ทำไมเป็ดไทยร้อง “ก๊าบๆ “ แต่เป็ดอังกฤษร้อง “quack quack” หาเหตุผลที่ต่างชาติ ต่างเสียงสัตว์
ถ้าถามถึงเพลงสมัยเด็ก ๆ แน่นอนว่าไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก “ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ปลาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมี หอย ปู ปลา” เช่นเดียวกับที่ถ้าไปถามเด็กไทย 100 คนว่า เป็ดร้องว่าอะไร เชื่อว่า 98 คนจะต้องตอบว่า “ก๊าบ ๆ ” แถมหลายคนอาจจะร้องเพลงประกอบมาให้อีก
จึงไม่น่าแปลกใจที่พอโตขึ้น เสพสื่อที่หลากหลายมากขึ้น หรือเริ่มมีเพื่อนต่างชาติ เราจะค้นพบความแตกต่าง เพราะถ้าไปถามคนอังกฤษว่าเป็ดร้องว่าอะไร เขาจะตอบว่า “quack quack” ออกเสียงว่า “แคว่ก แคว่ก” ไม่ใช่ก๊าบ ๆ อย่างที่เราคิด และแน่นอนว่าถ้าไปถามคนญี่ปุ่นเขาก็จะบอกว่าเป็ดบ้านเขาร้องว่า “qa qa” คล้าย ๆ กับ “ก๊า ก่า” ไม่ใช่ทั้ง “แคว่ก แคว่ก” และ “ก๊าบ ก๊าบ” อย่างที่เราคิด
ทั้งที่เป็นเป็ดเหมือนกัน แต่ทำไมอยู่คนละประเทศก็ร้องไม่เหมือนกันแล้ว?
Vincent van Zalinge/Unsplash
ไม่ใช่แค่เป็ด แต่หมู หมา กา และไก่ ก็ไม่เหมือน
เรื่องแรกที่เราต้องรู้ในเรื่องนี้ คือ ไม่ใช่แค่เป็ดเท่านั้น แต่จากการรวบรวมเสียงสรรพสัตว์ในประเทศต่าง ๆ จากหลายโปรเจ็กต์ รวมถึงโปรเจ็กต์ของ เดเร็ก แอ็บบอตต์ (Derek Abbott) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย ที่ได้รวบรวมเสียงร้องของสัตว์หลากหลายชนิดใน 17 ประเทศ 17 ภาษา แสดงให้เราเห็นว่า สัตว์แต่ละชนิดจะมีเสียงร้องที่แตกต่างกันเมื่ออยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาต่างกัน อย่างเช่นเสียงร้องของน้องหมูในภาษาไทย คือ “อู๊ด อู๊ด” ส่วนเสียงน้องหมูในภาษาญี่ปุ่นจะร้องว่า “Boo boo” หรือว่า “บู้บู้” ส่วนเสียงหมูในภาษาอังกฤษจะร้องว่า “Oink Oink” หรือใกล้เคียงกับคำว่า “อร่อก อร่อก” ในภาษาไทย
หรือเสียงเห่าของน้องหมาในภาษาไทย คือ “โฮ่งโฮ่ง” หรือ “บ๊อกบ๊อก” ขณะที่เสียงน้องหมาในภาษาญี่ปุ่นร้องว่า “wan wan” หรือว่า “ว่าน วาน” ส่วนในภาษาอังกฤษร้องว่า “Woof Woof” หรือว่า “บรู๊วฟ บรู๊วฟ” เช่นเดียวกันกับเสียงไก่ที่ในภาษาไทยร้องว่า “เอกอี๊เอ้กเอ้ก” ขณะที่ในภาษาญี่ปุ่นร้องว่า “Ko-ke-kok-ko-o” หรือออกเสียงในภาษาไทยใกล้เคียงกับคำว่า “โคกคีโคกโค่ก” ส่วนในภาษาอังกฤษร้องว่า “Cock-a-doodle-doo” หรือทำนองว่า “ค่อกอะดูเดิลดู” เรียกว่าไม่ว่าจะเป็นเป็ด หมู หมา กา ไก่ และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็มีความแตกต่างของเสียงร้องกันทั้งนั้น
Terry Jaskiw/Unsplash
จุดกำเนิดจากการ ‘เลียนเสียงธรรมชาติ’
“สรรพสัตว์” เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และความพยายามในการออกเสียงเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ คือ ความพยายามในการ ‘เลียนเสียงธรรมชาติ’ โดยเสียงธรรมชาติที่พูดถึงมาจากสัตว์ชนิดเดียวกันจึงมีเสียงเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันทั่วโลก แต่สาเหตุที่ทำให้การเลียนเสียงธรรมชาติออกมาแตกต่างกัน ก็เพราะว่ามันเป็นแค่การ “เลียน” หรือเป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะ “ลอก” เสียงที่ได้ยินและออกเสียงให้ใกล้เคียงที่สุด
