โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 23.05 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ปมการบังคับโทษจำคุกของ ทักษิณ ชินวัตรที่ไปรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยคำสั่งศาล ให้โจทก์และจำเลย รวมทั้งผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่า การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลย เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ อย่างไร โดยให้แสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน

นั่นจึงนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายคือ เสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะจากบรรดากองแช่ง พวกขาประจำตีอกชกตัวชี้ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญมากไปกว่านั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่จะนำไปขยายผล เพราะตามกำหนดการนั้น วันพรุ่งนี้ (8 พฤษภาคม) คณะกรรมการแพทยสภาจะมีการประชุมชี้ชะตาปมการตรวจสอบจริยธรรมของ 7 บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจที่ทำการดูแล รักษานายใหญ่ในห้วงเวลาดังกล่าว

ข่าวที่ถูกเปิดมาทั้งจากคุณแหล่งข่าว และผู้ที่เปิดเผยตัวตน เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มติของแพทยสภาจะออกมาด้วยการสั่งพักงาน 2 แพทย์ และอีก 5 บุคลากรก็จะถูกลงโทษสถานหนักเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นการกดดัน ดักคอเพื่อหวังผลให้เป็นไปในแนวทางที่พรรคพวกของตัวเองต้องการหรือไม่ตามกระบวนการคือต้องมีการลงมติจากที่ประชุม ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 72 คน และเป็นสัดส่วนของแพทย์ในมหาวิทยาลัย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์

หมายความว่า คงไม่มีใครรู้ได้ล่วงหน้าว่า มติจะออกมาอย่างไรยิ่งพูดถึงการล็อบบี้เพื่อหวังผลทางหนึ่งทางใดแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยาก อย่างหนึ่งตามขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้คือ หลังจากที่ประชุมแพทยสภามีมติแล้ว ต้องส่งเรื่องให้ สมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นชอบ หากรับรองมติถือว่าทุกอย่างจบ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยต้องกลับเข้าที่ประชุมแพทยสภาเพื่อยืนยันโดยใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 48 เสียง หากที่ประชุมเห็นแย้งแต่ตรงกับความเห็นของรัฐมนตรีสาธารณสุข ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 24 เสียง

มติของที่ประชุมยังไม่น่าสนใจเท่ากับเรื่องที่ว่า จะมีการประชุมกันในวันดังกล่าวหรือไม่เพราะมีการเลื่อนการประชุมในกรณีนี้มาก่อนหน้า โดยทางแพทยสภาได้ออกประกาศคณะกรรมการบริหารแพทยสภา เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า เนื่องจากต้องรอบทสรุปซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะถึงวันที่ 10 เมษายน 2568 ทางคณะอนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารแพทยสภาว่า ได้รับเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 หน่วยงาน

นั่นก็คือ เอกสารจากโรงพยาบาลตำรวจซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 31 มีนาคม 2568 เอกสารจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 1 เมษายน 2568 เอกสารจากทั้ง 2 หน่วยงานมีจำนวนมาก ทำให้กระบวนการพิจารณาจากข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าวต้องใช้เวลามากขึ้น จึงไม่สามารถสรุปผลการตัดสินได้ทันวันที่ 10 เมษายน 2568 ต้องเลื่อนการพิจารณาไปประชุมรอบถัดไปคือ 8 พฤษภาคม 2568

ในการเลื่อนหนก่อนทางแพทยสภาก็ถูกพวกขาประจำเรียกร้องในเชิงกดดัน ไม่ให้เลื่อนด้วยการป่าวประกาศว่าจะทำให้เสียชื่อหนนี้ข่าวที่ออกมาก่อนจะถึงการประชุมแพทยสภาจึงเป็นสิ่งที่ต้องชั่งตวงวัดกันให้ดีว่ามีน้ำหนักมากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเอกสารที่ทางอนุกรรมการฯ ได้ขอไปยังนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจนั้น น่าจะเห็นแนวทางในการพิจารณาเพื่อนำไปสู่มติชี้ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

มีการขอพยานหลักฐานหรือวัตถุพยาน ประกอบไปด้วย คำชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาพยาบาลของทักษิณทั้งหมดโดยละเอียด ขอทราบ ชื่อ สกุลแพทย์ทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาทักษิณ รวมถึงเลขใบประกอบวิชาชีพ รวมทั้งคำชี้แจงของผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาทักษิณเกี่ยวกับกระบวนการตรวจ การวินิจฉัย การดูแลรักษาในรายทักษิณโดยละเอียด เหตุผลที่ขอเช่นนั้น เพราะทักษิณเป็นผู้ต้องขังที่ส่งตัวไปรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน และ 60 วัน และ 120 วัน

ในตอนท้ายของหนังสือจากอนุกรรมการฯ ได้ระบุด้วยว่า ขอความเห็นแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตอนที่แพทย์ทำรายงาน 3 ครั้งคือ ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในช่วงครบ 30 วัน 60 วัน และ 120 วัน โดยให้ส่งรวมมาให้อนุกรรมการฯ ทั้งหมด ดังนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเอกสาร หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ผลที่ออกมาจึงน่าจะทำให้ทุกฝ่ายสิ้นสงสัยได้

ขณะที่พวกขาประจำ ฝ่ายแค้น พากันแท็กทีมโหมประโคมบนความหวังว่า มติของแพทยสภาที่ออกมาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซีกพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างเพื่อไทยยังคงเชื่อมั่นว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ โดย แพทองธาร ชินวัตรพูดในเชิงหลักการ ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ เรามั่นใจอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าจะอยู่ในจุดที่สงสัยต่อเนื่องก็สงสัยได้ต่อเนื่อง ถามว่าหากตนออกมาพูดถึงความชัดเจนก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี เพราะคนไม่เชื่อก็เลือกที่จะไม่เชื่อแล้วคิดว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมก็คิดได้อย่างนั้น

เป็นการให้ความเห็นในท่วงทำนองเดียวกันกับใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจังภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกกดดันจากปัญหาสารพัด ทั้งเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน สงครามการค้าที่รอวันปะทุจากนโยบายภาษีบ้าระห่ำของสหรัฐอเมริกา ปัญหาการเมืองภายในรัฐบาลที่ไม่ว่ามองมุมไหนยังไม่มีจุดแตกหัก บวกกับโจทย์ที่ว่า ล้มรัฐบาลนี้แล้วใครจะมาบริหารบ้านเมืองต่อที่พูดกันไปถึงรัฐประหารก็ต้องถามดัง ๆ ว่า 10 กว่าปีภายใต้อุ้งตีนเผด็จการ คสช.นั้น ยังไม่พออีกหรือกับหายนะที่เผชิญ การมองเห็นเงื่อนไขว่าประเทศต้องเดินไปทิศทางใด มันจึงเป็นปัจจัยทำให้ฝ่ายกุมอำนาจปัจจุบันยังเชื่อว่าสามารถเดินต่อไปได้

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...