โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“บลจ.บัวหลวง” ชี้ “หุ้นไทย” เด่นที่ “ปันผลดี” มองเป้าดัชนีปีนี้ 1,250 – 1,300 จุด... แนะเพิ่มเงินสดขึ้นเป็น 10% และเน้น “หุ้น Defensive” มากขึ้น !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 10.35 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

สาระ Fund วันละนิด: ในปีที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน จาก Donald Trump” รายวัน ที่พร้อมจะเขย่าตลาดให้ผันผวนได้ทุกเวลา
เศรษฐกิจโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะหลังประกาศอิสรภาพ Liberation Day” ในวันที่ 2 เม.ย. 25 ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องต้นน่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐคนต้นเรื่องเองด้วย
แต่ก็ยังพอมีเวลาให้หายใจกันหลังประกาศเลื่อนใช้ “ภาษีตอบโต้รายประเทศ” (Reciprocal Tariffs) ออกไป 90 วัน เป็นเริ่มมีผล 8 ก.ค. 25 นี้ แต่ยังเก็บภาษีขั้นตํ่าทุกประเทศเพิ่ม 10% (Universal Tariffs)
ตลาดโดยรวมมองว่าภาษีสุดท้ายจะไม่ได้สูงเหมือนที่ “Trump” ประกาศในวันแรกแน่นอน แต่จะลงมามากน้อยแค่ไหน และยังมีรายละเอียดในรายการสินค้าแต่ละชนิดที่อาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศด้วย
ภายใต้กาวะ “ตลาดการลงทุนที่ผันผวนสูง” เช่นนี้ จะปรับกลยุทธ์การลงทุนยังไง วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “ทีมการลงทุน บลจ.บัวหลวง” มาแชร์ให้ฟังกัน

ปีนี้ตลาดการลงทุน “ผันผวนสูง” แนะ “กระจายเงินลงทุน” รับมือ…ส่วน “หุ้นกู้” กลุ่ม Credit ด้อยกว่า ความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น

โดย “ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Managing Director, Head of Fund Management, BBLAM บอกว่า ภาพตลาดการลงทุนในปีนี้มี “ความผันผวนสูง” กลยุทธ์ที่ดีคือ “การกระจายลงทุน” ในสินทรัพย์ที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนได้ สัดส่วนขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน แม้ภาพเศรษฐกิจของไทยอาจดูไม่ดีนัก แต่ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ยังคงไม่มีปัญหา สภาพคล่องในระบบยังมีอยู่มากที่จะรองรับ ในส่วนของ “ตลาดหุ้นกู้” เองนั้น ในกลุ่มที่เป็น “Investment Grade: IG” ไม่น่ากังวลอะไร ยังคงขายได้ปกติ หากดู Credit Spread ก็ไม่สูง
ต่างกับกลุ่มที่ Credit ด้อยกว่า เช่น BBB+, BBB จะเห็น Credit Spread ปรับตัวสูงขึ้นกว่าในอดีตสะท้อนภาพของความเสี่ยงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็น “High Yield” ขายได้ยากขึ้น ก็ต้องมองหาแหล่งเงินอื่นๆ ทดแทน
“ทั้งนี้หากดู Bond Yield ในตลาดปัจจุบันอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวลง สะท้อนว่าตลาดคาดว่าแบงก์ชาติจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 – 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 4 เดือนแรกนั้น ไหลเข้าสุทธิกว่า 10,299 ล้านบาท ซึ่งเข้ามาในตราสารหนี้ระยะยาวด้วย เพราะอัตราผลตอบแทนสุทธิยังเป็นบวกถือว่าน่าสนใจในมุมมองของต่างชาติ นี่ยังไม่นับรวมโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงอีกด้วย”

“เศรษฐกิจสหรัฐ” ยังห่างไกล “Recession”…ส่วนผลกระทบ “ภาษี Trump” จากนี้ไปจะมีพัฒนาการเชิงบวกขึ้น

“ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา” Chief Economist, BBLAM บอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปีที่แล้ว มีการพูดถึงเรื่องของ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) กันตลอดทั้งปีแต่ก็ไม่เกิดขึ้น ตลาดพูดถึงเรื่องดังกลาวบนความคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเกิดขึ้น ซึ่งมีการพูดถึงเป็นระยะๆ แต่เศรษฐกิจสหรัฐต้องแย่จริงๆ จึงจะเกิด Recession จริงๆ เกิดขึ้น แต่ตัวเลขต่างๆ ในปัจจุบันสะท้อนว่าจะ “ยังไม่เกิดขึ้น” ตลาดก็เริ่มมาพูดถึงเรื่องของ “Stagflation” แทน เป็นภาพที่เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง ก็ยังอยู่บนความคาดหวังในเรื่องของการลดดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน แต่สถานการณ์ก็อาจจะยากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าปีนี้จะโตเหลือ 1.7% จากปีก่อน 2.8% ในขณะที่เงินเฟ้อปีนี้น่าจะอยู่ระดับ 2.80% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2.81% ก็ทำให้ดอกเบี้ยลงยาก Dot Plot ล่าสุด สะท้อนว่า ‘Fed’ อาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งภายในปีนี้
“ภาษี Trump ส่งผลกระทบหนักสุดในวันที่ 2 เม.ย. 25 หลังจากนี้จะเป็นพัฒนาการในเชิงบวก ส่วนความเสี่ยงเรื่อง Recession เศรษฐกิจต้องตกต่ำจริงๆ ซึ่ง ‘ยังไม่เกิด’เพียงแต่ตลาดพูดถึงเพราะคาดหวังการลดดอกเบี้ยเท่านั้น ถ้าจะมีตอนนี้ก็เป็นเรื่อง ภาวะถดถอยทางเทคนิค’(Technical Recession) เท่านั้นเอง
ด้านนโยบายการคลังก็ยังมีปัญหาที่รอแก้ คือ “เพดานหนี้” แม้สามารถหลีกเลี่ยงภาวะปิดหน่วยงานรัฐได้ผ่านมติขยายงบประมาณชั่วคราวถึงเดือนก.ย. 25 แต่เพดานหนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยคาดว่าอาจแตะขีดจำกัดในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ขณะเดียวกัน รัฐบาลเสนอแนวทางเพิ่มรายได้ เช่น การจัดเก็บภาษีนำ เข้าทั่วกระดาน และภาษีเงินทุนไหลเข้า โดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ มีการจัดตั้ง Department of Government Efficiency (DOGE) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งต้องจับตาใกล้ชิดต่อไป

“หุ้นไทย” ไซด์เวย์ มองเป้าสิ้นปี 1,250 – 1,300 จุด…แนะเพิ่ม “เงินสด” ขึ้นเป็น 10% และเน้น “หุ้น Defensive” มากขึ้น

สำหรับ “หุ้นไทย” นั้น ทาง “เมธา พีรวุฒิ” Senior Vice President, Fund Management Group, BBLAM บอกว่า หากพิจารณาอัตราการเติบโตของ GDP รายไตรมาสย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับค่อนข้างต่ำและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้กาไรของบริษัทจดทะเบียน (SET EPS) ไม่สามารถทำ “จุดสูงสุดใหม่” ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทาให้ดัชนี SET Index เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ Sideways เป็นหลักในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนในช่วง 10 ปี ไม่ไปไหน แต่ “หุ้นไทย” ยังมี “จุดเด่น” ในเรื่องของ “เงินปันผลที่ดี” อยู่ ดีกว่าตลาดอื่นโดยเปรียบเทียบ
ปัญหาหลักที่จากัดศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย คือการขาดความคืบหน้าในการปฏิรูปด้าน “Supply-Side” เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การสร้างนวัตกรรมใหม่ และจำนวนสิทธิบัตรใหม่ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออก, การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจในประเทศและการบริโภคภายในด้วยเช่นกัน
“สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่ากระทบ GDP ราว 1% ทาให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำเพียง 2% ในปีนี้ (เป็น base case) และกดดันการเติบโตของกาไร SET EPS แม้ว่าการเจรจาในปัจจุบันอาจช่วยผ่อนคลายบรรยากาศในระยะสั้น แต่ในระยะกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ภาพตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways มีเป้า ‘SET Index’ สิ้นปีที่ประมาณ 1,250–1,300 จุด แนะเพิ่มสัดส่วน ‘เงินสด’ ประมาณ 10% หลีกเลี่ยงกลุ่มส่งออกและอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ และเพิ่มน้ำหนักมาในหุ้นกลุ่ม ‘Defensive’มากขึ้นในปีนี้”

