โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จบปริญญาตรี พ่วงปริญญาโทสาขาอื่น โอกาสที่ 2 ที่อยากไขว่คว้าของ 3 บัณฑิตทันตะ สู่มหาบัณฑิต ‘ควบข้าม’ ศาสตร์

The Momentum

อัพเดต 10 ก.ค. 2567 เวลา 19.48 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 07.05 น. • THE MOMENTUM

‘เหล่าว่าที่หมอฟัน คุณได้รับสิทธิเรียนปริญญาตรีควบโท ภายในเวลา 6 ปี’

ฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่นี่คือเรื่องจริง

เป็นที่น่าสนใจว่า นี่เป็นแพลตฟอร์มการศึกษารูปแบบใหม่ที่มหาวิทยาลัยสร้างสนามกลางให้หลักสูตรต่างๆ สามารถควบข้ามกันได้ เป็นโอกาสให้นิสิตที่สนใจอยากเรียนต่อในศาสตร์ที่ตนเองสนใจ สามารถจบมาด้วยปริญญาตรีควบปริญญาโทไปในเวลาพร้อมกัน ราวกับมีตั๋วเข้ารอบ Fast Track อยู่ในมือ

หลักสูตรควบข้ามระดับ (Dual Degree Program)เป็นหลักสูตรที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้นิสิตทันตแพทย์ในหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (ท.บ.) เข้าศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม.) แบบควบคู่กันไป โดยสามารถสำเร็จการศึกษาพร้อมกันภายใน 6 ปีการศึกษา

ปัจจุบันมีหลักสูตรควบข้ามที่เปิดให้เรียนไปแล้ว เช่น วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ชีววิทยาช่องปาก วิศวกรรมชีวเวช และมีหลักสูตรใหม่ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ คือพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับทันตแพทย์ที่อยากเรียนรู้ข้ามศาสตร์ด้านธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ มีงานวิชาการที่ให้ความเห็นกับการเรียนหลักสูตรควบข้ามนี้ว่า การเรียนหลักสูตรควบข้ามจะช่วยให้นักศึกษาประหยัดเงินและเวลา มากกว่าการไปเรียนปริญญาโทแยกกัน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการยกระดับฐานเงินเดือน และมีโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น

ด้วยตัวหลักสูตรที่น่าสนใจคงไม่แพ้ไปกว่าบัณฑิตที่เลือกเรียนหลักสูตรนี้ บ่ายวันนี้เราเดินทางมาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสัมภาษณ์เหล่าบัณฑิตทันตะที่เลือกเข้าร่วมหลักสูตรควบข้ามระดับ เราขอแนะนำให้รู้จักกับ ภาค-ทันตแพทย์ภาคย์ ริ้วธำรงสฤษฏ์, นนท์-นักศึกษาทันตแพทย์รฐนนท์ กิตติคุณและอะตอม-รวิสรา สุวรรณนิมิตร

ทันตแพทย์ภาคย์ ริ้วธำรงสฤษฏ์

“การตัดสินใจเริ่มต้นมาเรียนหลักสูตรนี้เป็นมาอย่างไร” เราถามคำถามที่อยากรู้มากที่สุด ภาคเท้าความว่า ตั้งแต่ช่วงที่เรียนอยู่ปี 2 มีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คือ ศ.ทพ.ดร.ธนภูมิ โอสถานนท์ และได้ทำงานร่วมกับอาจารย์มาเรื่อยๆ จนมาถึงตอนที่เขาเรียนปี 4 อาจารย์น่าจะเห็นแววว่า ภาคไปต่อปริญญาโทได้จึงได้ชวนให้เข้ามาเรียนหลักสูตรนี้

“คิดว่าอาจารย์เขาก็น่าจะเห็นอะไรสักอย่างในตัวเรา เขาก็เลยเหมือนมาชวนว่า เดี๋ยวจะมีหลักสูตรเปิดเป็นหลักสูตรควบข้าม ระหว่างทันตแพทย์กับชีววิทยาช่องปาก หรือ Oral Biology ซึ่ง Oral Biology ก็จะเป็น Master of Science หรือปริญญาโท เรียนควบกัน ซึ่งรุ่นผมเป็นรุ่นแรก เพราะว่า หลักสูตรก็เพิ่งอนุมัติออกมาเป็นปีแรกเลย

