โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ghosting’ อยู่ดีๆ ก็หายไป เหมือนตายเป็นผี วิธีเอาตัวรอดของคนที่หลอกคุยเผื่อเลือก

becommon.co

เผยแพร่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 15.55 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

หากเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ยังไงก็ทำให้ ‘คน’ น่ากลัวกว่า ‘ผี’ อยู่วันยันค่ำ

เพราะคนใจร้ายที่เห็นแก่ได้และเอาแต่ความรู้สึกของตนเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่เคยมองเห็นค่าความรักและความหวังดีของใคร นอกจากความพอใจของตัวเอง

เหมือนตอนเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ๆ ต่อให้คุยด้วยดีมาตลอด แต่เมื่อไหร่ที่ใครบางคนรู้สึกหมดใจ กลับหายเงียบไปดื้อๆ ส่งข้อความหาเท่าไหร่ก็ไม่กดอ่าน ไม่ตอบกลับ โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย เพราะตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อ ราวกับว่าตนได้ตายจากชีวิตของอีกคนไปแล้ว

บางคู่ยิ่งน่าเห็นใจ ถึงขั้นตกลงคบหากัน แต่ระหว่างสานสัมพันธ์หวังให้รักแน่นแฟ้น แฟนตัวดีกลับหายลับไม่เห็นแม้แต่เงา ปล่อยให้อีกฝ่ายงุนงงอยู่คนเดียวว่า ที่ผ่านมาคืออะไร ทำไม‘เขา’ หรือ ‘เธอ’ ผู้นั้นเลือกตัดจบความสัมพันธ์แบบฉับพลัน หายหน้าไปโดยไม่คิดบอกเลิกหรือบอกลา ไม่ต้องการเคลียร์ใจใดๆ คิดแค่ว่าอย่าเจอกันอีกเลยในชีวิตนี้

ช่วงเวลานั้น เชื่อว่าในหัวของผู้ถูกทิ้งคงมีแต่ความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้ เพราะคนคนเดียวที่มีคำอธิบายทุกอย่างกลับไม่อยู่ให้ถามแล้ว

นี่คือพฤติกรรมบั่นทอนความสัมพันธ์ที่ทำร้ายความรู้สึกของคนคุยให้ขาดสะบั้น ซึ่งมีชื่อเฉพาะเรียกว่า ghosting มาจาก ghost ที่แปลว่า ผี เพื่อสื่อความหมายถึงการหลอกแล้วจากไป ทิ้งให้คนโดนหลอกหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาก่อนหน้า และเป็นไปได้ด้วยว่า ประสบการณ์ไม่ดีทั้งหมดนี้จะ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อจิตใจแล้ว ยังทำให้มุมมองเรื่องความรักและการมองคนเปลี่ยนแปลงในด้านที่แย่ลง

แต่ ghosting ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่คนส่วนใหญ่เพิ่งจะมาตื่นตูมกัน เพราะการหายตัวไปของคนรู้จักหรือคนที่เข้ามาคุยด้วยเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่รักอย่างเดียว ต่อให้เป็นเพื่อน คนที่ทำงานด้วยกัน แม้กระทั่งญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัว หากเคยพบหน้าค่าตาอยู่ตลอด แต่แล้ววันหนึ่งกลับเงียบหายไปไร้การติดต่อ โดยที่เจ้าตัวไม่บอกเหตุผลให้รู้ นับเป็นพฤติกรรม ghosting ทั้งหมด

ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่ ghosting ยังคงถูกนำไปเชื่อมโยงและอธิบายสาเหตุการสิ้นสุดลงของความสัมพันธ์เชิงคู่รักมากกว่าความสัมพันธ์แบบอื่น เป็นเพราะว่า ghosting คือ ไม้ตายสุดท้าย หรือวิธีเอาตัวรอดยอดนิยมของผู้คนสมัยใหม่ที่เลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชันสำหรับนัดเดทและหาคู่ ซึ่งเปิดกว้างให้ศึกษาหาคนรู้ใจได้ที่ละหลายๆ คน สนับสนุนให้เกิด ghosting ง่ายขึ้นโดยปริยาย

หากค้นลงไปถึงเบื้องลึกในใจของคนที่ชอบคบซ้อนหรือคุยกับคนอื่นพร้อมกัน สิ่งสำคัญที่พบได้ทันที คือ ความรู้สึกไม่อยากจริงจังหรือไม่ต้องการผูกมัดความสัมพันธ์ไว้กับคนใดคนหนึ่งตั้งแต่แรก

