โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PCE เทรดวันแรก! โบรกชี้กำไร 3 ปี โตเฉลี่ย 25% เคาะเป้าสูง 3.70 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 12 ก.ย 2567 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (11 ก.ย.67) ว่า หลักทรัพย์ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายใต้กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

สำหรับ PCE มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO 2,750 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวนรวม 750 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย ผู้มีอุปการคุณของบริษัทและบริษัทย่อย และนักลงทุนสถาบันและบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม และ 2-6 ก.ย.67 ในราคาหุ้นละ 2.28 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 1,710 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 6,270 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE ratio) เท่ากับ 18.94 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.66 - 30 มิ.ย.67 ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 331.22 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญหลังเสนอขาย คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.12 บาทต่อหุ้น โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ

อย่างไรก็ดี PCE ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ในธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจร แบ่งเป็น 1) กลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์ม น้ำมันไบโอดีเซล และน้ำมันปาล์มโอเลอีนเพื่อการบริโภค รวมถึงการซื้อและจำหน่ายต่อของน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) กลุ่มธุรกิจให้บริการคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ 3) กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางรถ และ 4) กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือ

ด้าน นายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PCE เปิดเผยว่า การระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับบริษัท โดย PCE จะนำเงินไปใช้ลงทุนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อขยายกำลังการผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม PCE

ทั้งนี้บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ กลุ่มครอบครัวประสิทธิ์ศุภผล ถือหุ้นรวม 72.73% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสด แผนการลงทุน เงื่อนไขทางกฎหมาย และปัจจัยอื่นๆ ในอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST เปิดเผยว่า PCE เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันปาล์มปลายน้ำ ที่ใหญ่ที่สุดและบูรณาการเพียงรายเดียวใน อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย โดยคาดการณ์กำไรปกติในปี 67-69 จะเติบโตเฉลี่ย 25% (CAGR) ได้แรงหนุนจากการขยายกำลังการผลิตและมีศักยภาพในการปรับปรุงประสิทธิภาพ

โดยประเทศไทยกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดและ ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การผลิตของประเทศไทยมี เติบโต 5% แซงหน้าอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 3.7% และมาเลเซียลดลง 0.3% การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยเติบโต 27% เทียบกับ 0.2% สำหรับอินโดนีเซียและลดลง 0.8% สำหรับมาเลเซีย ความต้องการมีแนวโน้มที่จะเติบโต 5% และอาจสูงถึง 13% จนถึงปี 73 (เนื่องจากมีการนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้มากขึ้น) จึงเห็นการเติบโตที่สำคัญ ศักยภาพอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย ด้านการปลูกน้ำมันปาล์มเองก็มีแนวโน้มที่จะเติบโต 7.6% ในปี 67-72 เนื่องจากสวนยางเปลี่ยนมาใช้ปาล์มน้ำมัน

โดยประเมิน PCE ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.50 บาท/หน่วย บนค่า PE ปี 68 ที่ 13.8 เท่า โดยอิงจาก PE ของบริษัทน้ำมันปาล์มในภูมิภาค

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า ประเมินรายได้ของ PCE เติบโตแข็งแกร่งจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ B7 และ การสิ้นสุดลงของ El Nino คาดการณ์ว่าอัตรากำไรสุทธิใน 67-68 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.68%, 2.03% ตามลำดับ เนื่องจากความสามารถในการดำเนินงานแบบตั้งราคาเพิ่มจากต้นทุน (Cost plus) การประเมินมูลค่าหุ้นที่ 3.70 บาท/หุ้น ด้วย EPS ปี 68 ที่ 0.21 บาท และ P/E ที่ 17.6 เท่า

บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) คาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ของ PCE อยู่ที่ 536 ล้านบาท และในปี 68 คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 601 ล้านบาท มาจากการเติบโตหลักๆ จะมาจากธุรกิจซื้อและจำหน่ายน้ำมันปาล์ม จากการส่งออกที่คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นตามผลผลิตน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น ประกอบกับคาดการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น

โดย PCE ยังมีกำลังการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเหลือ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่จะเพิ่มขึ้น ประเมินมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 3.50 บาท และระดับ P/E 16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์ม เนื่องจาก PCE มีความครบวงจรมากกว่าส่งผลต่อความมั่นคงของผลการดำเนินงาน ให้มีความผันผวนน้อยกว่า

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 68 ที่ 3.60 บาท อ้างอิงค่า PER ที่ 14 เท่าให้ Premium จากค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 12.4 เท่า เพราะความสามารถการแข่งขันที่เด่นกว่าเพราะมีโลจิสติกส์ของตัวเอง, ฐานะการเงินมั่นคงด้วยสถานะ Net Cash, ผลประกอบการเติบโตสูง ทำให้อัตราส่วน PEG ต่ำเพียง 0.6 เท่า

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินราคาเป้าหมายปี 68 ที่ 3.30 บาท ซึ่งสูงกว่าธุรกิจใกล้เคียงกันในไทยและต่างประเทศเล็กน้อยที่ 1.4 เท่า จากความแข็งแกร่งในธุรกิจที่ครอบคลุมเกือบทั้งหมดของ Supply Chain โดยคิดเป็น Forward PER ที่ 17.20 เท่า ในปี 67 และ 12.50 เท่า ในปี 68 ถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกําไรในปี 67- 69 ทําให้ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...