โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดดูไส้ใน ‘เวียดนาม’ เศรษฐกิจแซงหน้าเพื่อนบ้าน แบบ ‘หัวโต’ แต่ตัวลีบ?

TODAY Bizview

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 18.04 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 11.04 น. • workpointTODAY

ไม่กี่ปีมานี้เราเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามอย่างก้าวกระโดดมาก กลายเป็นดาวรุ่งในอาเซียนทุกไตรมาสที่ประกาศ GDP ก็โตแรงแซงเพื่อนบ้าน จากข้อมูลบอกไว้ว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เวียดนามมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปี สะท้อนจากตัวเลข GDP ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นกว่า 18 เท่า

[ เศรษฐกิจขยายแต่ส่งไม่ถึงประชาชน ? ]

เวียดนามขับเคลื่อนประเทศภายใต้นโยบาย “โด๋ยเม้ย” (Doi Moi) ที่เน้นตลาดเสรีแต่ใช้ระบบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามามากขึ้น ซึ่งก็เปิดมานานตั้งแต่ปี 1980 แล้ว

แต่ปัจจุบันเพิ่งมาเห็นการเติบโตที่ชัดขึ้น สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นหลังจากต่างชาติเข้ามา เวียดนามได้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในภูมิภาค ในปี 2023 FDI สูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลให้ภาคการส่งออกของเวียดนามเติบโตแบบก้าวกระโดด

ถ้าย้อนดูแค่ปี 2007 เวียดนามมีรายได้จากการส่งออกเพียง 50,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2023 มูลค่าส่งออกพุ่งแตะ 385,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในเวลาเพียง 16 ปี

แต่ที่น่ากังวลขึ้นคือ ด้วยความที่ประเทศมีต่างชาติเข้ามามากเกินไป เศรษฐกิจประเทศโตจริง แต่ผู้คนไม่ได้โตตามไปด้วย เพราะถ้ามาดูข้อมูลจะพบว่าในเวียดนามมีบริษัทต่างชาติคิดเป็น 72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่จ้างงานเพียง 10% ของแรงงานทั้งประเทศ และคิดเป็น 16% ของการลงทุนภายในประเทศ เท่านั้น

พูดง่ายๆ ว่าบริษัทต่างชาติเข้ามาแต่ไม่ได้จ้างคนในชาติ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น Samsung ที่เข้ามาลงทุนตั้โรงงานประกอบใหญ่ที่สุดในประเทศ อยู่ที่เมือง Pho Yen ใกล้ฮานอย มีการจ้างงานกว่า 160,000 คน และสร้างรายได้จากการส่งออกคิดเป็น 14% ของทั้งประเทศ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชิ้นส่วนหลักๆ ของ Samsung ยังคงผลิตในจีนหรือเกาหลีใต้ และเวียดนามทำหน้าที่เพียงขั้นตอนประกอบสุดท้าย ส่งผลให้มูลค่าเพิ่ม ของการส่งออกต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและไทย อีกทั้งผลิตภาพแรงงาน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางในเอเชียถึง 37% ด้วย

[ เศรษฐกิจโต แรงงานเริ่มราคาแพง แต่ทักษะยังไม่พอ ]

อีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลของเวียดนามคือ ในอดีตประเทศเคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มี “ค่าแรงถูก” แต่ตอนนี้พอเศรษฐกิจมันโตดีมากๆ ทำให้ค่าแรงของคนเวียดนามก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

ค่าแรงขั้นต่ำในเมืองใหญ่ เช่น โฮจิมินห์ ซิตี้ และฮานอย อยู่ที่ราว 190 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 6,300 บาท) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ของเวียดนามสูงกว่าอินเดียและไทยแล้ว

และจากการคาดการณ์ของ Economist Intelligence Unit ค่าจ้างแรงงานในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นอีก 48% ภายในปี 2029 เวียดนามจึงเริ่มหมดข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก แต่ในขณะเดียวกัน ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานและทักษะที่เพียงพอจะไปสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยี

เพราะจำนวนประชากรในวัยแรงงาน (15–64 ปี) จะ ถึงจุดสูงสุดในปี 2030 และจากนั้นจะเริ่มลดลง ขณะที่ระหว่างปี 2014–2021 เวียดนามสูญเสียงานภาคเกษตรกว่า 1 ล้านตำแหน่งต่อปี

