโดนีเซียอยู่ที่ 65.5ล้านบาท
ส่วนประเทศฟิลิปปินส์เริ่มมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายผ่านร้านค้า Alfamart แล้วในเดือนสิงหาคม กว่า 1,300สาขา และเตรียมรับรู้รายได้จากสินค้าใหม่ Calvit นมเปรี้ยวโยเกิร์ตปลายปีนี้ นอกจากนี้บริษัทยังมีการขยายตลาดไปยังประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือนม.ค. 66
ทั้งนี้ ในส่วนของภาษีความหวานที่จะมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 66 นั้น บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการปรับปรุงและพัฒนาสูตรเรียบร้อยแล้ว สามารถลดน้ำตาลลงได้ 6% ตามเกณฑ์ ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีความหวานเพิ่มอีก 0.3% ซึ่งจะช่วยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ราว 12 ล้านบาทต่อปี