ต่อมาคือ ความเชื่อในโชคชะตาหรือพรหมลิขิตที่นำพาให้คนสองคนมาเจอกันแล้วรักกัน (destiny belief) ต้องมีใครสักคนถูกสร้างให้เป็นเนื้อคู่ของตน เป็นเหตุให้คุยไปเรื่อยเพราะมองหาแต่ว่า คนที่กำลังเดทหรือคุยอยู่คือคนที่ถูกลิขิตมาให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันหรือเปล่า เมื่อไหร่ก็ตามหากแน่ใจว่าไม่ใช่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องคุยต่อให้เสียเวลา จึงเลือกหยุดความสัมพันธ์ไว้แค่นั้น แล้วการหายตัวไปเงียบๆ

ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ยอมรับว่า ghosting เป็นวิธียุติความสัมพันธ์ที่ถูกที่ควร โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า รักที่ดีและยั่งยืนเกิดขึ้นจากการเรียนรู้กันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ปรับตัวเองให้พอดีกับอีกฝ่ายตลอดเวลาเพื่อเติบโตไปด้วยกันตลอดชีวิต (growth belief)

ส่วนคนที่ตั้งใจใช้วิธี ghosting กับคนอื่น สะท้อนให้เห็นความไม่พร้อมและไม่มีวุฒิภาวะมากพอ ทำให้รับมือและจัดการความสัมพันธ์ได้ไม่เหมาะสม เพราะไม่ต้องการทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากหากต้องบอกเลิก ไม่อยากรับผิดชอบความรู้สึกของใคร ไม่อยากรู้สึกสงสารหรือเห็นใจใคร ทั้งหมดเป็นผลจากความคิดเข้าข้างตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ใช่เรื่องผิด จึงไม่เคยรู้สึกผิดต่อการกระทำของตน ไม่เคยสนใจแม้จะถูกมองว่าเป็นคนแย่ๆ ที่ไม่เคยให้เกียรติและรักใครจริงเลยก็ตาม

บางคนอาจดีหน่อย แม้ไม่ถึงกับเปิดพื้นที่เคลียร์ใจ หรือยอมบอกเหตุผลที่ตนเลิกรา แต่ก่อนจากไปจะส่งข้อความสั้นๆ ทำนองว่า ขอบคุณช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมา พฤติกรรมลักษณะนี้มีชื่อเรียกใหม่ว่า caspering หมายถึง friendly ghosting มาจากชื่อตัวการ์ตูน Casper ผีที่เป็นมิตรกับคน

สำหรับคนที่ถูกทิ้ง นอกจากความคาใจที่อยากรู้ว่าทำไมคนคุยหายไป ยังทำให้เกิดความสงสัยในตัวเอง จนโทษว่าอาจเป็นความผิดของตน หากเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายและไม่เคยมองเห็นคุณค่าในตัวเอง จะยิ่งโทษตัวเอง กลายเป็นประสบการณ์เจ็บปวดที่จำฝังใจ หรือไม่ก็เป็นความรู้สึกโทษแค้นอีกฝ่าย เพราะเข้าใจว่าตนถูกใช้เป็นเครื่องมือ ถูกเหยียดหยาม ถูกทรยศ จึงไม่คิดให้อภัยต่อการกระทำนี้ ยิ่งรักหรือรู้สึกดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเยียวยาตัวเอง

เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก สิ่งสำคัญที่เราต้องคิดถึงคือ กอดตัวเองไว้ เพราะไม่มีใครทำร้ายหรือลดทอนคุณค่าความรักและตัวตนของเราได้ หากเราไม่ยอมหรืออนุญาต

เราจึงต้องรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง และการกระทำที่ไร้หัวใจของคนอื่น หากสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา คนผิดย่อมไม่ใช่เรา ปัญหาทุกอย่างอยู่กับคนที่เข้ามาหลอกคุยแล้วจากไป การโทษแต่ตัวเองไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้เจ็บปวดและเสียเวลา หรืออาจเสียน้ำตา

ท้ายที่สุด คุณค่าของเรายังคงอยู่กับเราไม่ไปไหน ขอเพียงดูแลใจของตัวเองเหมือนเคย ดีเสียอีกที่คนเห็นแก่ตัวแบบนี้หายไปจากชีวิต เพราะนี่คือโอกาสเริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีผีมาหลอกให้รำคาญใจอีก

 

อ้างอิง

  • Freedman, G., Powell, D. N., Le, B., & Williams, K. D. (2019). Ghosting and destiny: Implicit theories of relationships predict beliefs about ghosting. Journal of Social and Personal Relationships, 36(3), 905–924. https://doi.org/10.1177/0265407517748791
  • Jennice Vilhauer. Why Ghosting Hurts So Much. https://bit.ly/3kxPMqC
  • Loren Soeiro. 7 Essential Psychological Truths About Ghosting. https://bit.ly/3F3XHDY
  • Navarro, R., Larrañaga, E., Yubero, S., & Víllora, B. (2020). Psychological Correlates of Ghosting and Breadcrumbing Experiences: A Preliminary Study among Adults. International journal of environmental research and public health, 17(3), 1116. https://doi.org/10.3390/ijerph17031116
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...