“อาจารย์ก็อธิบายรายละเอียดต่างๆ ว่า การเรียนปริญญาโทจะเป็นการทําวิจัย เวลาจบก็มีคุณสมบัติครบตามข้อกําหนดทั้งหมดของปริญญาโท เพียงแต่ว่างานหลักจะเน้นที่การทําวิจัยอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะมาทํานอกเวลาได้ ก็คือไม่ได้ไปรบกวนกับการเรียนทันตแพทย์ คือ 8 โมงเช้า-4 โมงเย็น ก็เรียนทันตแพทย์ไปตามหลักสูตรที่เราเรียนมา หลังจากนั้นก็หาเวลามาทําวิจัยให้ได้ออกมาทันกําหนดที่จะจบ”

การเรียนหลักสูตรควบข้าม หมายถึงคุณต้องเตรียมตัวรับมือกับภาระงานจากทั้ง 2 หลักสูตรภายในเวลาเดียวกัน เขาพูดถึงความยากตรงนี้ว่า หลักสำคัญคือต้องบริหารเวลาให้ดีเพื่อทำวิจัยให้เสร็จทันกำหนด และได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดหลักของการจบปริญญาโท

“อย่างน้องๆ ก็น่าจะรู้ว่า การเรียนทันตแพทย์จบ 4 โมงก็จริง แต่ความเป็นจริงไม่ได้จบ 4 โมง บางทีลากยาวไปถึงดึกดื่น ถึงตี 5 ก็มี มันจะต้องมีงานหลังจากจบ หมายถึงว่าหลังจาก 4 โมงเย็น เราลงมาจากคลินิกก็จะต้องมีงานมาทําต่อ โดยปกติแล้ว เราก็จะใช้เวลานั่งทํางานกันเพื่อที่จะมีฟันปลอมไปใส่ให้คนไข้ แต่ทั้งหมดต้องจัดสรรเวลาดีๆ เพื่อที่จะมีเวลาไปทํางานวิจัย ก็เป็นส่วนที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษนิดหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะว่าเหมือนเรียนธรรมดาทั้งวัน มันก็แบบเหนื่อยใช้พลังงานเยอะอยู่แล้ว เราก็ต้องมีแบ่งเวลามาทําอะไรอย่างนี้อีก ทําวิจัยอีก”

การเรียนหลักสูตรทันตแพทย์และชีววิทยาถึงดูจะเป็นคนละแนว แต่ก็คาบเกี่ยวกัน เขาพูดพร้อมอธิบายว่า การเรียนทันตแพทย์เป็นการเรียนเพื่อไปรักษาคนไข้ เน้นนำความรู้มาปรับใช้กับทางคลินิก ในขณะที่การเรียนชีววิทยาจะเน้นการทำวิจัย เน้นสร้างองค์ความรู้ใหม่ เน้นการค้นพบสิ่งใหม่ๆ และผลักดันขีดจํากัดความสามารถของวงการทันตแพทย์ให้ไปข้างหน้าต่อไป แต่พื้นฐานโดยรวมมาจากหลักเดียวกัน คือการให้ความสำคัญกับศาสตร์ทางด้านทันตกรรม

ข้อดีของการได้มาเรียนต่อปริญญาโท ทำให้เขาได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำวิจัย ฝึกการตั้งคำถามและหาคำตอบให้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเขามองว่า เป็นทักษะสำคัญสำหรับทันตแพทย์ที่ต้องอัปเดตความรู้ให้ตัวเองได้ตลอดเวลา

“จริงๆ แล้วการทําวิจัยเพื่อค้นความรู้ใหม่ ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งของทันตแพทย์อยู่แล้ว อีกส่วนก็เป็นการฝึกทักษะ หลักๆ ที่ได้คือทักษะ Critical Thinking ที่ทําให้เราค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่จําเป็นต้องให้ใครย่อยความรู้สรุปมาให้ แต่สามารถคิดวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ แล้วก็วิเคราะห์ ทําความเข้าใจได้เองจากตรงนั้น”

การเรียนปริญญาโทในภาควิชาชีววิทยามีค่าธรรมเนียมปกติอยู่ที่เทอมละประมาณ 4 หมื่นบาท ทว่าสามารถขอทุนได้ ภาคได้ทุนที่ชื่อว่า ‘ทุน 72 พรรษาฯ’ ซึ่งเป็นทุนของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเขาก็จะได้ละเว้นค่าเทอม แต่ก็มีเงื่อนไขคือต้องส่งรายงานผลการเรียนกลับไปที่ทางมหาวิทยาลัย

