โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AU ปิดบวก 3% ลุ้นรายได้ปี 68 โต 30% ลุยขยายสาขา-เพิ่มสินค้าใหม่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 17 มี.ค. 2568 เวลา 09.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 มี.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU ปิดตลาดที่ระดับ 9.70 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 3.19% สูงสุดที่ระดับ 9.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 9.15 บาท มูลค่าการซื้อขาย 21.66 ล้านบาท

นายแม่ทัพ ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ AU เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 12 มีนาคม 2568 ว่า ผลการดำเนินงานปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 1,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไรสุทธิ 296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปัจจัยหนุนหลักที่ทำให้รายได้เติบโตมาจากยอดขายจากร้านขนมหวานและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ ชื่อ “อาฟเตอร์ ยู”

อีกทั้งการเติบโตผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าในร้านสะดวกซื้อ 7-11 ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 และกระแสตอบรับดีจากลูกค้าเก่าและใหม่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ "การบินไทย" ในการเสิร์ฟขนมปัง After You บนเที่ยวบิน ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567

ส่วนแผนธุรกิจบริษัทวางเป้า 3 ปี (68-70) รายได้เติบโตเฉลี่ย 25-30% โดยในปีนี้มุ่งยกระดับความสามารถในการแข่งขัน พร้อมต่อยอดการเติบโตผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนการเติบโตผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ ขยายสาขาร้านขนมหวานและเครื่องดื่ม อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น,ยกระดับเครือข่ายการจัดจำหน่าย ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ และ แนะนำร้านค้า Pop-up Concept เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

2.การสร้างแบรนด์และส่งเสริมความภักดีของลูกค้า เสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ในเครือ ได้แก่ After You Dessert Café, Luggaw, SCR, Mikka Coffee Roasters และ Someday in Copenhagen

3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรมที่โดดเด่น อาทิ เพิ่มการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สำหรับ Take-home และผลิตภัณฑ์ที่รับประทานในร้าน, พัฒนาสินค้าใหม่ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร, สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับโมเดิร์นเทรด และแพลตฟอร์มค้าปลีกใหม่

4.การขยายตัวเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค เจาะตลาดต่างประเทศ โดยเน้นเอเชียและตะวันออกกลางเป็นตลาดหลักสำหรับการขยายสาขาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์

ส่วนในปีนี้บริษัทวางแผนขยายสาขาและแบรนด์ในเครือ 14 สาขา แตะ 98 สาขา จากปี 2567 อยู่ที่ 84 สาขา โดยแบ่งเป็น ร้านขนมหวาน After You เพิ่มอีก 6 สาขา มาอยู่ที่ 68 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 62 สาขา , ร้านผลไม้ลูกก๊อเพิ่ม 5 สาขา มาอยู่ที่ 15 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 20 สาขา และร้านกาแฟ มิกก้า(Mikka) เพิ่ม 2 สาขา มาอยู่ที่ 7 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 5 สาขา

นอกจากนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาในต่างประเทศต่อเนื่อง โดยบริษัทกำลังพิจารณาเปิดสาขาแฟรนไชส์ใน “อินโดนีเซียและดูไบ” โดยดูไบคาดภายในปลายปีนี้ ส่วนมาเลเซียการเซ็นสัญญาผู้จัดจำหน่ายอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเอกสารด้านฮาลาลและการนำเข้า และกัมพูชาเตรียมเปิด “อาฟเตอร์ยู” สาขาที่ 2 ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้าหลังเปิดแฟรนไชส์แห่งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ส่วนแผนการจัดจำหน่ายสินค้าใน 7-Eleven ปัจจุบันจำหน่ายขนมปังเนยโสดใน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเริ่มจากกรุงเทพฯก่อนแล้วจึงขยายไปยังภาคใต้ (หาดใหญ่) และมีแผนที่จะนำสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่ขนมปังเนยโสด (เป็นหมวดใหม่) เข้าไปจำหน่ายใน 7-Eleven อีก 2 SKU ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากช่องทางร้านสะดวกซื้อจะเติบโตขึ้นอย่างมากในปีนี้เนื่องจากการวางจำหน่ายสินค้าเต็ม 4 ไตรมาสและ SKU ใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา

“บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 20-30% ตามการขยายสาขาในทำเลที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล หัวเมืองใหญ่ และต่างจังหวัด และแผนขยายตลาดในต่างประเทศกลุ่ม CLMV อีกทั้งปีนี้คาดจะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีจากการที่จำหน่ายสินค้าใน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประกอบกับจะมีสินค้าใหม่เพิ่มเติมเข้าไปจำหน่าย จากก่อนหน้าวางจำหน่ายขนมปังเนยโสด 2 รสชาติ คาดจะทำให้สัดส่วนรายได้จากช่องทางนี้เติบโตขึ้นอย่างมากและดันผลงานโตต่อเนื่อง” นายแม่ทัพ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...