ไม่ใช่กับแค่เสียงสัตว์ แต่มนุษย์พยายามเลียนเสียงธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ติ๋ง ๆ ” ของน้ำหยด “ซ่า ๆ ” ของน้ำตก “ครืน ๆ ” ของฟ้าร้อง หรือว่าเสียง “กร๊อบแกร๊บ” ของใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ แต่ถึงจะถูกสร้างเลียนเสียงธรรมชาติ มนุษย์ก็ไม่ได้สร้างคำขึ้นมาจากอากาศ แต่เราสร้างคำขึ้นด้วย “ระบบเสียง” ที่มีอยู่ในภาษาที่เราใช้งานหรือที่เรียกว่า “ระบบสัทศาสตร์” หรือชุดของเสียงและการผสมเสียงที่แต่ละภาษามีใช้อย่างเป็นระบบ
อย่างเช่นเสียงพยัญชนะบางตัวที่มีในภาษาไทย แต่ไม่มีในภาษาอังกฤษอย่างเช่นเสียงพยัญชนะ “ก” ที่ออกเสียงหยุด ไม่ก้อง ลมมาก หรือเสียง “จ” ที่ออกเสียงต่อเนื่อง ไม่ก้อง ลมน้อย ต่างก็ไม่มีเสียงพยัญชนะที่ทดแทนได้พอดีเป๊ะ ๆ ในภาษาอังกฤษ หรือเสียงสระบางตัวอย่างเช่น สระ “ออ” และสระ “เออ” เป็นเสียงสระที่มีในภาษาไทย แต่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น เช่นเดียวกับ “เสียงวรรณยุกต์” ที่มีในภาษาไทย แต่ไม่มีในภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ในทางกลับกันก็มีหลายเสียงในหลายภาษาที่ภาษาไทยไม่มีและยากต่อการออกเสียงในหมู่คนไทยเหมือนกัน อย่างเช่นในกลุ่มภาษาแอฟริกันจะมี “การคลิก” ที่ไม่พบในภาษาอื่น ๆ
โดยระบบเสียงที่ว่านี้มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้เร็วมาก ตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยการออกเสียงตามที่ได้ยินทุกวัน แม้ว่าจริง ๆ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ ระบบเสียงยังส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อของอวัยวะในการพูดที่จะจดจำรูปแบบการออกเสียงของระบบภาษาที่เป็นภาษาแม่ ทำให้หลายครั้งคนที่มาเรียนภาษาที่สองในช่วงอายุที่เยอะแล้ว จะเจอกับปัญหาติดสำเนียงภาษาแม่ เพราะกล้ามเนื้อปรับตัวให้เหมาะสมกับความโดดเด่นของภาษาแม่ไปแล้ว
และแน่นอนว่า “ระบบเสียง” ย่อมต้องส่งผลต่อการสร้างเสียงเลียนแบบธรรมชาติในภาษาต่าง ๆ ด้วย
Evi T./Unsplash
ระบบเสียงกำหนด “คำ” ที่สร้างได้และไม่ได้
เมื่อระบบสัทศาสตร์มีผลต่อการสร้างคำ ดังนั้น เมื่อมนุษย์พยายามจะตีความเสียงสัตว์ออกมาเป็นภาษาที่ตัวเองออกเสียงได้ จึงจะต้องเลือกใช้เสียงที่มีอยู่อย่างจำกัดในภาษาของตัวเอง อ้างอิงจากงานของ อาริกา โอเครนท์ นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกันแสดงให้เห็นว่า เสียงของสัตว์ ในภาษาที่แตกต่างกันมาจากระบบเสียงที่แตกต่างกัน
เสียงเป็ดภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “quack-quack” แต่ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง “qu-” คนญี่ปุ่นจึงไม่มีทางออกเสียงเป็ดร้องเหมือนกับคนอังกฤษและออกเสียงเป็ดร้องว่า “ga-ga”
เสียงไก่ภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “cock-a-doodle-doo” แต่ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง “d” และ “l” คนญี่ปุ่นจึงไม่มีทางออกเสียงไก่ขันเหมือนกับคนอังกฤษและออกเสียงไก่ขันว่า “ko-ke-kok-ko-o”
หรืออีกตัวอย่างจาก แอนเธีย เฟรเซอร์ กัปต้า นักภาษาศาสตร์อีกคนอธิบายว่า เสียงหมาในภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “woof-woof” แต่ภาษาจีนไม่ใช้เสียง “f” ลงท้าย คนจีนจึงไม่ออกเสียงหมาเห่าเหมือนกับคนอังกฤษและออกเสียงหมาเห่าว่า “wang-wang”