“แล้วการเรียนต่อถือว่ามีส่วนช่วยใน Career Path ของเราในอนาคตมากขนาดไหน” เราถาม

“พอผมจะจบปริญญาโท อาจารย์ธนภูมิคนเดิมก็มาเสนอว่า จะให้มาเป็นเจ้าหน้าที่ที่คณะต่อ ในภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เพราะฉะนั้น สกิลการวิจัยที่เราได้มาจากตรงนี้ก็ช่วยเต็มๆ เลยตรงที่ว่าจะมีพื้นฐานมาในระดับหนึ่งก่อนเป็นอาจารย์”

ทันตแพทย์ภาคย์ ริ้วธำรงสฤษฏ์ จบปริญญาตรีทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาช่องปาก (นานาชาติ) ปัจจุบันเป็นทันตแพทย์และมีแผนเรียนต่อปริญญาเอกเพื่อกลับมาบรรจุเป็นอาจารย์ต่อที่มหาวิทยาลัย

นักศึกษาทันตแพทย์รฐนนท์ กิตติคุณ

“นนท์มีอาจารย์มาชวนเหมือนกันหรือเปล่า?”

เราถามแกมหยอก นนท์ยิ้มพร้อมตอบว่า อาจารย์มาเสนอเฉยๆ แล้วก็สนใจ ก่อนเล่าต่อว่า ช่วงที่เรียนซัมเมอร์ตอนช่วงปี 3 ขึ้นปี 4 อาจารย์เข้ามานำเสนอหลักสูตรนี้ ท่ามกลางหลักสูตรทั้งหลาย เขาสนใจหลักสูตรควบข้ามวิศวกรรมชีวเวชที่สุด เพราะเป็นศาสตร์ที่สนใจเรียนมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พอมีโอกาสจึงตัดสินใจสมัครทันที

“ผมก็สนใจด้วยความที่ว่า ผมชอบเกี่ยวกับด้านวิศวะเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว พอได้เรียนเกี่ยวกับทันตะมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าทันตกรรมศาสตร์กับวิศวะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ทั้งเรื่องการประยุกต์การใช้พวกเรื่อง CAD/CAM (ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสร้างงานทันตกรรมประดิษฐ์) เข้ามาใช้กับงานทันตกรรมก็มีส่วนช่วย แล้วก็การพัฒนาวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในงานทันตกรรม ก็สามารถนำเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้วยเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าน่าสนใจและก็นําไปต่อยอดในอนาคตได้”

ถ้าถามถึงการเรียนในหลักสูตรควบข้ามวิศวะ นนท์บอกว่า ตอนนี้เขายังไม่ได้เริ่มเรียน แต่อธิบายให้เราฟังคร่าวๆ ว่า การเรียนในหลักสูตรควบข้ามจะมีทั้งการทำวิจัย มีวิชาบังคับอย่างสัมมนา และมีให้ลงเรียนวิชาเลือกเพิ่มเติม เพื่อปรับพื้นฐานความรู้และเสริมทักษะในการทำวิจัย ซึ่งแตกต่างจากหลักสูตรของภาคที่เน้นการทำวิจัยเพียงอย่างเดียว และแน่นอนว่า เกณฑ์การตัดสินว่าจะผ่านปริญญาโทหรือไม่นั้น คือต้องได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติเหมือนกัน

“ตอนนี้มันยังไม่ได้เปิดคลินิกของปี 5 เต็มตัว ก็เลยยังไม่ได้หนักมาก คือต้องพยายามหาเวลามาทําวิจัยเรื่อยๆ ปัจจุบันก็คือยังอยู่ในขั้นทดลองอยู่ ยังไม่ได้แบบว่าสรุปผลอะไรออกมา ผมก็ยังพยายามคลําทางต่อไปเรื่อย เพื่อที่จะทําวิจัยแบบเอาให้เสร็จ”

“แล้วเวลาเรียน 2 วิชามันชนกันไหม” ภาคที่พูดเก่ง ถามด้วยความสงสัย

“ชน! เขาบอกว่าทําคนไข้ไปใส่หูฟังเรียนไปด้วยก็ได้ ผมก็แบบ ฮะ ได้หรอ” นนท์หัวเราะ

“แต่ดูแล้ว เรารู้สึกว่าทางทันตะกับทางวิศวะมันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันเท่าไรไหม” เราถามเพิ่ม

