โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การกลับมาระบาดของซิฟิลิสและกามโรคในไทย พุ่งกระฉูด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเหตุมาจากอัตราการใช้ถุงยางลดลง

Khaosod

อัพเดต 09 พ.ค. 2562 เวลา 19.17 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 19.17 น.

การกลับมาระบาดของซิฟิลิสและกามโรคในไทย พุ่งกระฉูด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเหตุมาจากอัตราการใช้ถุงยางลดลง – BBCไทย

“ซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง” ข้อความสั้น ๆ ในบทความที่โรงพยาบาลบางรักหรือศูนย์กามโรคบางรัก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 เม.ย.  ทำให้คนในสังคมตื่นตัวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้กันมากขึ้น แม้ว่า “ซิฟิลิส” จะเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นหูแต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับโรคนี้อีกมาก จึงมีการตั้งคำถามว่ามันรักษาหายหรือไม่ และมีอันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด

โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทุกคนกลัวในอดีต แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาหรือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง แต่เนื่องจากผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการของโรคออกมาอย่างเด่นชัดจนกระทั่งระยะท้าย ๆ ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อมักไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ รวมทั้งกลายเป็นพาหะของโรคไปโดยไม่ตั้งใจ

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แสดงให้เห็นว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในประเทศไทย และจำนวนผู้ป่วยซิฟิลิสนั้นก็พุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีคนติดเชื้อแต่ไม่รู้ตัวเป็นจำนวนมาก และไม่เคยผ่านการตรวจคัดกรองโรคนี้ทำให้แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว โดยกลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุดเป็นกลุ่มของวัยรุ่นที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย

แม้ผลการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการของกรมควบคุมโรคจะพบว่ากลุ่มประชากรช่วงอายุ 15 – 24 ปี ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีเพียงร้อยละ 30 แต่พบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มช่วงอายุนี้สูงกว่าประชากรในช่วงอายุอื่นมาก ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเนื่องจากอายุของเยาวชนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกน้อยลงกว่าเดิมประกอบกับการขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาของคนกลุมนี้ อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งซิฟิลิสรุนแรงขึ้น

วัยอันตราย

กรมควบคุมโรคเห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโรคซิฟิลิสที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัญญาณถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี โดยในปี 2561 พบว่าผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน และวัยเจริญพันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 36.9 ของผู้ป่วยทั้งหมด

ข้อมูลจากการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ปี 2560 พบว่าวัยรุ่นมีแนวโน้มในการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น คือ มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุ 13 ปี โดยร้อยละ 30 ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ทำให้เห็นว่าวัยรุ่นยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ซึ่งจะทำให้วัยรุ่นติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอชไอวี และการตั้งครรภ์ตอนที่ยังไม่พร้อม

*ส่วนข้อมูลพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 76.9 และ 66.7 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 74.1 และ 76.9 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 69.5 และ 74.6 *

แพทย์หญิงรสพร กิตติเยาวมาลย์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กลุ่มบางรักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค บอกกับบีบีซีไทยว่า ด้วยวัยของเยาวชนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกลดลงจาก 15 ปี เป็น 13 ปี บวกกับความรู้และความเข้าใจด้านเพศศึกษาที่ไม่มากพอ อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงมากขึ้นโดยเฉพาะในประชากรกลุ่มนี้

“เยาวชนหลาย ๆ คนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้ถุงยางเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการที่คุยกับคนไข้ในวัยนี้พบว่าพวกเขาเข้าใจว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมีอยู่ในเฉพาะผู้ให้บริการทางเพศเท่านั้น และตราบใดที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ผ่านการซื้อบริการ ก็ไม่จำเป็นจะต้องป้องกัน” แพทย์หญิงรสพรอธิบาย

“บางคนมาด้วยอาการผื่นขึ้นแต่ไม่คิดว่าเป็นซิฟิลิสเพราะเขาบอกว่าเขามีเพศสัมพันธ์ผ่านทางปากหรือทวารหนักซึ่งไม่น่าจะติดได้ หมอจึงต้องให้ความรู้ไปว่าทั้งซิฟิลิส หนองในเทียม และโรคอื่น ๆ ติดกันง่ายมากผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย”

“เราพยายามให้ความรู้และความเข้าใจเด็กกลุ่มนี้ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตามโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยถือว่าเสี่ยงหมด ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดโรคหรือการท้องโดยไม่ตั้งใจ”

กราฟพุ่งสูงทุกโรคติดต่อ

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลักมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 20.1 ต่อประชากรแสนคน ในปี พ.ศ. 2555 เป็น 28.9 ต่อประชากรแสนคนในปี 2560 เมื่อจำแนกรายจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2552 – 2561 พบว่าโรคหนองในเป็นโรคที่มีการรายงานมากที่สุด คิดเป็น 11.33 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 และเพิ่มเป็น 15.13 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561