นอกจากนี้ เรื่องของการรศึกษาก็ยังเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำหรับแรงงานเวียดนามอีกมาก เพราะ สัดส่วนพนักงานรัฐที่มีวุฒิอุดมศึกษาสูงถึง 50% ในบริษัทต่างชาติเพียง 15% และบริษัทเวียดนามเพียง 5%

ขณะที่ในด้านวิศวกรด้านชิปมีแรงงานเพียง 5,000 คน ซึ่งบริษัทใหญ่อุตสาหกรรมชิปเข้ามาลงทุนมากขึ้นในเวียดนาม แต่ถึงอย่างนั้นประเทศก็มีเป้าหมายต้องการเพิ่มเป็น 25,000 คนภายในปี 2030

มันคงไม่ได้ง่ายๆ เพราะมหาวิทยาลัยถูกควบคุมเนื้อหาหลักสูตรโดยรัฐ เช่น นักศึกษาวิศวกรรมต้องเรียนวิชาลัทธิมาร์กซ์-เลนินและโฮจิมินห์ (วิชาการเมืองของเวียดนาม) ถึง 25% ของหลักสูตร พูดง่ายๆ ว่าหลักสูตรการศึกษาไม่ได้เอื้อให้แรงงานเข้าสู่บริษัทต่างชาติได้ง่าย ทั้งๆ ที่ประเทศมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเยอะ

ถ้ามาดูกันที่ภาคธุรกิจในประเทศโดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญเช่นกัน เพราะถ้าเป็นรายเล็กๆ SMEs การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังมีข้อจำกัดสูง ธนาคารต้องการหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสินค้าจับต้องได้ และระบบการอนุญาตประกอบธุรกิจและการใช้ที่ดินยังไม่คล่องตัว มีบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มทุนที่มีเส้นสายทางการเมืองเลยได้เปรียบในการแข่งขัน

พูดง่ายๆ ว่าทุนใหญ่ได้เปรียบ แต่ก็ไม่รอดอยู่ดี ฉะนั้นรายใหม่หรือตัวเล็กก็อย่างหวังจะโตได้ เช่น VinFast บริษัทลูกของ Vingroup ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้กว่า 100,000 คันในปี 2024 แต่ยัง ขาดทุนสะสมกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2021 และโครงข่ายสถานีชาร์จรถในประเทศก็ถูกออกแบบให้ใช้ได้กับรถ VinFast เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รัฐบาลเวียดนามก็กำลังปฏิรูปโครงสร้างประเทศใหม่อยู่ เช่น ลดพนักงานราชการลง และออกมาตรการลดภาษีให้กับธุรกิจที่ลงทุนใน วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนภาคเอกชนจาก 50% สู่ 70% ของ GDP

มีเรื่องที่ต้องจับตาว่าเวียดนามจะเป็นดาวเด่นในอาเซียนได้อีกไหม เพราะ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อาจขึ้นภาษีสินค้าเวียดนามถึง 46% ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าจะทำให้เวียดนามเสียศักยภาพการเติบโตในระยะยาวถึง 2.5 % ต่อปี และเวียดนามยังเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติอยู่บ่อยๆ

ก็ต้องมาดูกันต่อว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ เวียดนามคือกรณีศึกษาที่น่าจับตามองของประเทศที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้อย่างก้าวกระโดดในช่วง 30–40 ปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกับในทศวรรษนี้ เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือ ประเทศไม่สามารถพึ่งพาการประกอบสินค้าและแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัตกรรม และการปฏิรูประบบราชการให้เอื้อต่อภาคเอกชนจริงจัง

และนี่คือเรื่องราวของเวียดนามประเทศที่โดดเด่นในสายตาเพื่อนบ้านอาเซียน ทั้งด้วยอัตราการเติบโตและบทบาทในเวทีโลก แต่ภายใต้ความสำเร็จนั้น ยังมีโจทย์ซับซ้อนที่รอการคลี่คลายให้ประเทศแห่งนี้ไปข้างหน้าอยู่

ที่มา

  • https://www.economist.com/briefing/2025/05/22/vietnams-economy-is-booming-but-its-new-leader-is-worried
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...