โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

MG3 HYBRID+ ใหม่ ไฮบริดยุ่นหลบไป! น้ำมันถังเดียววิ่งไกลสุด 970 กม.

Car2day

อัพเดต 08 ส.ค. 2567 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • Car2Day

ก่อนที่ MG3 HYBRID+ จะเปิดตัวทาง MG เซลส์ (ประเทศไทย) จัดกรุ๊ปเทสสัมผัสประสิทธิภาพความประหยัดและเทคโนโลยีไฮบริดบนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ

สมรรถนะ Performance

MG

บนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ระยะทางรวม 970 กิโลเมตร จากขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร Hybrid Atkinson-cycle รหัส 15S4C กำลังสูงถึง 102 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ในภาคเครื่องยนต์ จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลังสามารถเร่งได้อย่างราบรื่นให้กำลังถึง 136 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-Ion ขนาดความจุแบต 1.83 kWh เมื่อทำงานร่วมกันได้แรงม้าสูงสุด 194 แรงม้า แรงบิดรวม 250 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 8 วินาที อัตราสิ้นเปลืองตามข้อมูลโรงงานให้ความประหยัด 22.73 กิโลเมตรต่อลิตร รองรับน้ำมัน E20 คู่กับเกียร์อัตโนมัติ Hybrid Transmission ที่มี 3 อัตราทด ปรับทำงานอัตโนมัติช่วยให้เครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์มีช่วงการทำงานที่กว้างมากขึ้น พร้อมการขับขี่ที่สามารถเลือกโหมดได้ 3 โหมด Eco, Normal และ Sport สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าเพียวๆ 80 กิโลเมตร และขับได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร

MG

และยังมีโหมดการขับขี่พิเศษ Hybrid+ 8 โหมดขับเคลื่อน ที่รวมทุกระบบไฮบริดไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์ และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือแม้แต่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) โดยสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างราบรื่นและเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงความเร็ว พร้อมระบบ Energy Regeneration 3 ระดับ หรือ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการรีเจนได้แบบรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด

MG

ซึ่งตลอดการขับขี่ 970 กิโลเมตรนั้นผ่านเส้นทางคดเขี้ยว ขึ้นเขาลงเขาสารพัดเส้นทางหลายจังหวัดแต่ด้วยประสิทธิภาพการทำงานระบบไฮบริดกลับทำตัวเลขได้ดีงามด้วยอัตราสิ้นเปลือง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร บนความเร็วเฉลี่ย 78 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงเครื่องเงียบดีไม่เหมือนไฮบริดทั่วไปเครื่องติดนุ่มนวลไม่สะดุ้งสั่นสะเทือน อัตราเร่งดี ทางด้านช่วงล่างด้านหน้าเป็น MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบคาน Torsion Beam ให้ความแน่นหนึบเกาะทุกโค้งในสไตล์ยุโรป พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตรให้น้ำหนักดี เข้าโค้งคมเฉียบขาดระยะฟรีน้อยมาก

ภายนอก Exterior

MG

เด่นด้วยหน้าตานำแรงบันดาลใจจาก MG4 Electric ด้วยช่องระบายอากาศดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะแบบ Digital Burning Grille ไฟหน้า LED ทรงเรียวเพรียวสปอร์ตพร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ โลโก้ MG อยู่ตรงชุดกระจังหน้าแบบทึบ ชุดกันชนหน้าขนาดใหญ่พร้อมไฟตัดหมอกหน้าทรงกลมด้านข้างเส้นสายดูกลมกลืนประณีตพร้อมดีไซน์หลังคารถที่ลาดลงตามยุคสมัย กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ที่เปิดประตูแบบดึงก้าน ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED ลงตัวด้วยกันชนหลังทรงสปอร์ตพร้อมสปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วลายห้าก้านทูโทนพร้อมยาง 195/55R16 โดยรวมดีไซน์โอเคติตรงที่ล้อมีขนาดเล็กไปถ้าใส่ขนาด 17 นิ้ว ดูจะลงตัวดีเลยทีเดียวทางด้านตัวรถมีมิติดังนี้

  • ความยาว 4,113 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,797 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,502 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 117 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักรถ 1,208-1,308 กิโลกรัม
  • ความจุถังน้ำมัน 36 ลิตร

ภายใน Interior

MG

ทันสมัยด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำขาวแผงประตูขึ้นรูปที่สวยงาม เบาะหลังพับได้แบบ 100% พร้อมที่พักแขนด้านหน้า สามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร พร้อมพื้นที่สัมภาระมากถึง 293 ลิตรในตอนไม่พับเบาะ เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด

แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ไฮเทค พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันยกมาจาก MG4 Electric ติดตั้งจอคู่ประกอบด้วยมาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 7 นิ้ว Digital Multi – Function Display มีจอสัมผัสขนาดใหญ่รองรับเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ขนาด 10.25 นิ้ว มีช่องเสียบ USB ลำโพง 6 จุด ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART ที่ช่วยยกระดับคุณค่าและประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี รวมถึงการเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ให้ง่ายยิ่งขึ้น ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลพร้อมช่องแอร์ด้านหลัง

MG

สวิตช์การทำงานที่จำเป็นช่องแอร์ดีไซน์หรู และเกียร์อัตโนมัติแบบปุ่มหมุน Shift By Wire พร้อมเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Hold ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start ภาพรวมภายในข้าวของที่ให้มาครบครันแถมนั่ง 4 คนสบายๆถึงแม้วัสดุช่องไฟช่วงรอยต่อของแผงประตูและแผงคอนโซลหน้ายังไม่เนียบเท่าคู่แข้งรายใหญ่จากญี่ปุ่นก็ตาม

ความปลอดภัย Safety

MG

รถคันนี้แม้ไม่มีเตือนมุมอับสายตา Blind Spot และเตือนการถอยหลัง Real Cross Traffic Alert แต่อื่นๆกลับให้มาครบเทียบเท่าคู่แข่ง ความปลอดภัยอัจฉริยะ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System) กับโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ทั้ง

  • เบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
  • ป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
  • ป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) พร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อ
  • เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
  • ป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
  • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System)
  • ช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
  • ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
  • ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
  • ควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
  • เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
  • ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
  • กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • ล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
  • ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)

สีภายนอก/ราคา Color x Price

MG

MG3 HYBRID+ มีทั้งหมด 7 สีทั้ง สีดำ Pebble Black, สีขาว Dover White, สีบรอนซ์เงิน Cosmic Silver, สีเหลืองPastel Yellow, สีแดง Diamond Red, สีเทา Hampstead Grey, สีน้ำเงิน Como Blue โดยสเปกไทยจำหน่าย 2 รุ่นย่อยทั้งรุ่น D และรุ่น X สำหรับราคาจำหน่ายในไทยคาดว่าจะเริ่มที่ 5xx,xxx-6xx,xxx บาท เตรียมเปิดตัวสิงหาคมนี้ ทันงาน Big Motor Sale 2024 และตลอดเดือนสิงหาคมนี้ มีกิจกรรมทดลองจัดขึ้นตามกรุงเทพฯและจังหวัดสำคัญๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...