โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

THAI โกยกำไร Q1 เฉียดหมื่นล้าน โตทะลัก 3 เท่าตัว จ่อหลุดฟื้นฟู-รีซูมเทรด SET ก.ค.นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า บริษัทประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 มีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,423 ล้านบาท และมี EBITDA หลักหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบินรวมค่าเช่าเครื่องบินจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hours) จำนวน 12,728 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทมีรายได้รวม(ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้รวม 45,955 ล้านบาท หรือคิดเป็น 12.3% มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เท่ากับ 83.3% ใกล้เคียงกับปีก่อน

ทั้งนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องมาจากปริมาณความต้องการการเดินทางของผู้โดยสารที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯได้มีการขยายฝูงบินเพิ่มความถี่เที่ยวบิน ส่งผลให้ปริมาณการผลิต (Available Seat Kilometers-ASK) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21.1% โดยมีปริมาณขนส่งผู้โดยสาร (Revenue Seat Kilometers-RPK) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.8% จากจำนวนผู้โดยสารรวม 4.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.6%

บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 37,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,084 ล้านบาท (8.8%) จากค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณการผลิตและการให้บริการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงประมาณ 1.7% จากปีก่อน

อย่างไรก็ดีบริษัทฯยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 13,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,586 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 26.5%

ขณะที่บริษัทฯและบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 3,481 ล้านบาท มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นค่าใช้จ่าย 339 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 และขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์

อย่างไรก็ตามมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท และมี EBITDA หลักหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบินรวมค่าเช่าเครื่องบินจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hours) จำนวน 12,728 ล้านบาท

โดยบริษัทฯมีจำนวนเครื่องบินที่ใช้ทำการบินในไตรมาส 1/2568 รวมทั้งสิ้น 78 ลำ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 5 ลำ มีอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ย 13.7 ชั่วโมงต่อวัน และมีแผนทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321 Neo เพื่อเสริมศักยภาพฝูงบินให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องบินรุ่นใหม่จะมาพร้อมระบบความบันเทิงส่วนตัวในทุกที่นั่ง และบริการ Wi-Fi ฟรี สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ทุกระดับสถานะ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้ดียิ่งขึ้นภายในปี 2568 นี้

นอกจากนี้ในส่วนของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในไตรมาส 1/2568 ที่ผ่านมาบริษัทฯ ทยอยติดตั้งระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง In-flight Connectivity (IFC) บนเครื่องบินแบบแอร์บัส A330-300 ซึ่งเริ่มให้บริการแล้วบนเครื่องบิน 2 ลำแรก ผู้โดยสารสามารถแชทและส่งข้อความได้แบบไม่จำกัดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ส่วนบริการอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบเปิดให้ใช้งานฟรีสำหรับสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus ตามระดับสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 297,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,245 ล้านบาท (1.8%) โดยเป็นเงินสดรวมตั๋วเงินฝาก เงินฝากประจำ และหุ้นกู้ ที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระมากกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 124,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,858 ล้านบาท และหนี้สินรวม 242,314 ล้านบาท ลดลง 4,605 ล้านบาท (1.9%)

ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 55,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,850 ล้านบาท (21.6%) โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity) เท่ากับ 4.37 เท่า และ 2.23 เท่า ตามลำดับ ซึ่งดีขึ้นอย่างมากจากก่อนเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ ณ สิ้นปี 2562 ที่ 20.66 เท่า และ 12.52 เท่า ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปธุรกิจและการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ประชุมคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการมีมติอนุมัติการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ของหุ้นของบริษัทฯ จากหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1.30 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมทางบัญชี และเมื่อรวมกับกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 บริษัทฯมีกำไรสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการ 9,555 ล้านบาท เป็นผลให้ในอนาคตบริษัทฯ อาจสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการมีมติอนุมัติให้จดทะเบียนเลิกกิจการบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด (สายการบินไทยสมายล์) ภายหลังดำเนินการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการบินสำเร็จลุล่วงตามแผนอย่างดียิ่ง

โดยบริษัทฯ รับโอนเครื่องบินแบบแอร์บัส A320 เข้าประจำการในฝูงบินของบริษัทฯ ครบถ้วน และสายการบินไทยสมายล์หยุดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้ผลประกอบการในเส้นทางบินที่ใช้เครื่องบินแบบดังกล่าวทำการบินมีกำไรจากเดิมที่ขาดทุนภายใต้การดำเนินการโดยสายการบินไทยสมายล์ อันมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณการผลิต (ASK) จำนวนผู้โดยสาร อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ผลตอบแทนต่อหน่วย (Yield) รายได้จากการบรรทุกผู้โดยสาร สินค้า และไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความสามารถในการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางบินและโอกาสหารายได้จากการขายแบบเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นทางบินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงจากอัตราการใช้เครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ THAI เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าในการออกจากการฟื้นฟูกิจการภายหลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และได้ดำเนินการจดทะเบียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ส่งผลให้บริษัทฯดำเนินการตามผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนแล้ว

โดยบริษีทได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยศาลล้มละลายกลางกำหนดนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลา 9.00 น. โดยคาดว่าศาลล้มละลายกลางจะอนุมัติยกเลิกการฟื้นฟูกิจการภายในเดือนมิ.ย.2568

“สำหรับแผนการนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการฟื้นฟูแล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งยุติการฟื้นฟูหน้าที่ของผู้บริหารแผนจะหมดลง และอำนาจการบริหารจะกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ หลังจากนั้นจะมีขั้นตอนในการยื่นขอให้หุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าหุ้นจะเข้าซื้อขายได้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคม 2568” นายปิยสวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2568 น่าพอใจมาก โดยรายได้รวมอยู่ที่ 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 9,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306.10% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 2,423 ล้านบาท ส่งผลทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 45,589 ล้านบาท ณ 31 ธันวามคม 2567 มาเป็น 55,439 ล้านบาท ณ 31 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางการเงินดีขึ้นมาก

โดยปัจจัยที่สนับสนุนผลประกอบการ ผลประกอบการที่ดีส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของบริษัทนอกจากนี้สถานการณ์ภายนอก เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลให้สายการบินอื่นปิดเส้นทางบินทำให้การบินไทยสามารถเรียกเก็บค่าโดยสารได้สูงขึ้น

ส่วนเครื่องบินที่ใช้งานเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 78 ลำ ลดลงเล็กน้อยจาก 79 ลำในปีที่แล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ 77 ลำ เนื่องจากมีการนำเครื่องบินเข้าสู่กระบวนการซ่อมบำรุง คาดว่าจำนวนเครื่องบินถึงสิ้นปีจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก (ประมาณ 80 ลำ) ด้วยจำนวนเครื่องบินที่ไม่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้จะไม่มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ หรือเพิ่มความถี่มากนัก อาจมีการลดบางเส้นทางเพื่อนำเครื่องไปซ่อมบำรุง

ส่วนแนวโน้มผู้โดยสารไตรมาส 2 และ 3 ตัวเลขเดือนเมษายนยังสดใส ส่วนหนึ่งจากปัจจัยอีสเตอร์ทำให้มีการเดินทางระยะไกล แม้เดือนพฤษภาคมเป็นช่วง Low Season แบบดั้งเดิม แต่การจองล่วงหน้าสำหรับพฤษภาคมและมิถุนายนดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...