รองลงมาได้แก่ โรคซิฟิลิส โดยอัตราการติดเชื้อเพิ่มจาก 2.29 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 เป็น 11.91 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561 ซึ่งถือว่าจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับโรคอื่น

เมื่อดูเฉพาะกลุ่มอายุ 15-24 ปี พบว่าผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอัตราป่วย 55.4 ต่อประชากรแสนคน ในปีงบประมาณ 2555 เป็น 83.9 ต่อประชากรแสนคนในปี 2559 และเมื่อจำแนกตามชนิดโรค พบว่าโรคซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยเพิ่มจากอัตราป่วยที่ 6 ต่อประชากรแสนคนในปี 2556 เป็น 23 ต่อประชากรแสนคนในปี 2560

แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าอัตราการใช้ถุงยางอนามัยลดลงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งแรก และจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงไทยนิยมการกินยาคุมกำเนิดมากกว่าการใช้ถุงยางเพื่อคุมกำเนิด โดยไม่ได้คำนึงถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากนัก

“การรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องนั้นทำได้ยาก เหมือนกับเวลาเตือนว่ากินของทอดมาก ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ คนก็จะเลิกกินไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมากินอีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและความตระหนักล้วน ๆ” แพทย์หญิงนิตยา กล่าว

“อัตราการใช้ถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่ลดลงในทุกกลุ่มส่งผลให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พุ่งพรวดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะหนองในเทียมและซิฟิลิส ที่น่าเป็นห่วงก็คือผู้ป่วยหลายคนที่มีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ แถมยังไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันอีก”

แพทย์หญิงนิตยา อธิบายเพิ่มเติมว่าถุงยางเป็นเครื่องมือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด อย่างเช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจาก 140,000 คนต่อปีมาเป็น 6,000 คนต่อปีในปัจจุบัน

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยาให้ข้อมูลตรงกันว่าปริมาณการใช้ถุงยางอนามัยลดลง สวนทางกับพฤติกรรมของหนุ่ม สาวยุคนี้ที่มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุน้อย ๆ มากขึ้น ขณะที่ตัวเลขตลาดรวมถุงยางอนามัยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 พบว่า มีจำนวนผู้ซื้อถุงยาง 35.4 ล้านชิ้น ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560

ทุกคนมีสิทธิ์เสี่ยง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ว่ากรมฯ กำลังจับตามองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดพร้อมสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยโดยให้สถานบริการของรัฐและหน่วยงานสังกัดกรมควบคุมโรคแจกถุงยางฟรี

การกลับมาระบาดของซิฟิลิสและกามโรคในไทย

นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าวว่า โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ หรือจากแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษาสู่ทารกในครรภ์ หลังจากได้รับเชื้อในช่วงแรกอาจจะพบแผลที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลจะหายได้เอง และจะมีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ อาจมีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ได้

โดยผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดความผิดปรกติที่สมอง และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีแสดงอาการ ผู้ป่วยจะทราบว่าติดเชื้อได้ต่อเมื่อไปตรวจเลือด เช่น การตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือด หรือการตรวจคัดกรองในระยะฝากครรภ์

ระยะฟักตัวของซิฟิลิสนั้นอยู่ที่ 10 วัน ถึง 3 เดือนโดยผู้ป่วยอาจจะไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่ผู้ป่วยส่วนมากมักจะมาหาหมอเมื่อเริ่มมีอาการอย่างเด่นชัดแล้วด ดังนั้น วิธีที่ดีคือการสังเกตตัวเองหลังจากมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงมาแล้วว่ามีแผลถลอกที่อวัยวะเพศหรือไม่ และมีผื่นขึ้นเป็นดอกดวกตามฝ่ามือ ศีรษะ ฝ่าเท้าหรือผมร่วงหรือไม่ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปตรวจคัดกรองทันทีเพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงที

โรคซิฟิลิสมียารักษาและสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควรมีการตรวจติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าว

ด้านแพทย์หญิงรสพรเตือนว่า บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะไม่ได้เปลี่ยนคู่นอนบ่อยจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย แต่ในทางการแพทย์นั้น ใครก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางโดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยถือว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงในการได้รับหรือแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบไหนโดยไม่ได้ป้องกันตัวเอง ทุกคนก็มีความเสี่ยงหมด ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการอะไรแต่ก็อย่านิ่งนอนใจ ทุกคนควรได้รับการตรวจสุขภาพทางเพศเหมือนกับที่ตรวจสุขภาพประจำปีทุกคน เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นแล้วรักษาหาย แต่ถ้าไม่รู้สถานะของตัวเอง เราก็จะเป็นพาหะต่อไปเรื่อย ๆ” แพทย์หญิงรสพรกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...