Stijn te Strake/Unsplash
ไม่ใช่แค่ระบบเสียง แต่ “วัฒนธรรม” ก็มีผล
เดเร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ที่รวบรวมเสียงร้องของสัตว์หลากหลายชนิดจากหลากหลายประเทศอธิบายอีกว่า อีกสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาของเขา คือมีความเป็นไปได้ว่า “วัฒนธรรม” ของคนแต่ละชาติ แต่ละภาษาจะส่งผลถึงเสียงร้องของสัตว์ด้วย
เพราะว่าในพื้นที่ที่สุนัขมีบทบาทในวิถีชีวิตมากอย่างอังกฤษ มีเสียงเลียนแบบสุนัขจำนวนมากและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น woof-woof, ruff-ruff, yap-yap, arf-arf, bow wow และ yelp ขณะที่ภาษาอื่น ๆ มีเสียงน้อยกว่ามาก อย่างเช่นภาษากรีกมีแค่เสียง “gav-gav” หรือภาษาดัตช์ที่มีสองแบบ คือ “waf-waf” และ “woef-woef” ส่วนในประเทศไทยนั้นมีตั้งแต่โฮ่งโฮ่ง บ๊อกบ๊อก เอ๋งเอ๋ง หงิงหงิง เป็นต้น
หรือจากงานของแอ็บบอตต์ก็พบอีกว่า มีแค่ภาษาสวีเดนภาษาเดียวที่มีคำเลียนเสียงกวาง อย่าง "broel" ที่อาจมาจากเหตุผลว่า สวีเดนเป็นประเทศที่มีจำนวนกวางมูซต่อพื้นที่มากกว่าประเทศอื่น ๆ ของโลก เหมือนอย่างที่คนออสเตรเลียมีเสียงสำหรับ “อูฐ” ที่ไม่ค่อยมีในภาษาอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ ครั้ง เสียงร้องของสัตว์บางชนิดในต่างภาษาก็มีเสียงใกล้เคียงกัน อย่างเช่นเสียงร้องของวัวที่ในภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “Moo” ในภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า “Meuh” ในภาษาสเปนออกเสียงว่า “Mu” ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า “Mō mō” และในภาษาไทยออกเสียงว่า “มอ ๆ ” โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคาร์ลสตาด อธิบายว่า บางครั้งเสียงเลียนแบบสัตว์ร้อง ก็ไม่ได้เป็นไปตามระบบเสียง แต่ขยับไปเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์บางอย่างแทน เช่นในสัตว์ตัวเล็ก ๆ มักจะใช้เสียงสูงมากกว่าสัตว์ใหญ่นั่นเอง
เรื่องราวของ “เสียง” และ “ภาษา” นั้นผูกเข้าหากันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดหรือเสียงเลียนแบบสัตว์ “ระบบภาษา” ที่ถูกสร้างขึ้นก็เข้ามามีบทบาทสำคัญจนมนุษย์ที่อยู่ประเทศข้าง ๆ กันออกเสียงเรียกแมวข้างบ้านคนละแบบกันนั่นเอง
ที่มา : บทความ “Why Animal Sounds Are Different in Different Languages” โดย Samantha Enslen จาก www.quickanddirtytips.com
บทความ “Why do pigs oink in English, boo boo in Japanese, and nöff-nöff in Swedish?” โดย Gary Nunn จาก www.theguardian.com
บทความ “Why Animals Make Different Sounds in Different Languages” โดย Katie จาก www.languagetrainers.com.au
บทความ “ANIMAL NOISES AROUND THE WORLD” โดย Cristobal Gomez จาก www.kaplaninternational.com
บทความ “เสียงในภาษาไทยที่ ‘คนญี่ปุ่น’ หนักใจ” โดย โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ จาก https://mgronline.com
บทความ “ตารางเปรียบเทียบสัทอักษร อังกฤษ-ไทย” โดย OPENBASE จาก www.openbase.in.th
เรื่อง : Techa S.