กองทุนหุ้น EM เนื้อหอม ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-ผลตอบแทนขยับขึ้น
หลังจากทิศทางเศรษฐกิจฝั่งตลาดพัฒนาแล้ว (developed market) มีแนวโน้มชะตัวลง ทำให้นักลงทุนต้องมองหาตลาดที่คงสามารถเติบโตได้ดี
จึงเป็นโอกาสสำหรับฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market หรือ EM) โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปีนี้
3 ปัจจัยตลาดเกิดใหม่เนื้อหอม
โดยข้อมูลจาก บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ชี้ว่า หุ้นในตลาดเกิดใหม่กำลังเป็นที่น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งในแง่ของมูลค่าพื้นฐาน และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่น่าสนใจ คือ
1.ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอลง รวมถึงในยุโรปและอังกฤษ ทำให้ค่าเงินของประเทศอื่น ๆ เริ่มแข็งค่า จึงเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
2.ผลกระทบจากการเปิดประเทศของจีน เนื่องจากจีนเปิดประเทศเร็วกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นจะกินเวลายาวนาน การที่จีนเติบโตย่อมต้องการแรงงานที่มากขึ้น รวมทั้งการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ทำให้มีอีกหลายบริษัทที่น่าสนใจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเติบโตมาจากการแตกกิ่งก้านสาขาของจีน
และ 3.ความสมบูรณ์ของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ จากการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในอดีต ทำให้ตลาดเกิดใหม่มีความแข็งแรงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่ ดูน่าจะดึงดูดการลงทุนมากกว่าในอดีต
ส่อง 5 กองทุนรีเทิร์นสูง
โดยกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่มีผลตอบแทนโดดเด่นตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ 28 มิ.ย. 2566 (YTD) นำโดยกองทุน KWI EE EURO จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) คิง ไว (เอเชีย)ผลตอบแทนอยู่ที่ 25.35% ตามมาด้วยกองทุน TISCOLAF จาก บลจ.ทิสโก้ผลตอบแทน 17.13% กองทุน M-EM
จาก บลจ.เอ็มเอฟซี ผลตอบแทน 7.31% กองทุน TMBEMEQ จาก บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ผลตอบแทน 6.94% และกองทุน K-GEMO จาก บลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 6.40% (ดูตาราง)
อย่างไรก็ตาม ในแง่ความเสี่ยง หากดูจาก Morningstar Emerging Markets Index จะพบว่า น้ำหนักในดัชนีตามมูลค่าตลาดประมาณ 1 ใน 3 เป็นหุ้นจีน รองลงมาเป็น อินเดีย 16.7% และไต้หวัน 14.1% ทำให้การลงทุนดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงจากประเทศจีน
ดังนั้นหากลงทุนในตลาดเกิดใหม่จะต้องดูให้ลึกลงไปเป็นรายบริษัทว่า มีความเสี่ยงจากเรื่องไหนได้บ้าง
ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมาก และจะเห็นว่าเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาค่อนข้างมาก ซึ่งมาจากภาพเศรษฐกิจที่กำลังทยอยฟื้นตัว
ทำให้โมเมนตัมของนักลงทุนเริ่มกลับมาในฝั่งตลาดเกิดใหม่ แต่ในมิติของตลาดอยากจะเน้นไปที่ฝั่งของตลาดเกิดใหม่ฝั่งเอเชีย เพราะถ้าดูภาพรวมตลาดเกิดใหม่อาจจะยังไม่ได้น่าสนใจในทุกประเทศมากนัก จึงจะเน้นไปที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ใหญ่ ๆ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และจีน
“ผลตอบแทนในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉลี่ยในปีนี้ถือว่าปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดีกว่าฝั่งสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นมากนัก แต่ในครึ่งปีหลังที่เหลือเชื่อว่าผลตอบแทนมีโอกาสดูดีขึ้น เนื่องจากว่าตลาดเกิดใหม่จะขับเคลื่อนด้วยประเทศจีน และอินเดีย เป็นหลัก ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากขึ้นเรื่อย ๆ”
คาดปีหน้า EM ยังเติบโตได้ดี
ด้าน “ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส กล่าวว่า หลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 จะเห็นได้ว่าในฝั่งของตลาดเกิดใหม่กำลังอยู่ในช่วงขอการฟื้นตัว ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ช้ากว่าตลาดฝั่งพัฒนาแล้ว ดังนั้นน่าจะยังคงได้เห็นการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องของตลาดเกิดใหม่
ในขณะที่ตลาดพัฒนาแล้วฟื้นตัวแรงและเผชิญภาวะเงินเฟ้อค่อนข้างหนัก รวมถึงการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรงและน่าจะยังขึ้นอยู่ ฉะนั้นฝั่งตลาดพัฒนาแล้วอาจจะได้เห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจลง ในปีหน้า 2567 เป็นต้นไป แตกต่างจากฝั่งตลาดเกิดใหม่ที่น่าจะยังเติบโตได้ดีอยู่ในปีหน้า
“การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างที่จะน่าสนใจ แม้ผลตอบแทนหุ้นปีนี้อาจจะยังทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่เชื่อว่านักลงทุนมองเห็นโอกาสที่ดีในการที่จะเข้าไปลงทุนในระยะนี้ โดยหากแยกเป็นรายประเทศ จะชอบจีนกับเวียดนามเป็นพิเศษ เนื่องจากยังเห็นการฟื้นตัวที่ดี โดยเฉพาะเวียดนามที่มีปัญหาหลายด้าน ถ้าคลี่คลายได้น่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดีอย่างต่อเนื่องแน่นอน” ประภาสกล่าว
นักลงทุนที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ คงต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนด้วย