แนะกลยุทธ์ “Core Portfolio-เพิ่มการถือครองเงินสด” ช่วยลดความผันผวน…ชู “ตราสารหนี้” ปีนี้ยังน่าสนใจ เหตุ “ดอกเบี้ยสูง-ทิศทางดอกเบี้ยขาลงมีมากขึ้น”

ปิดท้ายกันด้วย “ดนัย อรุณกิตติชัย” Assistant Managing Director, Fund Management, BBLAM ที่มองว่า ภายใต้ภาวะลาดที่มีความไม่แน่นอนสูง ตามยังคงผันผวน กลยุทธ์การลงทุนแบบ Core Portfolio” พร้อมการเพิ่มสัดส่วนของเงินสดขึ้นจะช่วยให้ฝ่ายตลาดที่ผันผวนในระยะสั้นไปได้ เพราะภาพของ “ตลาดหุ้น” เองในระยะยาวยาวเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่ ในส่วนของ Core Portfolio” แนะนำให้ลงทุนใน “หุ้นทั่วโลก” และ “หุ้นเทคโนโลยีโลก” สำหรับการลงทุนระยะยาว 3 – 5 ปี ในขณะเดียวกันก็เพิ่มสัดส่วนของ “เงินสด” ขึ้น เพื่อพักเงินและรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อตลาดย่อตัว อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ Tactical Portfolio” เพื่อหาจังหวะโอกาสในการลงทุนระยะสั้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีด้วยเช่นกัน โดยตลาดที่น่าสนใจที่เราชอบ เช่น หุ้นอินเดีย, หุ้นจีน รวมถึงหุ้นเวียดนาม (แต่นักลงทุนต้องรับความเสี่ยงได้สูง เพราะบุคลิกของตลาด Frontier Market จะแกว่งตัวค่อนข้างมาก)
“ปีนี้ ‘ตราสารหนี้’ ยังน่าสนใจ จากดอกเบี้ยที่สูงและโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับลงมีมากขึ้น ส่วน ‘หุ้น’ ให้น้ำหนัก Neutral ภาพยังเป็นขาขึ้น หุ้น Major ทยอยสะสมได้เมื่อตลาดย่อ แนะเพิ่มเงินสดขึ้นเพื่อรอจังหวะกลับเข้าลงทุน ส่วน ‘ทองคำ’ มีติดพอร์ตช่วยลดความเสี่ยง 5 – 10% ด้านสัดส่วนของพอร์ตขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนเป็นสำคัญ”
สำหรับตลาดที่มี “ความผันผวนสูง” การปกป้องความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายให้กับพอร์ตในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า แต่ก็ไม่ควรละเลยกับโอกาสการลงทุนในระยะยาว ทาง “บลจ.บัวหลวง” แนะนำ “กระจายการลงทุน” ลดความเสี่ยง ผ่านกลยุทธ์ “Core Portfolio” ถือเงินสดเพิ่มขึ้น และมี “ทองคำ” ติดพอร์ตไว้ช่วยลดความเสี่ยงให้พอร์ตในช่วงตลาดผันผวนได้เป็นอย่างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...