“มันเกี่ยวกันมากกว่าที่คิด” ภาคช่วยตอบ

“เกี่ยวกันมากเลย” นนท์กล่าวเสริม

โปรดเตรียมใจว่าหลังจากนี้คุณจะได้เจอศัพท์เทคนิคของนนท์แบบจัดเต็ม “คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันตะเขาเริ่มเอามาใช้ อย่างพวก Digital Intraoral Scanner (เครื่องมือที่ใช้ในการสแกนช่องปากและฟันเพื่อสร้างเป็นไฟล์ 3 มิติ) หรือว่า 3D Printing พวกฟันปลอม หรือว่าการทำทันตกรรมประดิษฐ์ทั้งหลาย มีการเอาความรู้ของวิศวกรรมศาสตร์พวกเรื่อง CAD/CAM อย่างนี้เอามาใช้ด้วย แล้วก็ปัจจุบันมีระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Ingelligence: AI) ที่กําลังมา ซึ่ง AI ก็คือวิศวะที่เกี่ยวกับการเขียนโค้ด เพื่อเอามาใช้ในการ Detect Caries (การใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจฟันผุ) หรือว่าเอามาพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เอามาดีไซน์ในตัวของ Prosthetic Dentistry (ทันตกรรมประดิษฐ์) ก็ได้”

หลังจากคุยมาได้สักระยะ เราเห็นความอินวิศวะของนนท์ จึงเกิดความสงสัยว่า ที่จริงแล้วเขาอยากเรียนวิศวะมาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า

“ใช่” นนท์ตอบอย่างไม่ลังเล

“แล้วยังอยากเป็นหมอฟันอยู่ไหม หรืออยากไปทํางานแบบเชิงวิศวะเลย” เราถามต่อ

“น่าจะอยากเป็นอยู่” เขาหัวเราะ

“คือตอนแรกผมไม่ได้จะเข้าหมอฟันตั้งแต่แรกด้วย จะไปทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ว่าที่บ้านอยากให้มาสายการแพทย์ ก็เลยดูการแพทย์ที่มันแบบมาทางวิศวะนิดหนึ่ง ก็อาจจะเป็นทางหมอฟันด้วยที่แบบมีเรื่องของการใช้อย่างที่คุยไปว่า มีเรื่องของเทคโนโลยีที่เอามาเข้ามาประยุกต์ใช้กับด้านหมอฟันได้”

ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษา นนท์ตอบเช่นเดียวกับภาคว่า ทางคณะมีเปิดให้ขอรับทุนสนับสนุน จึงได้เข้าเรียนแบบที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

เราเปิดโอกาสให้นนท์ได้ขายหลักสูตรควบข้ามนี้อีกสักหน่อยว่า จะได้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์หลังเรียนจบไหม

“คิดว่าได้ใช้ เพราะว่าเทรนด์ในอนาคต งานแล็บของทางทันตกรรมปัจจุบัน เป็นงานแฮนด์เมด เป็นงานใช้พวกขี้ผึ้ง ใช้ Composite (วัสดุอุดฟัน) ทั้งหลายที่อาจจะใช้เวลานานกว่าการที่แบบ สแกนช่องปากเสร็จ เราสามารถทำ 3D Print ออกมาเป็นงาน ซึ่งอาจจะจบได้ภายใน 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งก็ได้ การที่เรามีความรู้ตรงนี้ก็จะช่วยย่นเวลาในการทําฟันให้คนไข้คนหนึ่งออกไปแบบง่ายขึ้นมาก”

นักศึกษาทันตแพทย์รฐนนท์ กิตติคุณ ปัจจุบันเป็นนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 มีความสนใจด้านวิศวะจึงใช้โอกาสนี้เรียนต่อหลักสูตรควบข้ามวิศวะตามที่ตนเองสนใจ วุฒิที่นนท์จะได้รับเมื่อสำเร็จการศึกษาคือ ปริญญาตรีทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช

รวิสรา สุวรรณนิมิตร

อะตอมได้รับข้อเสนอจากอาจารย์ เช่นเดียวกับภาคและนนท์ให้รู้จักหลักสูตรนี้ เธอเห็นว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเรียนจบด้วย 2 ปริญญาให้เป็นทางเลือกหลังเรียนจบ เผื่อจะไปต่อยอดในสายอาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นทันตแพทย์

“หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตร Non Course Work คือจะไม่มีเนื้อหาเลย แต่จะเน้นในเรื่องการทําวิจัย แล้วก็มีเรียนระเบียบวิธีวิจัยอยู่ประมาณ 2 ตัว ซึ่งจะไม่ได้มีการตัดเกรด แต่จะเป็นแบบผ่านกับไม่ผ่าน แล้วที่เหลือจะเป็นทําวิจัย จากหัวข้อที่ทําต่อมาจากของอาจารย์นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ ที่ทําตอน Undergrad แล้วก็ต่อยอดเป็นวิทยานิพนธ์ตอนปริญญาโท เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องของปัจจัยที่ผู้สูงอายุมาใช้บริการที่คณะทันตกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ถ้าจบได้ก็ต้องตีพิมพ์ให้ผ่าน อย่างที่น้องๆ เมนชันไป

“ตอนนี้ก็จบแล้ว เป็น Data Analyst อยู่ที่ UNICEF”

“ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เรียนมาเลยใช่ไหม” เราถาม

“ไม่เกี่ยว (หัวเราะ) แต่ว่าเรียกว่าก็ได้ใช้สกิลจากที่ได้ทําวิจัยมา เพราะอย่างที่บอกว่าเป็น Data Analyst มันได้เรียนการตั้งปัญหา วิธีวิจัย วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ถือว่าได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้อยู่ แต่มีเพื่อนด้วยกันอีก 2 คนที่เรียนมาด้วยกัน แล้วเขาก็จบเป็นทันตแพทย์ ข้อดีของการมีวุฒิปริญญาโทก็คือสามารถเพิ่มเงินเดือนได้ด้วย”

“แล้วไปเส้นทางนั้นได้อย่างไร?” เราถามต่อ

“จริงๆ ชอบเรื่องคณิตศาสตร์ ชอบตัวเลข การเขียนโค้ด ก็เลยสนใจในทางนี้มากกว่า”

อะตอมเริ่มเข้าหลักสูตรตอนเรียนปีที่ 6 เท่ากับว่าจะมีเวลาไม่กี่เทอมก่อนทำวิจัยจบ แต่ด้วยความที่มีข้อมูลที่เคยเก็บรวบรวมไว้แล้วตั้งแต่ปริญญาตรี เธอเลยย่นระยะเวลาการทำวิจัยลงไปได้ แต่ความยากที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ การได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่างานวิจัยของอะตอมจะได้รับการตีพิมพ์ก็หลังจากจบปี 6 มาแล้วประมาณ 1 เทอม ซึ่งไม่ได้จบตามเวลาหลักสูตร ทำให้เราเห็นว่า ด่านสุดหินคือการตีพิมพ์วิจัยผ่านนี่เอง

เหมือนกับคนอื่นๆ อะตอมก็ได้ทักษะติดตัวมาจากการทำวิจัย เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้งานเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล

“มีส่วนมาก เพราะเราได้วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติที่เป็นเหมือนสกิลที่เราได้มา รวมถึงเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ International Program ซึ่งพวกธีสิสต่างๆ ก็ต้องตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ถือว่าได้สกิลตรงนั้นมาพอสมควร”

รวิสรา สุวรรณนิมิตร จบปริญญาตรีทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (นานาชาติ) อะตอมค้นหาตัวเองเจอจากการเรียนต่อปริญญาโท จนทำให้เธอได้เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลในองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าว

ปัจจุบัน จุฬาฯ มีหลายหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ ‘ควบข้าม’ เป็นต้นว่า คณะแพทยศาสตร์ ควบข้ามกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช หรือคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ควบข้ามกับคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์

เป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญ ที่ทำให้บัณฑิตยุคใหม่มีทางเลือกมากขึ้น ไม่ติดอยู่กับสิ่งที่เรียนปริญญาตรีอย่างเดียว แต่สามารถควบข้าม ลื่นไหล ไปยังสาขาอื่นๆ ได้

เพราะสุดท้าย ‘ความรู้’ ยิ่งรู้มากเท่าไร ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

อ้างอิง

https://www.bridgeport.edu/news/pros-and-cons-of-dual-degree-and-double-majors/

https://grad.md.chula.ac.th/upload/download/37/file_3_5329.pdf

https://www.bangkokbiznews.com/social/979686

https://www.dent.chula.ac.th/programs/43237/

https://www.chula.ac.th/news/148638/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...